บทที่ 7 อยากเป็นอิสระ
นางไม่ได้อยากหาสามีใหม่เสียหน่อย ที่ให้คุณชายเฉินฝางรับบทเป็นพ่อของเด็กในท้องก็เพราะอยากหย่ากับสามีแล้วไปใช้ชีวิตอิสระ แต่ก็ลืมไปว่าบทลงโทษของคนยุคนี้ไม่ได้ง่ายแบบคนสมัยใหม่ที่ต่างคนต่างแยกย้าย
สำหรับคนโบราณการคบชู้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ก็ถือว่าความเมตตาของจางฮูหยินจะมีให้นางมากเมื่อส่งนางให้มาอยู่แค่สุสานบรรพชน ถ้าคิดอีกทางจางฮูหยินอาจจะรู้ว่าบุตรในครรภ์ก็คือหลานตัวเองนั่นแหละ แต่อยากกำจัดนางแล้วหาฮูหยินคนใหม่ให้ลูกชายตนมากกว่า
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งไม่อยากอยู่สกุลหวง หลิวชิงหันมองแผนการรวยที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
“ชู่ 醋” “เหล่าซีเอ๋อร์” หรือน้ำส้มสายชูที่พวกเราเรียกกันในสมัยใหม่ หลิวชิงเริ่มจากการต้มสับปะรดโดยการต้มน้ำให้พอเดือด จากนั้นก็ใส่น้ำตาลลงไปแล้วคนให้ละลาย และพักไว้ให้เย็นก่อนจะล้างและปอกสับปะรดเป็นชิ้นใส่ลงไปในโอ่งขนาดใหญ่
ปิดปากโอ่งด้วยผ้าสองสามชั้นเพื่อกันแมลงและให้แบคทีเรียทำงานได้ดี หากหมักไว้ประมาณสองถึงสามสัปดาห์จะมีแผ่นแม่หรือวุ้นสับปะรดเกิดขึ้น หมักต่อประมาณสี่สัปดาห์ก็ กรองเอาน้ำส้มสายชูไว้ใช้งานได้
หนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็จะเห็นผล แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าโรคระบาดจะไปถึงไหนแล้ว ยังไงตอนนี้นางก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน หันมองคนงานพิเศษสามคนที่ช่วยกันต้มน้ำหนึ่งคนคือจินเฟิง หั่นสับปะรดคือสามีของหลิวชิง อีกทั้งคุณชายเฉินฝางก็มาช่วยนางหมักในโอ่งอีก
ชีวิตของหลิวชิงเป็นชีวิตที่ผู้หญิงทุกคนล้วนอิจฉาหากอยู่ในยุคโบราณ แต่ไม่ใช่นาง นางไม่จำเป็นต้องพึ่งพวกเขาสักนิดหากมีหนึ่งสมองและสองมือ
“เจ้าทำไปเพื่ออะไร” คนพูดคือเฉินฝาง
“ข้าอยากเป็นอิสระ”
“ให้ข้ารับเป็นพ่อเด็ก ข้าก็ต้องแต่งกับเจ้าแทน แล้วเจ้าจะเป็นอิสระได้ยังไง”
อืม นางลืมคิดเรื่องนี้ไปจริง ๆ “ท่านก็ไม่ต้องแต่งสิ บอกไม่รับผิดชอบก็สิ้นเรื่อง”
คุณชายเฉินฝางตาโตใส่นาง “เจ้าคิดน้อยไป หากข้าทำเช่นนั้นสตรีในเมืองหลวงสกุลไหนจะกล้าแต่งกับข้า” น้ำเสียงเขาจริงจังเพราะกลัวตัวเองจะไม่ได้แต่งงาน
“แหม ท่านรวยออกขนาดนั้น ต้องมีคนอยากแต่งด้วยอยู่แล้ว”
คิดจะเอาตัวรอดเกินไปแล้ว นางเห็นแก่ตัวจริง ๆ
“แล้วเจ้าจะปลูกสับปะรดไปทำไมเยอะแยะ”
นางนึกถึงคำที่บอกซือหยางไปแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่เชื่อ “ต่อไปก็ต้องได้ใช้ และข้าไม่ได้ให้เปล่า ทุกอย่างล้วนเป็นเงินทั้งสิ้น”
เขาคิดถูกที่หาว่านางเห็นแก่ตัว หันมองไปยังหวางอ๋องซือหยางที่เดินมาคุณชายเฉินฝางก็รีบขยับหนี
“เจ้าคุยอะไรกับเขา” สีหน้าเขาเหมือนไม่พอใจ นางจึงถอนใจอีกรอบก่อนเล่าความเท็จ
“เขาไม่รับผิดชอบในการกระทำของตนเอง ท่านพี่อยากให้พูดเรื่องอะไรอีก”
