บทที่ 8 รักษาคนป่วย
ทำไมนางพูดอะไรไปถึงไม่มีใครฟังนางสักคน สามีของหลิวชิงก็ยังคงคิดว่านางโกหก จินเฟิงก็ยังคงรักและภักดีต่อร่างนี้ ไม่สิ นางในตอนนี้ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วน...
หลิวชิงหันมองอีกคนที่กำลังสั่งให้คนงานขนโอ่งมาเพิ่ม ดูเหมือนจะมีแต่เขาที่คอยทะเลาะให้นางสบายใจขึ้นบ้าง แม้จะดูเหมือนไม่ฟังแต่ก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างดี
คุณชายเฉินฝางหันมองคนด้านหลังเมื่อเห็นว่านางมองอยู่ก็เดินไปหา “เจ้าหลงเสน่ห์ข้าแล้วหรือ”
หลิวชิงเบะปาก “คงมีแต่คนหลงตัวเองเท่านั้นแหละที่ถามแบบนั้นได้”
“แน่นอน ข้ายอมรับว่าข้าหลงตัวเอง” คุณชายเฉินฝางรับคำอย่างภูมิใจ หลิวชิงก็ส่ายหน้าอีกรอบ
“ข้าสั่งโอ่งไปแค่ร้อยใบ เหตุใดถึงมาอีกร้อยใบ”
“หากเป็นอย่างที่เจ้ากล่าวอ้างว่าคนจะล้มตายจำนวนมาก โอ่งเพียงเท่านั้นจะเพียงพอได้เช่นไร อีกอย่าง โอ่งครึ่งหลังเจ้าต้องแบ่งกำไรให้ข้าด้วย”
เขามันพ่อค้าหน้าเลือดจริง ๆ หลิวชิงด่าเขาในใจไปหนึ่งรอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าโอ่งพวกนี้ล้วนเป็นของสกุลเฉิน ถึงนางมีเงินซื้อมากมายหากเขาไม่ขายนางก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี
“ท่านรวยอยู่แล้วจะคิดมาแย่งคนท้องอีกทำไม”
“ใครบอกว่าข้ารวย” คุณชายเฉินนั่งลงข้างนาง จากนั้นก็หยิบกาน้ำชามารินดื่มแก้ร้อน อีกมือก็หยิบพัดขึ้นมาโบกคลายร้อนแล้วพูดต่อ
“คำว่าร้านค้าสกุลเฉินนั้นก็หมายถึงครอบครัว ข้าเป็นบุตรชายคนโตของสกุลเฉินก็จริง แต่ท่านพ่อก็ยังมีญาติ มีหลาน เหลน อีกมากมายที่ต้องดูแล การหาเลี้ยงคนนับร้อยไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างที่เจ้าคิด”
อ้อ นางก็นึกว่าเขาติดความตระหนี่จากนางไปเสียแล้ว
“ได้ ว่าแต่ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงเป็นเช่นไร”
คุณชายเฉินฝางนึกถึงสภาพเมืองหลวงในตอนนี้ “คนตายมากขึ้น ทางการก็รีบเร่งสืบหาสาเหตุ แต่ก็เหมือนที่เจ้าบอก พวกเขาล้วนคิดว่าเป็นเพียงโรคไข้ป่วยเปลี่ยนฤดูธรรมดาเท่านั้น”
ตอนแรกเขาก็คิดว่านางโกหก แต่การลงไปอยู่ในเมืองหลวงสองสามวันที่ผ่านมา เสียงแตรแห่ศพเดินผ่านร้านค้าสกุลเฉินวันหนึ่งไม่ต่ำกว่าสิบศพ ยิ่งเห็นก็ยิ่งขนลุก
“ตอนนี้สามีเจ้าเป็นยังไงบ้าง”
หลิวชิงหันมองคนถาม “สามีของหลิวชิง”
“สามีของเจ้ากับสามีของหลิวชิงต่างกันยังไง เหตุใดต้องแยกด้วย” นับวันนางก็ยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก แต่หลิวชิงขี้เกียจอธิบาย
