ตอนที่ 6 ขึ้นเขาก่อนแต่งงาน
หลังจากผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายมาได้ เวลาก็ผ่านมาแล้ว กว่าสิบวัน ตอนนี้ลี่หยางถูกท่านพ่อและท่านแม่มารับกลับบ้านท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของไห่เฉิง
หยางคุนกับลู่เอินทนดูที่เขาเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ไหว จึงได้ส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอลี่หยาง ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวบ้านหมู่บ้านเหลียนซานที่มาแสดงความยินดีกับบ้านซูที่จะมีงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ชาวบ้านหมู่บ้านไห่เจินเองก็มาร่วมแสดงความยินดีกับคนบ้านหยางด้วยเช่นเดียวกัน ท่ามกลางความยินดี แต่ก็มีคนบางคนที่ไม่มีความชื่นชมยินดีที่บ้านหยางจะมีงานมงคล
บ้านตระกูลอู๋ อู๋เหมยที่ตอนนี้กำลังร้องไห้ฟูมฟายเพราะนางหลงรักไห่เฉิงแต่พ่อแม่และครอบครัวทุกคนไม่เห็นด้วย เพราะบ้านหยางถือว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้านอีกทั้งมีสมาชิกในครอบครัวมากกว่าครอบครัวอื่น เพราะคนบ้านหยางยังไม่มีการแยกบ้าน
ถึงแม้ว่าอู่เหมยจะร้องไห้หรือทำลายข้าวของสักเพียงไหนบิดามารดานางก็หาได้สนใจนางที่เป็นเช่นนี้ไม่ หากแต่พวกเขากำลังมองหาบ้านสามีให้นางตบแต่งออกไปจะดีที่สุด บ้านอู๋ถือได้ว่ามีกินมีใช้ไม่ลำบากนักเพราะลูกชายทั้งสองของพวกเขาที่ทำงานอยู่ในเมืองส่งเงินมาจุนเจือครอบครัวทุกเดือน
“เจ้าไปดูลูกสาวตัวดีของเจ้าหน่อยเถอะ หากนางไม่อยากกินข้าวก็ไม่ต้องเอาเข้าไปให้นาง ปล่อยให้นางอดไปนั่นล่ะ” อู๋ซานผู้เป็นสามีบอกกับภรรยา
“ท่านพี่ลูกยังเด็กนักเจ้าค่ะ อาจจะหลงผิดไปบ้างท่านพี่อย่าโกรธลูกเลยนะเจ้าคะ” หยุนเหลียนผู้เป็นภรรยาหรือมารดาของอู๋เหมย
“เรื่องนั้นว่าอย่างไรบ้าง บ้านเดิมเจ้าว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าลูกสาวตัวดีของเจ้าหน้ามืดตามัวอันใด ไปชอบพอยาจกอย่างคนบ้านหยางนั่น แต่เท่าที่ข้าดูแล้วเหมือนกับว่าลูกสาวตัวดีของเจ้าจะเป็นฝ่ายไปชอบพอเขาอยู่ข้างเดียวข้าไม่เคยเห็นว่าเจ้าไห่เฉิงนั่นจะชายตาแลลูกสาวของเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว” อู๋ซาน
“เรื่องนั้นพี่สาวข้าบอกว่าอีก 2 วัน ทางนั้นจะส่งแม่สื่อมาทาบทามเจ้าค่ะ” หยุนเหลียน
“ดี รีบๆ หน่อยก็แล้วกัน หาไม่แล้วข้าเกรงว่าลูกสาวของเจ้าจะไปทำเรื่องงามหน้าเอาได้” อู๋ซาน
“เจ้าค่ะท่านพี่ ท่านพี่ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะดูแลลูกเองเจ้าค่ะ” หยุนเหลียนได้แต่รับปากสาวมีว่าจะจับตาดูแลลูกให้เป็นอย่างดี
“ทำให้ได้อย่างที่ปากเจ้าว่าก็แล้วกัน เป็นเพราะเจ้าคอยให้ท้ายนางมาตลอด นางถึงได้เป็นแบบนี้” อู๋ซานมองภรรยาด้วยความไม่พอใจ
