ตอนที่ 10 อาหารมื้อแรกกับครอบครัวสามี
ไห่เฉิงพาลี่หยางเดินมุ่งหน้าไปที่ชายหาดซึ่งอยู่คนละด้านกับตลาดท่าเรือ บ้านหยางมีฐานะยากจนจึงไม่มีเรือลำใหญ่ที่สามารถออกทะเลไปไกลได้ พวกเขามีเพียงเรือลำเล็กๆ ที่นั่งได้แค่ 2-3 คนเท่านั้น อาศัยการตกปลาและวางอวนเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านั้น
ครอบครัวที่มีเรือลำใหญ่มีเพียงครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้น ส่วนครอบครัวที่มีเรือขนาดกลางๆ ไม่ถือว่าใหญ่มากมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ครอบครัว และหนึ่งในครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวของเหวินข่ายสหายสนิทเพียงคนเดียวของไห่เฉิง
“ท่านพี่อีกไกลหรือไม่ขอรับ ข้ากลัวว่าจะกลับไปทำอาหารกลางวันไม่ทัน”
“ไม่ไกลแล้ว แต่บ้านเราไม่กินข้าวตอนกลางวันนะ หากว่าเจ้าหิวพี่จะหาอะไรให้เจ้ากินดีหรือไม่”
“ท่านพี่หากจะกินก็ต้องกินด้วยกันขอรับ ท่านพี่เชื่อใจข้าหรือไม่ ข้าจะทำให้ครอบครัวของเราอยู่ดีกินดีส่งน้องๆ ให้เรียนหนังสือ ขอเพียงท่านพี่เชื่อใจข้าก็พอ”
“พี่ย่อมเชื่อใจเจ้า พี่ขอบใจเจ้าที่ยอมแต่งกับพี่ ทั้งๆ ที่ครอบครัวพี่ยากจนเช่นนี้ แต่พี่สัญญาว่าจะดูแลเจ้าอย่างดีไม่ให้เจ้าต้องลำบากกายลำบากใจ”
“ข้าเชื่อท่านพี่ขอรับ”
ทั้งสองคนเดินมาถึงชายหาดลี่หยางทอดสายตามองท้องทะเลที่เวิ้งว้างไร้จุดหมาย ในเมื่อเขามีโอกาสได้ชีวิตที่สองมาแถมมาด้วยสามีในดวงใจต่อไปนี้ลี่หยางตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตให้ดี
“เราเดินกันไปเรื่อย ๆ ก่อน ตอนนี้น้ำทะเลลดลงแล้วอาจจะมีพวกปลาที่โดนคลื่นซัดมาเกยตื้นให้เราเก็บกลับไปทำอาหาร โชคดีหน่อยอาจจะได้แมลงทะเลถึงจะเนื้อน้อยไปหน่อยแต่ยังพอนำไปทำอาหารได้”
“แมลงทะเลหรือขอรับ”
“ใช่แล้วล่ะ เอาไว้เจอเจ้าก็จะรู้เองว่าแมลงทะเลมีหน้าตาเป็นเช่นไร”
“ท่านพี่ขอรับ ข้าเคยได้ยินมาว่าหอยเป๋าฮื้อกับปลิงทะเลมีราคาแพงมาก จริงหรือไม่ขอรับ”
“ใช่แล้วล่ะ เพราะมันหายาก ต้องดำน้ำลงไปลึกมากกว่าจะได้มา ยังมีกุ้งมังกรอีกอย่างที่ราคาแพงมาก แต่แมลงทะเลที่มีขนาดตัวที่ใหญ่ สามารถขายได้ราคาแพงด้วยเช่นเดียวกัน”
“แล้วปูล่ะท่านพี่ ปูสามารถขายได้ราคาดีหรือไม่ขอรับ”
“ขายได้ราคาดี เพียงแต่มีคนที่สามารถจับปูได้น้อยมาก ในหมู่บ้านของพวกเรามีคนที่สามารถดำน้ำได้เป็นเวลานานไม่กี่คนเท่านั้น การจะจับปูมาขายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“ขอรับ เช่นนั้นเริ่มหากันเถอะ”
นอกจากลี่หยางจะไม่รู้ว่าแมลงทะเลคืออะไรแล้วนั้น เขายังได้รู้อีกว่าปลาหมึกยังมีราคาถูกมากอีกด้วย ไห่เฉิงบอกว่าปลาหมึกมีกลิ่นคาวที่รุนแรงและยังเน่าเสียง่ายชาวบ้านจึงไม่นิยมนำมาทำอาหารสักเท่าไหร่