“ข้ารับผิดชอบเอง ไม่ว่าบุตรในท้องจะเป็นของใครก็ตาม”
หลิวชิงมองคนตรงหน้า “ท่านใจดีเกินไปแล้ว แต่ข้าไม่ได้ใจดีตามท่าน ข้าไม่ยอมใช้สามีร่วมกับคนอื่นแน่”
“ระหว่างองค์หญิงกับข้าไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด”
แต่งงานร่วมเตียงแล้วยังบอกไม่ใช่อีก หลิวชิงเริ่มโมโห ไม่เข้าใจอารมณ์ตัวเองว่าโกรธเขาจริง ๆ หรือเป็นแค่ความรู้สึกของร่างนี้มากกว่า
“ท่านพูดไปก็เท่านั้น ความจริงไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้” นางหันไปสนใจโอ่งต่อ ปล่อยให้เขาเดินตามหลัง
ซือหยางมองแผ่นหลังบอบบางตรงหน้า กี่ปีแล้วที่พวกเราเดินเคียงกันผ่านอุปสรรคมากมายมาด้วยกัน แต่พอเขาได้ดีนางกลับจะทิ้งเขา ยังไงเขาก็ไม่ปล่อยนางไปแน่
เพียงแต่หลิวชิงเปลี่ยนไปมากจริง ๆ จากหญิงสาวที่อ่อนแอนอบน้อมรับฟังสามี กลายเป็นหญิงสาวที่กล้าคิดกล้าทำ ไร้ความรู้สึกที่มีต่อเขา
“ชิงชิง ข้ารักเจ้า”
เสียงคำบอกรักทำให้หลิวชิงหยุดเดิน ก่อนจะหันไปมองเขาที่อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา สีหน้าอีกฝ่ายไม่ค่อยดีเท่าไร จากนั้นก็…
“ท่านพี่!!”
ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อหวางอ๋องซือหยางล้มลงบนพื้นดิน โชคดีที่หัวไม่ฟาดพื้นจนหัวแตกหรือได้รับการกระทบกระเทือน คนที่อยู่ใกล้รีบประคองเขาไปนั่งบนแคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่
หลิวชิงเห็นอาการเขาแล้วก็บอกให้ทุกคนป้องกันตัว เป็นจินเฟิงที่ตรวจอาการให้เขาก่อนจะเงยหน้ามามองนางแล้วพยักหน้า
องครักษ์เผยถังติดกาฬโรค เขาที่อยู่ใกล้ชิดคลุกคลีด้วยจะไม่ติดได้ยังไง ทำไมนางไม่ตรวจดูอาการเขาก่อนปล่อยให้โรคหนักขึ้น หลิวชิงกำลังโทษตัวเองอยู่ นางพาเขาไปฝากที่กระท่อมของท่านหมอหลุนอีกคน กลายเป็นว่าตอนนี้กระท่อมหลังน้อยไม่พอเสียแล้ว
“ข้าจะให้ทหารต่อเติมกระท่อมเพิ่ม” อีกหน่อยคงมีคนมากขึ้นนางจึงรีบสั่งการโดยเร็ว
ทหารที่เห็นว่าฮูหยินสั่งก็นิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าจะรับคำสั่งดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ฐานะของนางต่ำกว่าองค์หญิง
“พวกเจ้านิ่งทำไม หรือจะให้คนตายมากขึ้นไปอีก”
ตอนนี้ท่านหมอหลุนกำลังใช้ทากดูดเลือดผู้ป่วยคนแรกอยู่ อาการก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะหายดีเสียหน่อย
“ทำตามที่นางบอก”
เสียงหวานเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อหลิวชิงหันไปมองด้านหลังก็พบสตรีผู้งดงามก้าวย่างลงจากรถม้า ใบหน้างดงามนั้นแย้มยิ้มให้นาง จากนั้นก็หันไปสั่งทหารพวกนั้น
“ทำตามที่นางบอก หากเงินไม่พอข้าจะออกให้เอง”
ทหารพวกนั้นหันมองแล้วรับคำสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”
เสียงก้องกังวานชัดเจน ทุกสิ่งรอบด้านเหมือนนิ่งไปชั่วขณะ หลิวชิงมองหน้าอีกฝ่าย ในใจก็ได้แต่คิดว่าสตรีงดงามเช่นนี้กับแม่ลูกสองเช่นนั้นไม่บอกก็รู้แล้วว่าใครเหนือกว่า ฉะนั้นแล้ว…