“อาการเหมือนจะหนักกว่าเดิม ตอนนี้ท่านหมอหลุนกำลังใช้ทากดูดเลือดเสียของเขาออกมา” นางนึกถึงตอนที่ไปเยี่ยมอีกฝ่ายเมื่อตอนเช้าสังเกตเห็นเล็บเท้าเริ่มดำ คิดแล้วก็ร้อนใจ แต่พอเห็นหน้าแม่สามีนางก็ถอนใจแล้วถอยกลับมากระท่อมตนแทน
“เจ้าไม่กลัวเขาตายหรือยังไง”
“กลัว” ไม่ใช่เพราะว่าเริ่มมีความรู้สึกกับอีกฝ่าย แต่นางกลัวว่านางจะไม่ได้ใบหย่า แถมยังไม่ได้สมบัติที่เขาจะแบ่งให้ด้วย
คุณชายเฉินฝางหันมองนางในใจก็นึกชมว่านางรู้จักคำว่ากลัวด้วย แต่หารู้ไม่ ทุกสิ่งที่นางคิดล้วนเป็นเพราะเงิน “เหตุใดเจ้าถึงอยากหย่ากับเขา สตรีที่แต่งออกจากสกุลแล้วก็เปรียบเหมือนน้ำที่สาดออกไปไม่สามารถคืนกลับที่เดิมได้ เป็นหรือตายก็ต้องอยู่ในสกุลสามีต่อไป”
“ความคิดไร้มโนธรรม หากชีวิตครอบครัวไปไม่รอด แม่สามีรังเกียจคิดจะขับไล่ท่าเดียว ข้าก็ควรออกมาใช้ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ทนรองมือรองเท้าให้อีกฝ่ายรังแกฝ่ายเดียว”
“ความคิดเจ้าสิแปลก ข้ามิเคยเห็นสตรีใดคิดแบบนั้นมาก่อน”
“ไม่มีได้ยังไง ก็ข้าอย่างไร คราวนี้ก็ไม่แปลกแล้วเพราะมีข้า”
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งเถียงนางไม่ได้ คุณชายเฉินฝางพอเห็นว่าเถียงไม่ออกก็ลุกไปจัดการส่วนแบ่งที่ต่อรองกับนางสำเร็จ
หลิวชิงจึงหันไปหาบุตรสาวที่อยู่ด้านใน อีกฝ่ายกำลังลุกจากเตียงขึ้นมา “แม่เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เจ้าอาบแล้ว” ยังไงตอนนี้ความสะอาดก็สำคัญ นางจึงระวังเป็นพิเศษ “วันนี้แม่ต้องไปดูท่านพ่อของเจ้าอีกอาจจะกลับค่ำ ยังไงก็อย่าดื้อกับท่านอาเฉิน เข้าใจไหม”
นอกจากจะเป็นหุ้นส่วนกับนางแล้วเขายังรับบทเป็นพี่เลี้ยงอีก ไม่รู้ว่านางจะใช้งานเขามากไปหรือเปล่า แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเต็มใจนางก็มองข้ามความเกรงใจไปทันที
หลิวชิงจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้ชิงลี่ จากนั้นก็หยิบตำราขึ้นมาให้นางอ่านท่องจำ มองเห็นคุณชายเฉินเดินมาสภาพเหงื่อท่วมตัวพร้อมกับห่อผ้า
“ข้าขออาบน้ำก่อนนะ”
“......” หลิวชิงพูดไม่ออก นี่เขาไม่มีความเกรงใจเลยใช่ไหม
“เจ้าคงกลับมาถึงก่อนมื้อค่ำใช่ไหม ข้ากับลี่เอ๋อร์ตกลงกันแล้วว่าคืนนี้เราจะอบไก่กินกัน”
หลิวชิงหันมองเขาแต่ก็ตอบได้แค่ว่า “อืม”
อีกฝ่ายยิ้มแล้วพูดต่อ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอเจ้ากลับมากินพร้อมกัน”
เดี๋ยวนะ!! ทำไมเขาทำตัวเหมือนเป็นสามีนาง!