ทั้งสองคนเดินหาอาหารไปตามชายหาดเรื่อยๆ ลี่หยางคิดในใจ ซอสหอยนางรมต้องมีแล้วล่ะเพราะเท่าที่สอบถามไห่เฉิงลี่หยางจึงได้รู้มาว่าหอยนางรมและหอยต่างๆ นั้นไม่มีราคาค่างวดอะไรมีเพียงชาวบ้านเท่านั้นที่นำไปทำอาหาร ส่วนตามร้านอาหารนั้นไม่นิยมนำหอยทะเลชนิดต่าง ๆไปทำอาหาร ลี่หยางคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้วิธีทำอาหารจากหอยและพวกเขาคิดว่าหอยมีเนื้อน้อยก็เป็นได้
“ท่านพี่ขอรับ ท่านพี่เก็บปลาหมึกพวกนี้ไปให้มากหน่อย ข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้ท่านพี่ได้ชิม”
“ได้สิ แล้วหอยเล่า เจ้าจะให้พี่เก็บไปด้วยหรือไม่”
“เก็บขอรับ แต่เอาไปแค่ที่ตัวใหญ่นะขอรับ ตัวเล็กไม่ต้องเก็บไป”
“ได้ พี่จะเก็บให้”
“ขอบคุณท่านพี่ขอรับ เช่นนั้นข้าขอไปเดินดูแถวๆ นี้ก่อนนะขอรับ ท่านพี่ตกปลารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าไปไม่นาน”
“ตกลง เจ้าอย่าได้เดินไปไกล เข้าใจหรือไม่ อาจจะเจอคนไม่ดีเอาได้พี่เป็นห่วง”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านพี่”
ลี่หยางเดินตามชายหาดไปเรื่อยๆ ในมือถือถังไม้ที่นำมาใส่อาหารทะเลด้วย ลี่หยางเดินมาจนถึงเชิงเขาเล็กๆ เป็นป่าโปร่งจึงหยุดมองด้วยความลังเลว่าจะเข้าป่าไปดีหรือไม่ ลี่หยางเองไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีผักป่าที่สามารถนำไปทำอาหารได้หรือไม่
หลังจากที่ลังเลใจอยู่นานลี่หยางจึงตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปในป่า ดังนั้นเขาจึงหันหลังกลับทันที ระหว่างที่เดินมาลี่หยางพบลูกปลากระเบนสีม่วงเกยตื้นอยู่ เขาจึงจับมันโยนลงทะเลเพราะเห็นว่าตัวมันยังเล็กเอากลับไปก็ไม่มีเนื้อให้กินเท่าไหร่ สู้ปล่อยมันกลับลงไปในทะเลไม่ดีกว่าหรือมันยังมีโอกาสได้เติบโตขึ้นในวันข้างหน้า
แต่ลี่หยางไม่ได้รู้เลยว่าการตัดสินใจโยนลูกปลากระเบนกลับลงทะเลไปในวันนี้ ทำให้วันข้างหน้าเขาจะมีสหายต่างเผ่าพันธุ์ขึ้นในอนาคต เจ้าลูกปลากระเบนหลังจากกลับลงไปในทะเลลึกมันก็ถูกพ่อแม่ดุด่าและห้ามขึ้นมาบนผิวน้ำอีก เรื่องนี้ทำให้มันเสียใจอยู่บ้างแต่ก็ยอมทำตามคำพ่อแม่ในที่สุด
ลี่หยางเก็บอาหารได้มากทีเดียวมีทั้งหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยตลับ ปลาหมึก นอกจากนี้ไห่เฉิงยังตกปลากะพงตัวใหญ่ได้อีก 2 ตัว ลี่หยางเห็นว่าใกล้จะถึงยามอู่แล้วจึงได้ชวนไห่เฉิงกลับบ้านเพราะเขาเริ่มหิวแล้ว
“ท่านพี่กลับบ้านกันเถอะขอรับ ใกล้ยามอู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ส่งถังมาให้พี่ก่อน เจ้าจะได้ไม่หนัก”
“ขอรับท่านพี่”
