บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 กาฬโรค

เสียงของชาวบ้านด้านนอกเมืองหลวงต่างร่ำไห้ไม่ขาดสาย บัดนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงเลวร้ายขึ้น ผู้คนในเมืองรอบด้านต่างล้มตายด้วยโรคห่าดำ (กาฬโรค) รอบด้านเต็มไปด้วยศพ ที่ฝังก็ไม่มี ต้องนำคนที่ตายมาเผารวมกัน

องค์หญิงชุนเหรินที่ได้รับการดูแลและรักษาเบื้องต้นจากท่านหมอหลุนก็รีบเข้าเมืองหลวงเพื่อถวายความคิดเห็นก่อนจะให้ฮ่องเต้มีพระบรมราชโองการออกมา

หนึ่ง ทุกบ้านเรือนจะต้องกำจัดหนูให้สิ้น

สอง น้ำดื่มต้องต้มสุก กินของร้อน ห้ามกินช้อนเดียวกัน

สาม คนป่วยให้แยกออกจากคนไม่ป่วย หากเข้าใกล้ให้ป้องกันตนเองด้วยการปิดปากและจมูก มือที่แตะสัมผัสคนป่วยต้องล้างให้ดีก่อนจะจับสิ่งของอื่น

สี่ ให้ใช้น้ำส้มสายชูชำระล้างของใช้ของผู้ป่วย บ้านเรือน และเปิดหน้าต่างให้ระบายอากาศอยู่เสมอ

ความนี้ทำให้ประชาชนรีบทำตามรับสั่ง ทหารและขุนนางต่างเร่งให้ความช่วยเหลือ สร้างที่พักผู้ป่วยแยกออกมา ศพก็แยกจัดการให้ห่างจากบ้านเรือน

องค์หญิงชุนเหรินที่ยืนอยู่บนกำแพงมองความโกลาหลตรงหน้า ตอนแรกนางคิดว่าปัญหาตัวเองใหญ่หลวงนัก แต่มาตอนนี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสียแล้ว

“ท่านองครักษ์ ดูเหมือนเรื่องของพวกเราคงต้องรอไปอีกหน่อย”

“กระหม่อมรอมาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว เหตุใดจะรออีกไม่ได้”

องค์หญิงชุนเหรินนึกถึงหวางอ๋องซือหยาง คราแรกที่พวกเราเจอกันแทบจะไม่พูดไม่จา เมื่อเขาเอ่ยปากว่ามีภรรยาแล้ว นางก็รีบบอกว่าตัวเองก็มีคนที่รักแล้วเช่นกัน หากแต่เพราะเป็นพระราชประสงค์ของฝ่าบาทที่ตรัสแล้วไม่อาจคืนคำ ขัดคำสั่งก็คือตาย

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ทำตามพระบรมราชโองการ เมื่อถึงเวลากระหม่อมจะทูลขอฝ่าบาทเรื่องหย่ากับพระองค์เอง”

“ทำเช่นนั้นเกรงว่าท่านจะถูกลงโทษเช่นกัน เอาเป็นว่าพวกเราแต่งงานกันแต่ในนามก็พอ ส่วนจังหวะเวลานั้นค่อยคิดหาวิธีอีกรอบ”

องค์หญิงชุนเหรินกะพริบตาอีกรอบ จากนั้นก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าตอนที่นางเข้าเฝ้าฝ่าบาท ตอนที่นางบอกพระบิดาว่าสามารถทำให้โรคภัยพวกนี้หายโดยเร็วได้ แต่พระบิดาจักต้องทำตามที่นางขอหนึ่งอย่าง นางไม่บอกว่าอะไรเพราะเกรงว่าพระบิดาจะไม่อนุญาต ยังไงก็ต้องรอให้โรคภัยร้ายนี้จบก่อน

ถึงคราวนั้นพระบิดาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก งานนี้มีคนได้ประโยชน์มากที่สุดสองคน คือหลิวชิงที่ได้ขายน้ำส้มสายชู ส่วนนางก็จะได้หย่ากับซือหยาง

“ข้าทำตามสัญญาแล้วหลิวชิง หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธข้า ต่อไปครอบครัวของเจ้าก็จะไม่มีใครมาพรากจากกันได้อีก”