หลิวชิงยิ้มแล้วเดินไปหาอีกฝ่าย
“คารวะองค์หญิงเพคะ”
องค์หญิงหันมองสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ตรงหน้าก็รู้ว่าเป็นใครจึงรีบไปประคองอีกฝ่ายขึ้น “พี่สาวอย่าทำเช่นนี้เลย ยังไงพวกเราก็เป็นสะใภ้สกุลหวงเช่นกัน พี่หลิวชิงมาก่อนข้า ข้าก็ต้องเคารพพี่มากกว่า”
พี่สาว!! ชาติก่อนนางไม่มีพี่น้อง ชาตินี้ก็ไม่มีเช่นกัน อย่ามาเรียกนางว่าพี่สาวเด็ดขาด
“หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ” นางดึงมืออีกฝ่ายออก จากนั้นก็ถอยหลังออกห่างอีกสองก้าว ชิงลี่ที่อยู่ใกล้รีบวิ่งมาจับมือนาง จากนั้นก็เอ่ย
“ท่านแม่ พี่สาวคนสวยคือใครเจ้าคะ”
พี่สาวคนสวยด้วย บุตรสาวนางไม่ไว้หน้านางเลย หลิวชิงถลึงตาใส่ลูกสาว เจ้าต้องบอกว่าแม่สวยกว่าสิ
องค์หญิงชุนเหรินเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง “เรียกข้าว่าท่านแม่สิ ข้าเป็นภรรยาของพ่อเจ้าอีกคน”
ชิงลี่หันมองหญิงสาวตรงหน้าจากนั้นก็หุบยิ้ม แล้วไปแอบด้านหลังมารดา “ท่านแม่ นางพูดจริงไหม? ท่านพ่อจะทิ้งพวกเราแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเศร้า ส่วนนางก็มองคนตรงหน้า
นอกจากรับมือสามีนางแล้ว นางยังต้องรับมือองค์หญิงชุนเหรินอีกเหรอ ดูเหมือนศึกนี้จะยิ่งใหญ่นัก
องค์หญิงชุนเหรินยิ้ม มองเป้าหมายของนางตรงหน้า มาดูกันว่าแผนการใครจะสำเร็จก่อนกัน
คนหนึ่งอยากหย่า
อีกคนก็อยากหย่าเช่นกัน
ดูเหมือนคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือท่านแม่ทัพที่ป่วยอยู่ด้านในนั่นแหละ เหตุใดถึงไม่มีใครต้องการเขาสักคน
จางฮูหยินฟังรายงานจากบ่าวรับใช้ที่ให้เฝ้าอยู่บนสุสานบรรพชนบอกว่าหวางอ๋องซือหยางล้มป่วยกะทันหัน ตอนนี้องค์หญิงชุนเหรินและฮูหยินกำลังดูแลอยู่
คิ้วนางขมวดเข้าหากัน ไม่คิดว่าองค์หญิงจะมีเมตตายอมรับสตรีไร้สกุลนั้นเป็นพี่น้องอีกคน แผนการที่จะกำจัดอีกฝ่ายให้พ้นทางก็เหมือนจะเริ่มยากขึ้น
บุตรชายตนรักหลิวชิงมากจนกล้าขัดคำสั่งนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
“ข้าจะขึ้นเขา”
บ่าวรับใช้เงยหน้ามองจางฮูหยิน “เกรงว่าจะไม่เหมาะขอรับ ตอนนี้ในกระท่อมหมอหลุนมีแต่ผู้ป่วย”
คนอย่างจางฮูหยินหรือจะยอมฟัง ความดื้อรั้นทำให้นางมาถึงกระท่อมหมอหลุนจนได้ ตอนที่นางมาถึงก็มองเห็นหลิวชิงกำลังประคองซือหยางกินยา
“เจ้าทำอะไร” เสียงนั้นดังจนทำให้มือหลิวชิงชะงัก
จางฮูหยินมองหญิงสาวที่สวมเสื้อคลุมแปลกประหลาดแถมใบหน้ายังปิดผ้าเหลือเพียงลูกตากลม แต่แม้เห็นเพียงแค่นั้นนางก็จดจำได้
“ท่านแม่” เสียงซือหยางเอ่ยทักอีกฝ่าย แต่สภาพตอนนี้เขาแทบจะลุกไม่ได้ มือไร้เรี่ยวแรง ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว น่าแปลกที่เขาอยู่ในสนามรบมาแรมปียังไม่ป่วยหนักเท่าครั้งนี้เลย
จางฮูหยินเห็นสภาพบุตรชายก็คิดว่าหลิวชิงอาจจะวางยาบุตรชายตนก็รีบพูดแล้วเดินเข้าไปหา “ลูกแม่ เจ้าเป็นอะไร” นางรีบเร่งเข้าไป
หลิวชิงเห็นดังนั้นก็รีบพูด “หยุด!!”