ไม่นานทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้าน เพราะมีงานมงคลของไห่เฉิงบ้านหยางจึงหยุดออกทะเลเป็นเวลา 2 วัน วันนี้จึงมีคนบ้านหยางอยู่กันครบ ลี่ หยางเองก็เพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตาของทุกคนก็วันนี้เอง น้องๆ ของไห่เฉิงแต่ละคนผอมแห้งมากรวมไปถึงลูกๆ ของบ้านอารองด้วย
ลี่หยางสัญญากับตัวเองในใจว่าจะต้องทำให้บ้านหยางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้ น้องๆ จะต้องได้เรียนหนังสือ แต่ตอนนี้ลี่หยางต้องการทำอาหารเพื่อมาเติมเต็มท้องของตัวเองที่กำลังประท้วงด้วยความหิวโหยอยู่ตอนนี้
“กลับมากันแล้วหรือ สะใภ้ใหญ่เหตุใดเจ้าไม่พักผ่อนออกไปทำอะไรข้างนอก ไห่เฉิงก็เหมือนกันไม่รู้จักให้สะใภ้พักผ่อนดีๆ เจ้าพาน้องออกไปที่ชายหาดทำไม” นางลู่เอินเอ่ยตำหนิบุตรชาย
“ท่านแม่ขอรับ ข้าเพียงอยากออกไปเดินดูบ้างเลยขอร้องให้ท่านพี่พาไป พวกเรายังได้ปลาและหอยมาอีกเยอะมาก มื้อกลางวันข้าจะทำให้ท่านแม่ชิมนะขอรับ” ลี่หยาง
“ตามใจสะใภ้ใหญ่เถอะแม่อย่างไรก็ได้ ตามแต่เจ้าเห็นสมควร” นาวลู่เอินทราบจากสามีว่าลูกสะใภ้นั้นแต่เดิมบ้านกินอาหาร 3 มื้อถึงแม้ว่าบ้านหยางจะกินอาหารแค่วันละ 2 มื้อแต่ถ้าสะใภ้ใหญ่อยากกินอาหาร 3 มื้อก็ปล่อยให้เขากิน คนบ้านหยางก็แค่ทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น
ลี่หยางใช้เวลาไม่นาน ในการทำอาหารโชคดีที่โลกคู่ขนานแห่งนี้มีเครื่องปรุงจำพวก ซีอิ๊ว นอกเหนือจากเกลือและน้ำตาล ลี่หยางนำปลาทั้งสองตัวที่ได้มา ทำน้ำแกงปลาออกมาสองหม้อใหญ่
ส่วนหอยแมลงภู่ที่ได้มาลี่หยางนำมาลวกแล้วแกะเอาแต่เนื้อผัดกับต้นหอมป่า ส่วนปลาหมึกนั้นลี่หยางนำไปล้างกับเหลือและน้ำส้มนิดหน่อย จากนั้นลี่หยางตั้งน้ำให้เดือดใส่ขิงและต้นหอมลงไป แล้วนำปลาหมึกไปลวก
หลังจากลวกปลาหมึกแล้วลี่หยางนำไปพักไว้ จากนั้นสับกระเทียม เจียวในน้ำมันที่เหลืออยู่นิดหน่อยพอกระเทียมที่เจียวเริ่มหอมลี่หยางนำปลาหมึกที่ลวกเอาไว้ลงไปผัดเร็วๆ และเติมเครื่องปรุงที่ผสมเอาไว้ในถ้วยลงไปผัดจากนั้นเติมต้นกระเทียมป่าลงไปผัดกลับไปกลับมาด้วยไฟแรงพอกระเทียมป่าสุกดีแล้วลี่หยางก็ตักใส่จาน
อาหารที่ลี่หยางทำวันนี้มีมากพอให้ทั้งบ้านหยางได้กินอย่างอิ่มหนำ อาหารที่ลี่หยางทำนั้นนอกจากจะแปลกตาแล้วยังมีรสชาติอร่อย กลิ่นหอมลอยออกไปถึงห้องโถงที่ทุกคนนั่งรวมกันเพื่อหารือถึงเรื่องออกทะเลจับปลาในวันพรุ่งนี้
“หอมจังเลย ท่านแม่ พี่สะใภ้ทำอะไรหอมมากเลย” หยางไห่ฉีที่เดินจูงมีหยางซินลี่เข้ามาในห้องโถง
“ใช่แล้ว หอมมากเลย พี่สะใภ้ใหญ่ทำอะไรหอมจนน้ำลายข้าจะไหลอยู่แล้ว” หยางเฟยที่จูงมือน้องสาวอย่างหยางเฟิ่งเข้ามา