ฮัดชิ้ว!! หลิวชิงรู้สึกคันจมูกชอบกล นางเงยหน้ามองหีบทองจำนวนสิบหีบของวังหลวงที่นำมาแลกกับน้ำส้มสายชูที่นางหมักเอาไว้ เงินทองมากขนาดนี้สมบัติของซือหลางก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

นางรวยแล้ว!! คนรวยตาลุกวาว หันมองบุตรสาวที่ดีใจเช่นกัน

“ท่านแม่ คราวนี้พวกเราก็สามารถซื้อชุดสวย ๆ ใส่ได้แล้ว สามารถซื้อผ้านวมหนาไม่ต้องทนหนาวอีกใช่ไหมเจ้าคะ”

ได้ยินแบบนี้นางก็ยิ่งโมโหจางฮูหยิน เพราะจนบัดนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่สำนึก ยังถือตนว่าตัวเองเป็นแม่ซือหยางอยู่จะทำการอะไรก็ได้ นางจะทำยังไงกับคนแบบนี้ดี

“ท่านแม่ ท่านพ่อหายหรือยัง”

ชิงลี่ถามแบบนี้นางก็ตอบยาก แผลตรงมือดีขึ้นจนเกือบหายแล้ว คงเหลือแต่เท้าที่ดูจะไม่ดีขึ้น พอไม่ดีขึ้น แม่สามีหลิวชิงก็โทษนางอีกว่าตั้งใจทำให้เขาเดินไม่ได้

แม่ทัพที่ออกรบเดินไม่ได้ก็ไม่ต่างจากขอนไม้ที่ไร้ประโยชน์ อีกไม่นานสกุลหวงก็ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมแน่นอน เกียรติยศเงินทองต้องสูญสิ้น พอเป็นแบบนี้แล้วจางฮูหยินก็ยิ่งไร้สติกว่าเดิม

“อีกไม่นานท่านพ่อก็จะหายแน่นอน”

หลิวชิงปลอบบุตรสาวก่อนจะเงยหน้าเมื่อคุณชายเฉินฝางเดินมาด้วยเหงื่อโชกท่วมตัว “โอ่งครึ่งหนึ่งข้าให้คนขนขึ้นเกวียนไปหมดแล้ว เหลืออีกครึ่งที่ต้องหมักต่ออีกสักสามวันอย่างเช่นเจ้าบอก”

นางเดินไปหาเขาแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อให้ “แค่ขนโอ่งขึ้นรถเหตุใดท่านต้องไปทำเอง ให้บ่าวรับใช้ไปทำให้ก็ได้” คิ้วนางขมวด รู้สึกขัดใจเมื่อเห็นใบหน้าเขามีเหงื่อท่วม

คุณชายเฉินฝางแน่นิ่งมองนางอยู่นาน “เจ้ากำลังยั่วข้า”

หลิวชิงเลิกคิ้วสูงจากนั้นก็หัวเราะ “ข้าคิดว่าท่านเป็นลูกข้าต่างหาก ทำอะไรก็ต้องบอกต้องพูดตลอด เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้”

คนถูกคิดว่าเป็นลูกอีกคนถึงกับไปไม่เป็น “ข้าไม่ใช่เด็ก”

“ไม่เด็กได้ไง เมื่อวานท่านยังเล่นพ่อลูกกับลูกข้าอยู่เลย”

“ก็เจ้าบอกให้ข้าอยู่เล่นกับลูกเจ้า”

“แล้วข้าเป็นบิดาเจ้าหรือยังไง ถึงได้ทำตาม”

“ชิงชิง เจ้าใจร้ายไปแล้ว แทนที่จะขอบคุณข้ากลับมาหาว่าข้าเชื่อฟังเจ้าราวกับเจ้าเป็นบิดา”

หลิวชิงเห็นใบหน้าเขางอนแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้ ยกมือขึ้นงอนิ้วแล้วเคาะหัวอีกฝ่าย “นั่งไง ข้าบอกแล้วว่าอย่าทำตัวเป็นเด็ก”

คุณชายเฉินฝางที่ถูกเคาะหัวก็ไม่ยอมรีบคว้ามือนางเอาไว้ หลิวชิงตาโตใส่ “ปล่อยมือข้า”