จางฮูหยินหันมองคนสั่ง “เจ้ากล้าสั่งข้า”
“เขากำลังป่วยและโรคนี้ติดต่อด้วยลมหายใจ หากท่านเข้ามาอาจจะติดได้โดยง่าย โปรดรอด้านนอกเถอะ”
“บุตรชายข้าข้าดูเอง เจ้าเป็นหมอหรืออย่างไรถึงได้กล้าสั่งสอนข้า” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทะนงตนและโมโห
หลิวชิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อนางเดินมาอีกโดยไม่ป้องกันอะไรเลยก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูด “หากท่านติดโรคขึ้นมาก็อย่ามาว่าข้าแล้วกัน” นางส่งถ้วยยาให้แม่สามีจากนั้นก็ออกจากห้องไป
ซือหยางเห็นแบบนั้นก็รีบพูด “ท่านแม่ควรทำอย่างที่นางบอก” เขาเห็นแล้วว่าโรคนี้อันตราย แต่มารดาเขากลับดื้อรั้นที่จะไม่ฟังและเดินมาใกล้เขาอยู่ดี
ท่านหมอหลุนที่เข้ามาแทนหลิวชิงก็รีบเอ่ยต่อ “จางฮูหยิน ที่แม่นางหลิวชิงกล่าวล้วนเป็นความจริง”
สีหน้าจางฮูหยินอ่อนลงมาหน่อย จึงถอยหลังสองก้าว จากนั้นก็ยอมรับผ้าปิดจมูกมาใส่ แม้ตอนใส่จะรู้สึกรำคาญมากก็ตาม
หลิวชิงที่ออกมาด้านนอกก็เห็นว่าจินเฟิงกำลังต้มยาอยู่ หันมองโดยรอบเพื่อหาบุตรสาวของตน
“ข้าให้คุณชายเฉินดูแลอยู่” นางหันมองตามทิศที่จินเฟิงมองก็พบว่าสองคนกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งมองคุณชายเฉินฝางก็ยิ่งเหมือนเด็กสามขวบไม่มีผิด
หันมองอีกด้านก็เห็นองค์หญิงกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้กับองครักษ์ของนาง ในมือมีเนื้อไก่ป่ากำลังถูกย่างอยู่ นั่นพวกเขาคิดว่ามาเที่ยวเล่นอยู่หรือยังไง ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก กับองค์หญิงองค์นี้ดูเหมือนนางไม่ได้สนใจซือหยางสักนิด แต่ความใส่ใจกลับมอบให้องครักษ์ที่ยืนอยู่มากกว่า
จินเฟิงเงยหน้ามองหญิงสาว “ที่เจ้าบอกว่าคุณชายเฉินเป็นบิดาของเด็กในท้องของเจ้า เจ้าพูดจริงหรือว่าแกล้งพูดให้เขาโมโหกันแน่”
นางหันมองเขา สายตานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง “อย่างที่ข้าบอกว่าข้าจดจำไม่ได้ว่าตัวเองท้องกับใคร แต่ตอนนี้ข้าอยากหย่า ไม่อยากอยู่ในสกุลหวงอีก และมีทางเดียวก็คือการโยนภาระนี้ให้กับคุณชายเฉิน”
“เหตุใดจึงไม่ใช่ข้า” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ทำไมไม่นึกถึงข้าก่อน”
นั่นสิ ทำไมกันนะ หลิวชิงหันมองเขา “ตั้งแต่ท่านกับข้าหมดวาสนาต่อกันนั้น ท่านก็ไม่เคยย่างก้าวเข้าไปในสกุลหวงอีกเลย แล้วจะไปทำให้ข้าท้องตอนไหน ที่ข้าคิดได้ก็คงมีแค่คุณชายเฉินเท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้ เพราะว่าเขาคือเจ้าหนี้ของจางฮูหยิน มักจะเข้าออกสกุลหวงอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากความเป็นไปได้”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีขึ้นมา “ถ้าเช่นนั้นในเมื่อเขาไม่รับเป็นบิดาของบุตรในท้องของเจ้า ข้าก็จะรับเอง ได้ไหม?”