“เจ้าพวกนี้นิ แล้วพ่อกับแม่เจ้าไปไหนอาเฟยแล้วพี่ชายของเจ้าไปที่ใดแล้วเหตุใดปู่ยังไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า” ปู่หยางไห่เทียน
“ท่านพ่อพาพี่ใหญ่ไปตัดฟืนอีกสักพักจะกลับมาแล้วขอรับ ส่วนท่านแม่กำลังตากผ้าขอรับ” หยางเฟย
“เช่นนั้นเจ้าก็พาน้องสาวเจ้าเข้ามานั่งให้ดี”
“ขอรับท่านปู่”
“ข้าขอตัวไปช่วยสะใภ้ในครัวก่อนนะเจ้าคะท่านพ่อ” นางลู่เอินรีบเข้าไปช่วยลี่หยาง
“ไปเถอะๆ”
ลี่หยางใช้เวลาทำอาหารอีกเพียง 1 เค่อทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยพร้อมยกขึ้นโต๊ะ นางลู่เอินเห็นน้ำแกงปลาสองหม้อใหญ่สีเหมือนน้ำนมส่งกลิ่นหอมออกมา นางถึงกับตกใจนางไม่เคยเห็นน้ำแกงปลาแบบนี้มาก่อน หลังจากช่วยกันยกอาหารออกไปวางที่ห้องโถงแล้ว เด็กๆๆ ถึงกับจ้องอาหารบนโต๊ะตาโต
“ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่เป็นอาหารที่ข้าทำ อาหารพวกนี้ข้ากับท่านพี่เก็บกลับมาจากชายทะเลเมื่อตอนเช้าขอรับ ลองชิมดู”
“น่าตาน่ากินมากเลย หลานสะใภ้” หานซูลี่
“ขอบคุณอาสะใภ้รองที่ชมขอรับ”
“เจ้ารองกับอาชุนกลับมาจากตัดฟืนหรือยัง”
“กลับมาแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ กำลังล้างมืออยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็รอสักหน่อยจะได้กินกันพร้อมหน้า ต่อไปนี้บ้านเราจะกินอาหารสามมื้อตามที่หลานสะใภ้ต้องการ อีกอย่างจะเป็นการดีกับเด็กๆ พวกนี้ด้วย พวกเราแค่ต้องทำงานหนักขึ้นอีกนิด ต่อไปอาชุนจะต้องแต่งภรรยาเข้ามาเหมือนกัน” ปู่หยาง
“ท่านปู่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาหารนะขอรับ ข้าจะช่วยทำงานอีกแรง” ลี่หยาง
“ขอบใจเจ้าหลานสะใภ้ เอาล่ะเจ้ารองกับอาชุนมาแล้วก็รีบนั่งลงกินข้าวได้แล้ว”
บ้านหยางถึงจะแยกบ้านกันแล้วแต่ไม่มีการแยกครัวยังคงร่วมกินข้าวด้วยกันเช่นเคย ทุกคนต่างช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็งไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว คนในครอบครัวไร้ซึ่งการอิจฉาริษยานี่เป็นข้อดีของบ้านหยางถึงแม้ว่าจะยากจนแต่ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรักและสามัคคี
อาหารที่ลี่หยางทำวันนี้ได้รับเสียงชมเชยจากทุกคนในครอบครัวอีกทั้งแม่สามีและอาสะใภ้บอกกับลี่หยางว่าจะขอเรียนรู้การทำน้ำแกงปลาจากลี่หยางในครั้งหน้า ซึ่งลี่หยางเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ลี่หยางคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับชีวิตที่สองมาอีกทั้งยังตบแต่งเข้ามาในครอบครัวที่ดีและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันถึงแม้ว่าเขาจะทะลุมิติมาในยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ก็ตามที