“ไม่ปล่อย ข้าจะทำให้เจ้าดูว่าข้าไม่เด็กแล้ว” จากนั้นก็เปลี่ยนมาอุ้มนางแทน

“คุณชายเฉิน ท่านจะทำอะไร!!” เสียงสองคนโต้เถียงกันไปมา ชิงลี่ที่อยู่ด้านในก็ชะโงกมองเห็นคุณชายเฉินฝางอุ้มมารดาไปหลังกระท่อม ก่อนจะหันมองไปที่ประตูด้านหน้าที่มีท่านอาจินเฟิงยืนมองภาพนั้นอยู่

เขาเดินเข้ามาแล้ววางปิ่นโต “ฝากบอกแม่เจ้าด้วยว่าสองสามวันนี้ไม่ต้องไปที่กระท่อมข้า ตอนนี้คนป่วยเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม่เจ้าจะติดโรคได้”

“แล้วท่านพ่อ…”

“จางฮูหยินพาพ่อเจ้ากลับไปที่สกุลหวงแล้ว”

“ทำไมเป็นแบบนั้นเจ้าคะ”

“นางบอกว่าพวกเราไม่ตั้งใจรักษา จะหาหมอมารักษาเอง ข้าเองก็ขัดไม่ได้ แม่เจ้าก็ไม่อยู่”

ตั้งแต่เช้านางมัวแต่ยุ่งกับการขายน้ำส้มสายชู พอสายแล้วก็เลยไม่ได้ไป จางฮูหยินอาศัยตอนที่นางไม่อยู่รีบพาซือหยางกลับจวนเพราะไม่มีคนมาขวางทาง

เสียงหัวเราะด้านหลังทำให้เขานิ่งไปอีก ก่อนจะเดินไปมองที่หน้าต่าง มองเห็นสองคนกำลังสาดน้ำใส่กันแล้วหัวเราะ รอยยิ้มนางที่เขาไม่เคยเห็นมานาน…ดูแล้วปวดใจเหลือเกิน

หลิวชิงหยิบถังน้ำขึ้นมาสาดคนโยนนางใส่ถังน้ำขนาดใหญ่ จากนั้นก็เล่นสงครามน้ำกัน นางรู้สึกเหมือนมีคนมอง แต่เมื่อหันมองไปทางที่คิดก็ไม่เห็นใครแล้ว

“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่เด็ก”

โครม!! คนที่บอกว่าไม่ใช่เด็กสะดุดถังน้ำแล้วทิ้งตัวไปทางนางทำให้นางล้มลงไปด้วย ตอนนี้สภาพของเราคือเขาอยู่ด้านล่าง ส่วนนางอยู่ด้านบน เขาพลิกตัวนางไว้ด้านบนเพื่อไม่ให้ถูกพื้นดิน ส่วนนางก็ใช้มือแตะอกเขา สายตานางมองเขาแล้วทำไมรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

คงเพราะอากาศร้อนแน่ ๆ “เจ้าเป็นอะไรไหม” หลิวชิงตกใจรีบลุก จากนั้นก็ลูบท้องตัวเอง

“เด็กเป็นอะไรไหม”

นางไม่ได้กระแทกพื้นสักหน่อย เขามากกว่าที่โดนเต็ม ๆ แต่นางก็กังวลอยู่ดี “ไว้ค่อยให้ท่านหมอหลุนตรวจอาการอีกรอบ แต่คิดว่าคงไม่เป็นไร”

คุณชายเฉินฝางถอนหายใจโล่งใจ คิดว่าตัวเองจะทำให้นางเจ็บ ชิงลี่ที่อยู่ด้านในชะโงกออกมา “เมื่อสักครู่ท่านอาจินเฟิงมาเจ้าค่ะ บอกว่าท่านย่าพาท่านพ่อกลับไปสกุลหวงแล้ว”

แม่สามีนางดื้อรั้นจริง ๆ นางบอกแล้วว่าตอนนี้ในเมืองหลวงหนักว่าบนเขาก็ไม่เชื่อสักคำ ยังจะพาซือหยางกลับไปอีก คิดแล้วก็น่าเคาะกะโหลกสักครั้งสองครั้ง