ไห่เฉิงเองไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดยังไง หรืออู๋เหมยจะอาละวาดอะไร ในใจเขาเฝ้ารอวันที่จะได้แต่งภรรยาเข้าบ้านจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ทุกคนในบ้านหยางล้วนแล้วแต่มีความสุข ในที่สุดไห่เฉิงสามารถแต่งภรรยาเข้าบ้านได้เสียที คนบ้านซูเองก็ไม่มีท่าทีว่ารังเกียจที่บ้านหยางยากจน
บ้านตระกูลซู หมู่บ้านเหลียนซาน
“ลี่หยาง ต่อไปแต่งเข้าบ้านสามีลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่สามีเข้าใจหรือไม่” นางหลิวกุ้ยเหมย
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะทำตามคำสั่งสอนของท่านแม่อย่างเคร่งครัดขอรับ” ลี่หยางรับคำมารดา
“พี่ใหญ่ต่อไปท่านแต่งงานแล้วท่านยังจะกลับมาหาข้าหรือไม่ขอรับ” ซูตงเล่ย
“น้องสามถึงพี่ใหญ่จะไม่ได้กลับมาหาพวกเราบ่อยๆ แต่พวกเราสามารถไปเยี่ยมพี่ใหญ่ที่บ้านพี่เขยได้นี่ ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก เจ้าเองก็อย่าทำให้พี่ใหญ่ต้องลำบากใจเลย” ซูลี่จิน
“ข้าย่อมต้องหาเวลากลับมาเยี่ยมพวกเจ้าอยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่ใหญ่อย่างข้าจะไม่กลับมาเยี่ยมพวกเจ้ากับท่านแม่ได้อย่างไรเล่า” ลี่หยาง
“พี่ใหญ่เช่นนั้นวันนี้พวกเราขึ้นเขากันดีหรือไม่ เผื่อว่าจะได้อะไรดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง จะได้เอาไปขายเพื่อซื้อของเพิ่มสินเดิมให้พี่ใหญ่อย่างไรเล่า ท่านแม่ ท่านว่าแบบนี้ดีหรือไม่” ซูตงเล่ย
“น้องสามแต่ทำไมข้าคิดว่าเจ้าจะไปหาเรื่องซุกซนบนเขามากกว่าไปหาของป่าล่ะ” ซูลี่จิน
“พี่รองข้าพูดเรื่องจริงท่านยังไม่เชื่ออีกหรือ ท่านแม่ ท่านแม่ดูสิขอรับพี่รองทำลายน้ำใจของข้า ข้าเสียใจมากเลยขอรับ” ซูตงเล่ย
“เอาล่ะๆ จะไปหาของป่าแม่ไม่ห้ามหรอกนะ แต่อย่าเข้าไปในป่าลึกมันอันตรายเข้าใจหรือไม่” นางหลิวกุ้ยเหมย
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่” ซูลี่จิน
จากนั้นพี่น้องทั้งสามคนก็แบกตะกร้ามุ่งหน้าเดินขึ้นเขาไปทันที ท่ามกลางเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุขของพี่น้องทั้งสามคน จึงทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยถึงแม้ว่าจะเดินขึ้นเขาที่สูงชันมากก็ตาม
“พี่ใหญ่ข้าว่าพวกเราเข้าไปในเขาหุบหมอกดีหรือไม่” ลี่จิน
“แต่ถ้าท่านพ่อท่านแม่รู้เข้าจะทำยังไงพี่รอง พี่ก็รู้ไม่ใช่หรือว่าป่าหุบหมอกนั้นไม่ค่อยมีชาวบ้านกล้าเข้าไปเท่าไหร่นัก” ตงเล่ย
“ไปสิ ต้องเข้าไปอยู่แล้ว ยิ่งชาวบ้านไม่เข้าไปสิยิ่งดี จะได้มีอะไรให้พวกเราหยิบติดไม้ติดมือออกมาด้วย” ลี่หยาง
“นี่พี่ใหญ่ก็เป็นไปกับพี่รองด้วยหรือขอรับ ในเมื่อพวกท่านบอกว่าจะเข้าไปข้าเองก็คงทำอันใดไม่ได้แล้ว” ตงเล่ย
“ได้สิทำไมเจ้าจะทำอันใดไม่ได้” ลี่จิน
“ทำอันใดได้หรือขอรับทุกครั้งที่พวกท่านตัดสินใจแล้วข้ายังจะทำอันใดได้อีก” ตงเล่ย
“เจ้าทำได้เพียงแค่ทำใจเท่านั้นล่ะ น้องสาม” ลี่จิน