หลิวชิงหันมองจินเฟิง เขาเปรียบเหมือนเทพเซียนที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ จากนั้นก็หลงรักหญิงสาวที่มีสามีแล้ว เห็นแบบนี้นางก็ยิ่งไม่กล้าแตะต้อง
“ข้ามีวิธีของข้า และข้าก็ไม่ได้อยากให้ใครมารับผิดชอบ หากว่าซือหยางหย่าให้ข้าเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไปจากที่นี่ทันที”
ได้ยินแบบนี้จินเฟิงก็ยิ่งร้อนใจ “เจ้าจะไปไหน”
“ยังไม่รู้ แต่ข้าไม่อยู่ที่นี่แน่นอน”
จินเฟิงมองใบหน้าอีกฝ่ายสีหน้าแววตายิ่งเศร้ากว่าเดิม
“เจ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ ชิงชิง”
หลิวชิงหันมองเขา “ข้าก็บอกท่านแล้วว่าข้าไม่ใช่หลิวชิงคนเดิมอีกแล้ว หากท่านอยากได้นางคนเดิมกลับมาเกรงว่าจะไม่มีวันนั้นอีก”
นางไร้น้ำใจและเห็นแก่ตัว หวังว่าเทพเซียนท่านนี้จะตัดใจจากนางได้แล้ว หากแต่…
“ข้ารู้สึกชอบเจ้ามากกว่าเดิมแล้วชิงชิง ยิ่งเห็นเจ้าเป็นแบบนี้ข้ายิ่งไม่อยากให้เจ้าไปจากข้าอีกแล้ว”
หา!! “.....” หลิวชิงถึงกับพูดไม่ออก คนโบราณพวกนี้พกสมองมากันหรือเปล่าตอนเกิด สตรีมีมากในใต้หล้า เหตุใดต้องมาหลงรักแม่ลูกสองเช่นนาง!!
เกรงว่าวันนี้เราจะคุยกันไม่รู้เรื่องแน่นอน นางจึงหันไปมองยังสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ “ข้าจะไปดูลูกหน่อย” ได้ทีก็เร่งฝีเท้าหนีคนคลั่งรัก เดินไปยังบุตรสาวที่กำลังชี้ให้คุณชายเฉินปีนเก็บผลอิงเถาที่อยู่บนต้น
“ข้าจะเอาลูกนั้น”
คุณชายเฉินเอื้อมมือไปเก็บผลอิงเถา ชิงลี่ที่อยู่ด้านล่างก็รีบพูด “ไม่ใช่ลูกนั้น ลูกนั้นต่างหาก”
คนถูกใช้หันมองเด็กน้อยที่เอาแต่ใจ “เจ้ามาปีนเองเลย”
“ข้าตัวเล็กจะปีนได้ยังไง ท่านคิดจะใช้งานเด็กเหรอ”
เดี๋ยวนะ ถ้าเขาไม่ได้ใช้งานเด็ก ตอนนี้เขาก็ถูกเด็กใช้น่ะสิ ว่าแต่เขาหลงกลเด็กคนนี้ได้ยังไงกันถึงได้ปีนขึ้นมาบนต้นไม้ได้ คุณชายเฉินเอื้อมมือไปเก็บลูกที่นางต้องการให้แล้วโยนลงไปด้านล่าง
จังหวะนั้นหลิวชิงก็เดินมาพอดี นางเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม แทนที่จะห้ามเขากลับพูดว่า “ลูกซ้ายมือท่านกำลังน่ากิน”
นี่นางสั่งเขา? แล้วเขาจะทำตามหรือเปล่า แน่นอนว่าไม่
“อยากได้ก็มาเก็บเอง”