“คุณชายขอรับ” นางไม่ทันบ่นก็มีอีกเสียงแทรกมา

“ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงเลวร้ายมาก ร้านค้าสกุลเฉินตอนนี้สินค้าขาดตลาด สินค้าที่จะขนมาขายก็ถูกปล้นจนหมดไม่เหลือ”

หลิวชิงหันมองคุณชายเฉินฝาง ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องกลับเข้าเมืองหลวงจริง ๆ

“ข้าจะกลับไปคนเดียว เจ้าอยู่กับลี่เอ๋อร์เถอะ”

หลิวชิงส่ายหน้า ซือหยางในตอนนี้ยังไม่ปลอดภัย จางฮูหยินพาเขากลับไปเสี่ยงโรคเพิ่มอีก หากเขาตายก่อนนางคงได้เป็นหม้ายในสกุลหวงตลอดชีวิตแน่ ติดอยู่ในสกุลหวงก็เหมือนติดอยู่ในนรก

“ข้าจะไปกับท่านด้วย” นางหันมองบุตรสาว ชิงลี่รีบเอ่ย

“ข้าจะไปกับท่านแม่ด้วย และข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ”

นางได้แต่ถอนใจ ในเมื่อหาคนดูแลไม่ได้ก็ต้องไปด้วยกันนี่แหละ นางนึกถึงจินเฟิงแต่ก็พลันคิดได้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็ยุ่งพอกัน

สุดท้ายแล้วนางก็กลับมาสกุลหวง สกุลที่ทำให้หลิวชิงต้องตายไป ส่วนนางต้องมาอาศัยร่างนี้แทน ความคิดแค้นแทนเจ้าของร่างเดิมยังคงมีอยู่ ยิ่งนิสัยจางฮูหยินไม่น่าคบหาเท่าไรก็ยิ่งทำให้รู้สึกขัดใจ

นางยืนอยู่หน้าประตูจวนกำลังจะก้าวเท้าเข้าไป บ่าวในจวนก็เข้ามาขวาง ถ้าจำไม่ผิดคนนี้ก็คือแม่นมเผยคนสนิทของจางฮูหยิน

“ฮูหยิน โปรดรอด้านนอกสักครู่ ข้าขอไปถามจางฮูหยินก่อนว่าต้องการพบท่านหรือไม่”

“ข้ายังเป็นสะใภ้สกุลหวงอยู่ มิได้หย่าขาดกับสามี เหตุใดจักเข้าจวนมิได้”

แม่นมเผยหันมองด้านหลังที่มีบุรุษสำอางยืนอยู่ “แต่ท่านถูกขับไล่ออกจากสกุลหวงแล้ว จะให้ชาวบ้านรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”

“ข้าจะถูกขับไล่ออกไปเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ แต่ข้าก็ยังเป็นฮูหยินของหวางอ๋องซือหยาง เจ้าไม่มีสิทธิ์มายืนขวางข้า”

แม่นมเผยกำลังจะเอ่ยอีก ส่วนหลิวชิงกำลังจะหมดความอดทน

“ให้นางเข้าไป” เสียงด้านหลังเอ่ยขึ้น หลิวชิงหันไปมองก็พบว่าเป็นองค์หญิงชุนเหริน นางมาได้จังหวะพอดี

หลิวชิงเห็นดังนั้นก็เดินเข้าประตูไป ไม่รอขอบคุณอีกฝ่าย ส่วนคุณชายเฉินก็ขอตัวกลับไปยังร้านค้าสกุลเฉินเพื่อจัดการปัญหา คิดว่านางคงรับมือกับปัญหาตรงหน้าได้แน่

เมื่อมาถึงห้องของซือหยาง นางก็ต้องตกใจเมื่อประตูหน้าต่างทุกบานปิดสนิท แถมยังมีเสียงพระสวดด้านในมีกลิ่นควันธูปลอยออกมาอีกด้วย

“พวกเขาจะฆ่าคนหรือยังไง” เสียงนางโวยวาย จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปด้านใน หันมองเตียงด้านขวามือที่มีคนป่วยนอนอยู่ ด้านหน้าเตียงมีนักพรตชุดขาวหนวดยาวยืนเคาะบทสวดมนต์ ส่วนจางฮูหยินก็กำลังนั่งคุกเข่ายกมือไหว้ร้องไห้ขอพรให้ลูกชายรอด