หลังจากนั้นเสียงหัวเราะของสามพี่น้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ลี่หยางมองน้องชายในชาตินี้ของตัวเองด้วยความอบอุ่นใจ ชาติที่แล้วเขาเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ พอพ่อแม่เสียชีวิตเขาก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ความรักความอบอุ่นในครอบครัวเป็นสิ่งที่ลี่หยางล้วนแล้วแต่ต้องการทั้งสิ้น เขาคิดว่าการที่เขาได้ทะลุมิติมาในครั้งนี้ก็นับว่าไม่แย่ไปเสียทีเดียวที่สำคัญเขายังได้มาพบกับคนที่เขาหลงรักอย่างหมดใจ และกำลังจะได้แต่งงานกันในไม่ช้านี้ แค่คิดลี่หยางก็มีความสุขมาก
“เสียดายที่ พี่ใหญ่ห้าวกวนกับพี่รองห้าวหลินไม่ได้มาด้วยกัน” ตงเล่ย
“ท่านลุงพาพี่ใหญ่กับพี่รองไป หางานทำในเมืองน่ะสิ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องเตรียมงานแต่งของพี่ใหญ่ ท่านพ่อเองก็คงพาเราสองคนเข้าเมืองไปหางานเหมือนกับท่านลุง” ลี่จิน
“ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปนี้พี่จะทำให้บ้านเราและบ้านท่านลุงมีกินมีใช้อย่างสบายแน่นอน ถึงแม้ว่าพี่จะแต่งเข้าบ้านหยางไปแล้ว แต่พี่ไม่เคยลืมว่า ที่นี่คือบ้านแม่ของพี่” ลี่หยาง
“ข้าเชื่อว่าพี่ใหญ่จะต้องทำได้ขอรับ ข้ากับน้องสามยินดีสนับสนุนพี่ใหญ่ขอรับ หากมีเรื่องอันใดให้ข้าสองคนช่วยพี่ใหญ่บอกมาได้เลย” ลี่จิน
“ได้สิ เอาไว้พี่จะบอกน้องรองกับน้องสามนะ ตอนนี้เรารีบเดินกันเถอะ เผื่อว่าเราจะได้เจออะไรดีๆ บ้าง” ลี่หยางบอกกับน้องชายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
สามพี่น้องเดินเข้าไปในป่าหุบหมอกลี่หยางถึงแม้จะตื่นเต้น แต่ยังสามารถเก็บสีหน้าเอาไว้ได้ เรื่องที่ไส้ในของเขาไม่ใช่ลี่หยางคนเดิม แต่เป็นลี่หยางดวงวิญญาณจากต่างภพเข้ามาอาศัยอยู่แทน ลี่หยางจะเก็บความลับนี้เอาไว้กับตัวเองตลอดไป
ป่าหุบหมอกนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ชาวบ้านเองไม่ค่อยเข้ามาหาของป่าที่นี่มากนักเพราะเคยมีชาวบ้านถูกหมีควายทำร้ายได้รับบาดเจ็บ และในป่ายังมีหมอกหนาทึบ ทำให้เสี่ยงต่อการหลงป่าได้ง่าย
“พี่ใหญ่ พวกเราเข้ามาลึกขนาดนี้จะไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ” ตงเล่ย
“ไม่มีอะไรหรอก น้องสามอย่ากลัวไปเลย เดินตามพี่มาเลยอย่าออกห่างจากพี่และลี่จินล่ะ อาจจะทำให้พวกเราพลัดหลงกันได้” ลี่หยาง
“พี่ใหญ่ ท่านเคยแอบมาเแถวนี้ใช่หรือไม่ ท่านแม่กับท่านพ่อรู้หรือไม่ว่าท่านแอบเข้าป่าหุบหมอก” ลี่จิน
“น้องรองถ้าท่านพ่อกับท่านแม่รู้แล้วพี่จะมาถึงป่าหุบหมอกได้หรือ เจ้าอย่าได้ไปบอกท่านพ่อท่านแม่เชียว พี่ไม่อยากให้ท่านทั้งสองคนเป็นห่วง ความเป็นอยู่ของบ้านเราไม่ค่อยดีพวกเจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือ อีกอย่างหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวแล้วท่านพ่อยังต้องเดินเท้าเข้าไปหางานทำในเมือง บ้านเรามีที่ดินอยู่เท่าไหร่กันเองรวมกับบ้านท่านลุงแล้วไม่ถึง 6 หมู่ด้วยซ้ำ” ลี่หยาง