“ท่านดูสภาพข้าสิ ขึ้นไปก็ได้เกิดพอดี ท่านคิดจะรังแกข้าใช่ไหม” นางทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ คุณชายเฉินฝางเห็นดังนั้นก็รีบพูด
“อย่ามาทำเป็นแกล้งร้องไห้กับข้า ข้ารู้ทัน ตอนนี้ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก” นั่นเพราะดาบที่ไม่มีตานั้นกำลังนอนป่วยอยู่ในห้องด้านใน ไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาจ่อใส่คอเขาอย่างเคยเขาก็เลยกล้าปฏิเสธนาง
“ท่านแน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่มีแรงลุกขึ้นมา” เหมือนนางจะรู้ทันว่าเขาคิดอะไรอยู่ หลิวชิงจึงร้องไห้เสียงดัง ซึ่งก็ได้ผล เสียงประตูห้องคนป่วยถูกเปิดออก
ดวงตาคุณชายเฉินเบิกกว้าง สภาพคนป่วยยังถือดาบอยู่ มาคิดดูแล้วโรคนี้ไม่ได้น่ากลัวสักนิด เขาจึงรีบหยิบผลอิงเถาโยนให้คนท้องด้านล่าง
“เจ้ากับลูกนิสัยเหมือนกันไม่มีผิด”
“แน่นอนว่านางคือลูกข้า” นางเอ่ยโดยลืมไปว่าวิญญาณตัวเองไม่ใช่หลิวชิงเสียหน่อย หากแต่ยิ่งอยู่ด้วยกันก็ยิ่งพบว่าพวกเรานิสัยเหมือนกันไม่มีผิด
เห็นแก่ตัว ไม่ยอมคน และพร้อมจะแกล้งคนตลอดเวลา
อืม…มีลูกก็ไม่เลวนะ ดูแล้วมีพรรคพวกเพิ่มให้อุ่นใจ คุณชายเฉินที่เก็บผลอิงเถาจนสองคนแม่ลูกด้านล่างพอใจก็ก้าวเท้าจะลงจากต้นไม้ แต่เพราะเสื้อผ้าที่ยาวทำให้จังหวะที่จะถึงพื้นก็…
“เฮ้ย!!”
หลิวชิงหันมองอีกฝ่าย องศาที่อีกฝ่ายล้มตรงกับที่นางยืนพอดี เห็นดังนั้นแล้วนางก็…
“โอ๊ย!!” ก้นของคุณชายเฉินกระแทกพื้นเต็ม ๆ เขาเงยหน้ามองนาง “เจ้าจะใจดำเกินไปแล้ว ทำไมไม่รับข้า”
“คุณชายเฉิน ข้าท้องอยู่ อีกอย่างข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ จะรับบุรุษตัวโตอย่างท่านได้ยังไง”
ใจดำ นางใจดำจริง ๆ เขาได้แต่มองหญิงสาวที่หันหลังจับจูงมือบุตรสาวกลับไปยังทิศทางสุสานบรรพชน ปล่อยให้เขานอนเจ็บก้นอยู่คนเดียว
“สตรีเช่นเจ้าสมควรจะต้องอยู่คนเดียว”
“แน่นอน ข้าอยากอยู่คนเดียว ไม่สิ ข้าอยากอยู่กับลูกเท่านั้น ส่วนบุรุษเช่นพวกท่าน ข้าไม่ต้องการ”
นางหยิบผลอิงเถาแล้วหันหลังไปมองคนเจ็บ จากนั้นก็โยนลูกในมือให้อีกฝ่าย “ข้าให้ท่าน ถือว่าพวกเราไม่ติดหนี้กันแล้ว”
ให้ผลอิงเถาที่ข้าเก็บกับมือมาเป็นของแทนบุญคุณ นี่มันตรรกะอะไร บอกข้าหน่อย!!