“พวกท่านอยากให้เขาตายหรือยังไง” เสียงนางดังกว่าบทสวด จากนั้นก็เดินไปดับธูป ผลักหน้าต่างออกเพื่อระบายอากาศ หันมองคนป่วยที่อาการแย่ลงจากสองวันที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด

“เขากำลังหมดสติ กำลังจะตายเพราะท่านนั่นแหละ” นางหมายจะไปปลุกซือหยางเพื่อดูว่าอีกฝ่ายยังได้สติอยู่หรือเปล่า

จางฮูหยินเข้ามาขวาง “เจ้าคิดจะทำอะไร คิดจะให้เขาตายใช่ไหม”

“ท่านน่ะสิที่จะทำให้เขาตาย” ใครก็ได้เอาจางฮูหยินไปเก็บที นางเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว

“นางไม่ใช่คน” เสียงด้านหลังเอ่ยขึ้นมาทำให้นางหันไปมองพบว่าเป็นนักพรตคนเดิมที่กำลังชี้นิ้วมาที่นาง

“เจ้าเป็นวิญญาณร้ายจากที่ใดกัน”

หลิวชิงยกคิ้วเชิงประหลาดใจ เหมือนจะเชื่อว่าอีกฝ่ายมองเห็นว่านางเป็นใคร แต่แล้ว...

“นางเป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงแปลงกายมาเพื่อหวังให้ท่านอ๋องหลงใหล ก่อนจะสูบพลังกายของท่านอ๋องจนล้มป่วย”

หา!! นางขอเอาความคิดก่อนหน้าไปเก็บก่อน เห็นแบบนี้แล้วก็อยากหัวเราะให้ฟันหัก มาหาว่านางเป็นจิ้งจอก จิ้งจอกบ้านท่านน่ะสิ!!

“เขาป่วย ท่านเข้าใจหรือไม่ คนด้านนอกก็ล้มตายไม่เว้นแต่ละวัน เอาเป็นว่าข้าไม่พูดกับคนหลอกลวงเช่นท่าน” นางกำลังจะเดินเข้าไปหาซือหยาง

จางฮูหยินก็รีบบอกบ่าว “มาขวางนางเอาไว้”

ข้างในเหมือนจะเกิดการแย่งชิงเสียงดังไปทั่ว จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น “ปล่อยนาง”

องค์หญิงชุนเหรินอีกแล้ว นางยืนอยู่ด้านนอกไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาด้วยซ้ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ให้ฮูหยินรักษาท่านอ๋อง ส่วนคนอื่นออกไปให้หมด หากไม่เชื่อฟังข้าจะให้ฝ่าบาทลงโทษทุกคน”

เสียงนั้นทำให้ทุกคนหยุดมือ องค์หญิงชุนเหรินปรายตามองไปยังนักพรต อีกฝ่ายเห็นแบบนั้นก็กลัวรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้จางฮูหยินเรียกให้กลับไปทำพิธีต่อ

“องค์หญิง ท่านทำเช่นนี้ได้ยังไง หากท่านอ๋องไม่ฟื้นเจ้าก็จะเป็นหม้ายเช่นกัน”

เป็นหม้ายก็ดี เขาตายก็ดีกว่า แต่นางไม่ได้ใจดำขนาดนั้น องค์หญิงชุนเหรินพูด “ที่เหลือข้าฝากเจ้าด้วย ต่อจากนี้ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามายุ่งเรื่องการรักษาท่านอ๋องอีก หากใครกล้าขัดคำสั่งข้าจะให้ฝ่าบาทสั่งประหารให้หมด” สิ้นเสียงจางฮูหยินกอ้าปากจะเถียง

“หรือท่านจะเป็นคนแรก” ปากของจางฮูหยินเม้มเข้าหากันไม่กล้าเอ่ยปากใด ๆ อีก

องค์หญิงชุนเหรินยกผ้าเช็ดหน้าปิดปากเพราะกลัวว่าตัวเองจะติดโรคไปด้วย จากนั้นก็เดินไปยังเรือนพักของตน สั่งให้คนแยกสัดส่วนชัดเจนเพื่อให้โรคระบาดไม่ติดกันทั้งหมด