“นั่นสิ เพราะบ้านเรายากจน พี่ใหญ่ห้าวกวนกับพี่รองห้าวหลินถึงยังไม่ได้แต่งภรรยาเข้าบ้านเพราะบ้านของพวกเรายากจนแถมเมื่อก่อน ยังมีปลิงสองแม่ลูกนั่นเกาะอยู่ คอยดูดเลือดบ้านท่านลุงและทำเรื่องไม่ดี ใครจะอยากให้ลูกสาวแต่งเข้ามากันล่ะ” ลี่จิน
ทั้งสามคนเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ป่าหุบหมอกมีผักป่าเห็ดป่าเกิดขึ้นอยู่มากมาย ทั้งสามคนช่วยกันเก็บอย่างสนุกสนาน จนเวลาล่วงเลยไปปลายยามเว่ย ลี่หยางจึงพาน้องชายทั้งสองกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้านนั้นลี่หยางเองก็สอดส่ายสายตาไปเรื่อย เผื่อว่าจะจบเจอสมุนไพรหรืออะไรที่สามารถนำไปขายแลกเงินได้ ถึงแม้ว่าลี่หยางจะมีความรู้ของชาติที่แล้วติดตัวมาแต่ก็มีเพียงน้อยนิด นับว่ายังโชคดีที่ความสามารถด้านว่ายน้ำและดำน้ำของเขายังคงเหมือนเดิม ไม่เช่นนั้นแล้วลี่หยางเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างในโลกคู่ขนานแห่งนี้
และก็เหมือนพระเจ้าจะยังเมตตาสงสารเขาอยู่บ้าง ลี่หยางไม่ได้รับพรวิเศษอะไร หรือมิติที่ควรจะมีเหมือนกับที่เขาอ่านนิยายแนวทะลุมิติมา ถึงจะไม่มีพรวิเศษและมิติลี่หยางเองก็คิดว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะนำพาให้ครอบครัวสามีและครอบครัวพ่อแม่ของเขาให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ในสักวันหนึ่ง
ในตอนที่ทั้งสามคนกำลังจะเดินพ้นออกมาจากป่าหุบหมอกลี่หยางก็พบเข้ากับเห็ดหลินจือแดงสองดอกอยู่ที่ตอไม้ผุพัง ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากนักแต่เขามั่นใจได้เลยว่านี่จะเป็นเห็ดหลินจือไม่ผิดแน่ ด้วยความดีใจลี่าหยางรีบไปเก็บใส่ตะกร้าของตัวเองทันที จากนั้นเขาได้นำผักป่ามาปิดเอาไว้เพื่อป้องกันสายตาของชาวบ้าน
ลี่หยางพาน้องชายทั้งสองคนเดินกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ ถึงแม้น้องอีกสองคนของเขาจะสงสัยว่าพี่ใหญ่นั้นมีเรื่องอะไรน่ายินดีถึงได้เดินยิ้มกลับบ้านเช่นนี้ แต่ทั้งตงเล่ยและลี่จินเองก็ไม่ได้ถามลี่หยางผู้เป็นพี่ใหญ่ เพราะหากว่าพี่ใหญ่ต้องการให้พวกเขารู้ พี่ใหญ่จะบอกพวกเขาเองโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องถามแม้แต่น้อย
ลี่จินกับตงเล่ยนั้นรู้สึกว่าลี่หยางเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่กระโดดลงไปในทะเลและได้รับการช่วยเหลือจากว่าที่พี่เขย แต่พี่ใหญ่เปลี่ยนไปเช่นนี้ก็ดีแล้ว พี่ใหญ่ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยจะสู้คนและไม่ชอบมีเรื่องมีราว แต่ตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าพี่ใหญ่สู้คนและกล้าที่จะตอบโต้หากใครทำไม่ดีกับพี่ใหญ่
ทั้งสามคนใช้เวลาเดินออกจากป่าหุบหมอกและลงจากเขาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม แต่ผลการเก็บเกี่ยวของวันนี้เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ได้เห็ดป่าและผักป่ามาเต็มตะกร้า เสียดายที่พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องทำกับดักไม่เช่นนั้นคงได้มีเนื้อกินกันแล้ว