“แล้วทำไมยังไม่ไปอีก” นางนิ่งไม่พูดไม่จาไม่ขยับเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรกับนาง แต่พอเขาถามแบบนั้นนางก็ได้สติ
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ สอนลูกข้าให้ดีด้วย” หลิวชิงส่ายหน้าแล้วเดินออกจากกระท่อมไป ปล่อยให้คุณชายเฉินทำสีหน้าสงสัยว่านางคิดอะไรอยู่ จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกคน
ชิงลี่หันมองทั้งสองคนไปมาทำสีหน้าสงสัย จากนั้นก็สะบัดความคิดในใจออกหันมาสนใจตำราต่อ ในใจนางแค่รู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาเท่านั้นเอง
เหมือนอะไรนะ
อ้อ เหมือนพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน
หลิวชิงเดินไปถึงกระท่อมท่านหมอหลุน จางฮูหยินก็เดินออกมาพอดี นางจึงจำต้องคำนับตามมารยาท
“ข้าขอไปดูท่านพี่หน่อยเจ้าค่ะ” นางกล่าวแค่นั้น
“เจ้าไม่ใช่คนสกุลหวงแล้ว เรื่องดูแลเขาก็ให้สกุลหวงจัดการแทน” จางฮูหยินปรายตาไม่พอใจที่นางจะเข้าไป
หลิวชิงเห็นดังนั้นก็หยุดนิ่ง “ข้าดูแลเขาเป็นแค่คนป่วยคนหนึ่ง หากท่านไม่พอใจข้าจะไม่ทำ แต่ท่านช่วยบอกให้เขาเขียนใบหย่าให้ข้าได้แล้ว”
หึ! เสียงจางฮูหยินดังขึ้น “คิดจะไปอยู่กับชายชู้ใช่ไหม ที่ข้าบอกว่าเจ้าคบชู้ก็คงเป็นเรื่องจริง”
หลิวชิงถอนใจ คิดจะเหลือศักดิ์ศรีให้ร่างนี้บ้าง “ใครเป็นพ่อของเด็กในท้องท่านยอมรู้ดีแก่ใจ”
จางฮูหยินหันมองหลิวชิง “เจ้าเริ่มปากกล้าตอบโต้ข้าแล้วหรือ ไม่ไว้หน้าข้าแล้วใช่ไหม อวดดี!” ปลายเสียงบอกว่านางกำลังโกรธ
“ท่านเป็นคนไล่ข้าออกจากสกุลหวงเอง บัดนี้ข้าก็ไม่ใช่สะใภ้สกุลหวงอีกแล้ว ข้าจะเคารพท่านเพื่อ?” นางท้าทายอีกฝ่ายให้โมโหกว่าเดิมและก็ได้ผล
เพียะ!! จางฮูหยินตบหน้านาง
หลิวชิงหันมองจางฮูหยินตาแข็ง “ท่านกล้าตบข้า?”
“ทำไมจะไม่กล้า เมื่อก่อนข้าทำมากกว่านี้ด้วยซ้ำ”
“ท่านทำอะไร”
“ข้า...” จางฮูหยินนิ่งเงียบหันมองด้านหลัง คนที่ถามก็คือบุตรชายของนางที่กำลังเปิดประตูเข้ามาโดยมีจินเฟิงประคองอยู่
“ท่านแม่ ท่านทำอะไรนางบ้างตอนข้าไม่อยู่”
จางฮูหยินหันมองบุตรชายสีหน้าก็ยิ่งรำคาญ “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้”
“นางเป็นภรรยาข้า ข้าต้องทราบทุกเรื่อง”
“แต่เจ้าเป็นบุตรชายแม่ เจ้าต้องฟังแม่ทุกอย่าง” จางฮูหยินที่ในวันนี้ไม่ได้ยอมหรือรับบทเจ้าน้ำตาอีกแล้วยังคงเชิดหน้าบอกว่าตัวเองเป็นแม่อีกฝ่าย เขาไม่มีสิทธิ์เค้นถามความจริงถ้านางไม่บอก
ซือหยางมองแล้วก็รู้สึกปวดใจกว่าเดิม “ท่านแม่กำลังทำให้ลูกหมดความอดทน”
“เพื่อสตรีนางเดียวเจ้าถึงกับกล้าแข็งข้อกับแม่ ซือหยาง เจ้าลืมไปแล้วหรือยังไงว่าพวกเรา....”
“ลูกทราบ แต่ตอนนี้กับตอนนั้นต่างกัน ตอนนี้ลูกสามารถมอบให้ท่านแม่ได้ทุกอย่าง ขอเพียงแลกกับนาง”
“ไม่ได้” เสียงนี้ไม่ใช่แค่จางฮูหยินที่พูด แต่เป็นหลิวชิงอีกด้วย เรื่องอะไรนางจะยอม เพราะเป้าหมายของนางคือสมบัติครึ่งหนึ่งของเขา
ซือหยางหันมองหลิวชิง จากนั้นความเสียใจก็พรั่งพรูออกมากลายเป็นว่าทำให้เขาไอออกมาไม่หยุดแล้วล้มลง
“ซือหยาง!” ทุกคนมองบนพื้นที่มีเลือดเลอะอยู่ จากนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ช่วยลูกข้า ช่วยลูกข้าเดี๋ยวนี้” จางฮูหยินหันมาเขย่าแขนหลิวชิง นางที่ตกใจก็ยังพอได้สติ
“ท่านต้องให้เขาเขียนใบหย่าให้ข้า”
จางฮูหยินหันมองคนพูด ในเมื่อนางต้องการเช่นนั้นเหมือนกันก็รีบตอบ “ได้ ข้าจะให้เขาหย่ากับเจ้าให้จงได้”
ดูเหมือนตอนนี้นางมีพวกเพิ่มแล้ว แต่นางลืมบอกจางฮูหยินไปถึงสินสมรสที่นางคิดจะได้มา รวมทั้งที่ดินผืนนั้นเพื่อขายให้กับคุณชายเฉินฝางตามที่ตกลงกัน
หลิวชิงใส่ชุดป้องกันตัวเองแล้วเข้าไปด้านในพร้อมหมอหลุนและจินเฟิง นางทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยที่อยู่ห่าง ๆ มองท่านหมอหลุนรักษาสามีของหลิวชิงอย่างตั้งใจ
ท่านหมอหลุนหยิบกล่องกล่องหนึ่งออกมา เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นทากสีดำจำนวนหลายตัว หลิวชิงมองขนาดของมันแต่ละตัวมีขนาดเพียงนิ้วก้อยผอมบางลีบ
หากแต่เมื่อท่านหมอหลุนวางมันลงไปบนแขนของซือหยางที่เริ่มดำเป็นด่างดวงเพราะพิษโรคกาฬโรคผุดขึ้นมา นางไม่ได้มาดูแลเขาสามวัน ทำไมถึงได้ทรุดหนักแบบนี้
คิ้วนางขมวดเพราะรู้สึกกังวลและห่วงอีกฝ่าย ก่อนจะหันมองไปยังด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงร้องของจางฮูหยินไม่หยุด “บอกนางให้เงียบก่อน”
ท่านหมอหลุนไม่มีสมาธิจึงหันไปสั่งหลิวชิงให้ไปบอกคนด้านนอก แหม ท่านก็บอกได้ถูกคนจริง ๆ นางยิ่งไม่ถูกกับแม่สามีอยู่ด้วย แต่หลิวชิงก็ทำตาม เดินออกไปด้านนอกแล้วบอกอีกฝ่าย
“ท่านหมอหลุนต้องการสมาธิ ท่านโปรดเงียบก่อน”
จางฮูหยินที่ปกติไม่เคยฟังนาง ตอนนี้ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก นางเห็นแบบนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เพราะหลายวันมานี้นางเถียงกับอีกฝ่ายจนหูใกล้จะดับแล้ว
หลิวชิงกลับเข้าไปด้านในก็มองเห็นว่าท่านหมอหลุนวางทากตัวดำลงไปแล้ว ตอนแรกที่นางเห็นว่ามันตัวผอม ตอนนี้มันกลับอ้วนกลมโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สีของแผลที่ดำก็ดูจางลง
“ต้องใช้เวลานานเท่าไร”
“ต้องคอยสังเกตอาการ และพยายามให้ห้องอุ่นร้อนอยู่เสมอ”
หลิวชิงไม่ทันถามต่อ เสียงด้านนอกก็ดังขึ้น “ท่านหมอหลุน ท่านหมอหลุนช่วยพวกข้าด้วย!!”
จินเฟิงออกไปดูก็พบว่ามีคนแบกคนป่วยจำนวนเกือบสิบคนมาวางอยู่เต็มลานกระท่อม เขาได้แต่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อหลายวันก่อนเขาคุยเล่นกับหลิวชิงว่ากระท่อมที่นางให้ยกแยกกับผู้ป่วยดูจะมากเกินไป แต่หลิวชิงก็บอกว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำ
“ท่านจำคำข้าไว้ ต่อไปท่านจะได้ยินคำว่าตายเหมือนใบไม้ร่วง”
แค่ฟังคำนางขนแขนเขาก็ลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว จินเฟิงได้สติก็รีบเรียกทหารที่ซือหยางนำมาช่วย พาพวกเขาไปยังกระท่อมที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ จากนั้นก็เข้ามารายงานสถานการณ์ให้ท่านหมอหลุนทราบ
ท่านหมอหลุนมีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด “ข้าต้องไปดูแลพวกเขา” หนึ่งชีวิตกับสิบชีวิตยังไงเขาก็ต้องเลือกอีกด้าน หลิวชิงเห็นแบบนั้นก็พูดขึ้น
“ข้าจะดูแลเขาเอง ท่านหมอหลุนแจ้งรายละเอียดและขั้นตอนให้ข้าทราบได้เลย”
“แต่เจ้าจะเสี่ยงเอาได้นะ”
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นางต้องยกชิงลี่ให้คุณชายเฉินดูแลแทนในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้ชิงลี่ติดโรคได้ คิดว่าหลังจบเรื่องนางจะต้องตอบแทนเขาแน่นอน
จินเฟิงมองนาง “เจ้าไหวไหม หากไม่ไหว…”
“ข้างนอกหนักกว่าอีก” เขาเป็นตัวช่วยสำคัญกว่านางเพราะรู้ทุกอย่าง จินเฟิงเองก็เข้าใจจึงจำให้นางดูซือหยางแทน ตอนนี้เขากำลังกังวลว่าความสัมพันธ์ของนางกับสามีอาจจะดีขึ้นและนางอาจจะเปลี่ยนใจ
“ข้าทำเพราะมโนธรรมเท่านั้น” นางตอบแทนใจตัวเองและหมายมั่นแล้วว่าจะไม่คิดอะไรนอกจากนี้ ไม่รู้ทำไม นางเห็นหน้าเศร้าของเขาแล้วจึงต้องพูดเพื่อปลอบเขาด้วยทั้งที่ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ
เมื่อพูดให้เขาสบายใจแล้วจินเฟิงก็ยอมออกไปจากห้อง หลิวชิงถอนใจ หันมองโดยรอบก็เดินไปเปิดหน้าต่างให้โล่งกว้างกว่าเดิม แล้วกลับมามองซือหยางที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ไม่ได้สติ
หลิวชิงเผลอลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ถอนใจ อย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อของเด็กในท้อง หากหลิวชิงตัวจริงรู้อาจจะโกรธที่ทำแบบนี้กับสามีของนาง ดังนั้นนางต้องดูแลเขาให้ดี และดูแลบุตรในท้องให้ดีเช่นกัน
นางหันมองรอบห้องก่อนจะทำความสะอาด จุดเตาให้ร้อนกว่าเดิมเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่รอบห้อง อีกทั้งตัวเองก็ต้องระวังที่จะไม่ได้รับเชื้อเข้าไป
คอยดูทากที่กำลังดูดเลือดเสียให้ไม่ดูดเลือดเขาจนหมดตัว อีกทั้งป้อนยาคนไม่ได้สติ นางทำวนเวียนอยู่เช่นนี้ จนกระทั่งวันที่สามเขาก็ฟื้นขึ้นมา
ซือหยางมองอีกฝ่ายคิ้วเขาก็ขมวดเข้าหากัน จากนั้นก็เอ่ย
“เจ้าไม่ควรอยู่ตรงนี้” น้ำเสียงแหบเต็มไปด้วยความเป็นห่วง หลิวชิงที่ยืนห่างอยู่สามก้าวยิ้มปลอบคนเพิ่งฟื้น
“ข้าป้องกันตัวเองดี ท่านไม่ต้องห่วง อีกอย่างตอนนี้ท่านหมอหลุนยุ่งมาก เหลือข้าคนเดียวที่พอจะว่าง” นางไม่อยากให้เขาคิดว่านางอยากดูแลเขา
อีกฝ่ายเหมือนจะเข้าใจแต่ก็อยากคิดว่านางห่วงใยเขาอยู่ดี
“ลี่เอ๋อร์”
“ข้าขอให้คุณชายเฉินดูแลนางแล้ว ท่านไม่ต้องห่วง”
นางได้เห็นคนผูกปมที่คิ้วอีกรอบ เหมือนเขาไม่พอใจที่นางให้คุณชายเฉินฝางดูแลบุตรของหลิวชิง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะเลือกได้
“ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงวุ่นวายมาก คุณชายเฉินก็เลยหลบมาอยู่ที่สุสานบรรพชนก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง ข้าเองก็ไม่อาจปฏิเสธเขาได้เพราะเขาก็ช่วยงานข้าอยู่”
ยิ่งใกล้ชิดเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี แต่ในสถานการณ์เป็นตายเช่นนี้เขาควรปล่อยวางให้นางได้เจอคนที่ดี แต่...เขารักนางมากเหลือเกิน ยามอยู่ในศึกสงครามก็ล้วนมีแต่ภาพนางและลูก ยอมเสี่ยงตายกลับมาเมืองหลวงก็เพื่อนาง ยอมฝ่าทหารนับหมื่นตัดหัวท่านแม่ทัพของอีกฝ่ายก็เพื่อกลับมาพบนางอีกครั้ง
“ถ้าบอกว่าข้าอิจฉาเขา เจ้าจะว่าอะไรข้าไหม”
นางไม่ควรว่าเขา เพราะคนในโลกนี้ล้วนถือธรรมเนียมภรรยาสามีคำนับแล้วก็เป็นสามีจนวันตาย แต่นางไม่ใช่...
“ข้าจะว่าอะไรท่านได้ แต่ตอนนี้ท่านควรรักษาตัวเองให้หายก่อน” จะเป็นตายยังไงนางก็ยังไม่รู้ แต่แผลตามแขนของเขาดีขึ้นจริง ๆ แต่มันกลับลามไปที่ขาแทน หลิวชิงหันมองขาสองข้างที่เริ่มดำด่างมากกว่าเดิมไม่ได้ลดลงสักนิดก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ
เพราะนึกถึงคำพูดของชิงลี่ที่มักพูดบ่อย ๆ ‘ลูกอยากให้ท่านพ่อหายเจ้าค่ะ ถึงท่านแม่ไม่ได้อยู่กับท่านพ่อแล้วแต่ลูกก็ไม่อยากให้ท่านพ่อตาย’
“ได้เวลากินยาแล้ว” นางเปลี่ยนเรื่องพลางหันไปหยิบถ้วยยาที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปหาเขา ซือหยางเห็นแบบนั้นก็รีบขยับหนี
“เจ้าไม่ควรเข้ามา” เขาขยับหนีแต่ขยับได้ไม่มาก เมื่อรู้สึกว่ากำลังขาหายไป พอมองเห็นสภาพตัวเองก็ยิ่งร้อนใจ
“ข้ากำลังจะตาย เจ้าไม่ควรจะมาเสียเวลากับข้า”
“ท่านยังไม่ตาย และข้ากำลังรักษาท่านอยู่ รีบกินยาเถอะ”
ซือหยางไม่สามารถขยับตัวหนีนางได้แล้วจึงยอมให้นางป้อนยา “ข้ายังจดจำได้ เมื่อครั้งก่อน เจ้าก็เคยทำแบบนี้ให้ข้า”
หลิวชิงเงยหน้ามองเขา “แต่ข้าจดจำไม่ได้เสียแล้ว” นางพูดความจริงแม้มันจะทำร้ายจิตใจเขามากก็ตาม อีกอย่างนางไม่อยากสร้างความหวังครั้งใหม่หรือต่อด้ายแดงระหว่างเขาอีก
“เจ้าใจดำเหลือเกิน หากย้อนเวลากลับไปได้ข้าก็ยังอยากจะรักเจ้าเช่นเดิม”
นางมองเขา เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก “หากท่านย้อนเวลากลับไปได้ก็ไม่ควรปล่อยนาง…” หลิวชิงเว้นช่วงก่อนจะพูดใหม่ “ข้าอยู่เพียงลำพังถูกรังแกจนตายแล้วฟื้น”
นางพูดความจริง เขาจะรับได้หรือไม่ได้นางก็ไม่สนใจ นางเป่ายาในช้อนให้คลายร้อนก่อนส่งให้เขา อีกฝ่ายมองนางด้วยความรัก ส่วนนางก็ได้แต่ตะโกนบอกเขาในใจ
‘ท่านไปบอกแม่ท่านโน่นไป หัดสงบปากสงบคำทำดีกับข้าบ้าง ข้ากำลังช่วยชีวิตท่านอยู่นะ!!’
“ซือหยางบุตรชายข้า เจ้าอย่าเป็นอะไรเลย” พูดไม่ทันขาดคำเสียงด้านนอกก็ดังขึ้นรบกวนนางอีกแล้ว
สวรรค์…ชาติที่แล้วนางกับจางฮูหยินเป็นคู่แค้นกันหรืออย่างไร