สรุปแล้ว...หลิวชิงถึงกับอ้าปากเถียงไม่ออก สรุปแล้วองค์หญิงชุนเหรินก็เอาตัวรอดไปคนเดียว ปล่อยให้นางรับผิดชอบซือหยางเพียงลำพัง

นางหันมองคนป่วย อยากจะทิ้งภาระให้คนอื่นเช่นกัน แต่พอคิดว่าทำเพื่อหลิวชิงตัวจริงก็ยอมอยู่ช่วยเขาให้ดีขึ้น นางจึงเริ่มจัดการพื้นที่คนป่วยก่อนเปิดหน้าต่างให้โล่ง จัดการกลิ่นธูปที่ทำให้หมดสติ หันมาจัดการผู้ป่วย นางมองเท้าที่เริ่มดำก็ถอนใจอีกรอบ

“คงต้องไปขอให้ท่านหมอเหวินมาช่วยอีกแรง” นางจึงออกจากสกุลหวงเพื่อไปยังเรือนท่านหมอเหวิน

แต่เมื่อไปถึงก็ต้องพบว่ามีคนป่วยจำนวนมากที่มานอนรอจนล้นออกมานอกถนน มีคนตายก็อีกหลายคน เพราะอยู่บนเขาไม่รู้ว่าสถานการณ์หนักขนาดนี้ จากที่คิดว่าแค่เอาท่านอ๋องให้รอดนางก็เริ่มคิดใหม่

หลิวชิงลงจากรถม้าแล้วตรงไปหาท่านหมอเหวิน “ท่านอา” คนกำลังวุ่นหันมองคนเรียก “ชิงเอ๋อร์หรอกหรือ เจ้ามาทำอะไรที่นี่ กำลังท้องกำลังไส้จะติดโรคเอาได้”

“ข้ามาดูแลท่านอ๋อง”

“สามีเจ้าน่ะหรือ หรือว่า…”

หลิวชิงพยักหน้า จากนั้นก็หันมองคนอื่นโดยรอบ “ตอนนี้คนป่วยล้มตายจำนวนมาก แม้ว่าจะมีวิธีการป้องกันรักษา แต่ก็ไม่อาจหยุดได้ เพียงแค่บรรเทาให้คนตายช้าลง”

นางเข้าใจสถานการณ์ดี “พวกเราควรสร้างที่พักคนป่วยใหม่ แล้วแยกคนป่วยออกเป็นสามระดับ ระดับหนึ่ง คนที่เพิ่งเริ่มเป็น ระดับสอง คนที่เริ่มเป็นแผลสีดำ และ ระดับสาม คนที่อาการหนัก เพื่อบรรเทาอาการคนป่วยไม่ให้หนักขึ้น จากนั้นก็ระดมหมอหรือผู้ที่พอจะมีวิชาแพทย์ช่วยรักษาแบ่งเวลาพักผ่อนเพื่อให้ไม่หนักเกินไป”

ท่านหมอเหวินที่ไม่ได้นอนมาสามวันเห็นด้วยกับที่นางพูด

“แล้วเจ้าจะทำเช่นไร”

นางลืมไปว่าตัวเองก็เป็นฮูหยินของท่านอ๋อง ตอนนี้เขาป่วยอยู่นางอาจจะขอใช้สิทธิ์นี้เรียกคนมาช่วยเพิ่ม “ข้าจะขอกำลังทหารที่พอมีวิชาแพทย์หรือมีความรู้นิดหน่อยมาช่วยท่าน ส่วนยารักษาและอุปกรณ์ต่าง ๆ ข้าจะให้คนขนมาให้”

คิดจะรวยแต่ก็ต้องแพ้ความจริง เมื่อตอนนี้นางเริ่มเห็นชีวิตคนสำคัญกว่า จากนั้นไม่นานก็มีการสร้างโรงผู้ป่วยขึ้นมาฉุกเฉิน ปิดประตูเมือง แยกคนป่วยด้านนอกกับในเมืองหลวงเพื่อไม่ให้ระบาดขึ้นไปอีก หลิวชิงพาซือหยางมารักษาที่เดียวกัน

นางใช้ให้ทหารขนโอ่งน้ำส้มสายชูที่นางหมักได้เวลาใช้พอดีมาช่วยล้างอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชะล้างเชื้อโรค หลิวชิงถือถ้วยชาเดินเข้ามาด้านในก็พบว่าเขายังไม่ได้สติเช่นเคย

อาการของเขาอยู่ในระดับสาม “เจ้าควรพักบ้าง” เสียงของคุณชายเฉินเอ่ยเมื่อเห็นนางนั่งมองสามี

“ห้าวันแล้วเขายังไม่ได้สติ แม้อาการจะทรงตัวแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย”

“เจ้ากลัวว่าเขาจะตาย”

กลัวเขาตายหรือเปล่าไม่แน่ใจ “หรือกลัวว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในสกุลหวงตลอดไป” หญิงที่ไม่ได้หย่ากับสามี หากสามีตายนางก็ต้องขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงหม้ายต้องอยู่ปรนนิบัติแม่สามีต่อไป แค่เท่านี้นางก็กลัวขึ้นมาทันที ขืนอยู่กับจางฮูหยินคงได้ฆ่ากันตายสักวัน

“ซือหยาง ท่านควรตื่นได้แล้ว” นางเริ่มกลัวแล้วนะ

หากแต่ร่างคนป่วยกลับแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว หลิวชิงถอนใจเดินคิดจะไปประคองอีกฝ่ายกินยา แต่แล้วร่างเขาก็ขยับ ซือหยางลืมตาโพลง จากนั้นก็กระอักเลือดออกมากองโต

“ซือหยาง!!” หลิวชิงตกใจเรียกชื่อเขา จากนั้นก็รีบเรียกท่านหมอเหวินมาดูอาการ

ท่านหมอเหวินจับชีพจรอีกฝ่ายก็ได้แต่ส่ายหน้า “ตอนนี้เลือดของเขาเต็มไปด้วยพิษ โอกาสรอดยากเหลือเกิน แม้จะให้ทากดูดเลือดเสียออกแต่เลือดดีก็ไม่สร้างเพิ่มขึ้นเลยสักนิด ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเขาคงได้เลือดหมดตัวตายไม่ใช่เพราะติดโรคตาย”

เลือด? นางนึกถึงการถ่ายเลือดในโลกที่จากมา “ถ่ายเลือด แต่ข้าไม่รู้ว่าเลือดของเขาและข้าเข้ากันได้หรือเปล่า”

ท่านหมอเหวินขมวดคิ้ว “เจ้าว่าถ่ายเลือด?”

“ก็คือการให้เลือดทดแทนเลือดที่เสียไป โดยการใช้เลือดของข้าใส่ไปในร่างกายของเขา”

“ชิงเอ๋อร์ เจ้ากำลังท้องอยู่” คุณชายเฉินที่ยืนอยู่รีบพูดห้าม

มือนางลูบท้องโดยไม่รู้ตัว รู้ว่าการตั้งครรภ์เขาจะไม่ให้เลือดเด็ดขาด แต่...ยังไงซือหยางก็ตายไม่ได้ คำนี้ออกมาจากหัวของนาง แน่นอนว่าไม่ใช่ความคิดนาง แต่คงเป็นความรู้สึกนึกคิดของหลิวชิง

“ข้ายืนยันจะทำเช่นนี้ ท่านอย่าได้ห้ามปรามเลย อีกอย่างยังไงก็ต้องพิสูจน์ก่อนว่าเลือดเข้ากันได้หรือไม่ หากไม่ได้ข้าขอทดสอบท่านแทนแล้วกัน”

คุณชายเฉินกะพริบตาขึ้นลงแล้วชี้มาที่ตัวเอง “ข้า?”

หลิวชิงยิ้มแล้วพยักหน้า “แหม ท่านได้รับเกียรติก่อนใครเชียวนะ อย่าดีใจจนออกนอกหน้าสิ”

ข้าดูดีใจตรงไหน ดูสิ หน้าข้าซีดจนใกล้จะเป็นลมแล้ว...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel