บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 สับปะรด

คุณชายเฉินฝางมองจดหมายจากเหยี่ยวที่ส่งมาถึงตน ข้อความด้านในเป็นข้อความจากหลิวชิงที่ขอความช่วยเหลือจากเขา “นางออกจากสกุลหวงแล้ว?” ด้วยความดีใจที่ได้รับข่าวดีเลยทำให้เขาเร่งกำหนดการเดินทางให้เร็วขึ้น และนำสินค้าที่นางต้องการกลับไปให้มากที่สุด

จากครึ่งเดือนที่ต้องเดินทางก็เหลือระยะเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น “เจ้ารอข้าหน่อยนะหลิวชิง”

หลิวชิงจามเป็นครั้งที่สองของวัน ไม่รู้ว่ามีใครคิดถึงหรือนินทานางกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกปวดหัวเมื่อมองเห็นกลุ่มคนขี่ม้าตรงมายังกระท่อมที่นางอยู่

ชิงลี่ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ”

นั่นคือสามีนาง? นี่เป็นการพบหน้ากันครั้งแรก นางจึงมองอีกฝ่ายเพื่อจดจำใบหน้า ไม่ได้มีความพิศวาสสักนิด ม้าตัวใหญ่สีดำหยุดตรงหน้านาง จากนั้นคนที่อยู่บนม้าก็กระโดดลงมา

“ชิงชิง ข้ากลับมาแล้ว”

สภาพนางตอนนี้ยิ้มไม่ออก นางไม่หวังให้เขากลับมา หรือหายสาบสูญไปเลย หรือไม่ก็พิการกลับมาจนทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่สิ่งที่นางเห็นตอนนี้คือ…

เขาเป็นบุรุษที่ดูดีคนหนึ่ง แต่นางก็ไม่ได้ดีใจอยู่ดี

“ตอนนี้ข้าได้เป็นท่านอ๋องแล้ว เจ้าดีใจหรือไม่?”

นอกจากไม่ตายแล้วยังได้เป็นอ๋องอีก นางควรดีใจไหม ตอบเลยว่าไม่ เพราะยิ่งเขามีอำนาจมากเท่าไร นางก็จะยิ่งสลัดตัวเองออกจากเขายากขึ้นไปอีก

สีหน้าซือหยางดูไม่พอใจเมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่ของนาง “กลับไปสกุลหวงเถอะ ข้ามารับเจ้าแล้ว” พูดจบก็ขยับเดินมาหานาง แต่หลิวชิงก็ขยับถอยห่าง ซือหยางเห็นท่าทางแบบนั้นก็ใจเสีย

“เจ้ากำลังโกรธข้า” เขากำลังรู้สึกผิดที่มารดาเขาทำกับนางเช่นนี้ ให้นางและบุตรสาวมาลำบาก ปกติแล้วหากเขาเอ่ยวาจาอ่อนโยนเช่นนี้นางจะใจอ่อนและยอมทำตาม แต่วันนี้…

“ข้าอยากหย่า” เป็นคำแรกที่นางเอ่ยขึ้นมา

“ชิงชิง เจ้าพูดเช่นนี้ได้ยังไง”

“ข้าอยากหย่า และท่านก็ควรให้ข้าหย่า” นางจะได้หลุดพ้นจากสามีที่ไม่รู้จัก

“หรือเจ้ายังโกรธที่มารดาของข้ายึดที่ดินของเจ้า” สายตาซือหยางหันมองรอบด้าน ความลับที่เขาเอ่ยทำให้หลิวชิงคิดอะไรบางอย่างออก

“ใช่ และข้าต้องการผืนดินผืนนี้คืน” ไหน ๆ แล้วก็เอากลับมาเป็นของตนก่อน ต่อไปหากนางทำกิจการน้ำส้มสายชูเจริญรุ่งเรือง แม่สามีจะได้ไม่หาเรื่องมายึดคืนอีก

แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้เขาได้เป็นอ๋องแล้วใช่ไหม อย่างน้อยนางก็สามารถเรียกสินสมรสได้สักครึ่งหนึ่ง หรือพอตั้งตัวได้คงดี ด้วยความอยากตั้งตัวของนาง นางจึงกล่าวต่อ “หรือหากท่านกลัวข้าลำบากจริง ก็แบ่งสมบัติให้ข้าติดตัวด้วยก็ดี”

เขาว่าด้านได้อายอด นางก็ถือคตินี้แล้วกัน พยายามพูดให้เขาหย่าให้ได้ “หรือเจ้าโกรธที่ข้าแต่งกับองค์หญิง เจ้าก็รู้ว่าข้าปฏิเสธฮ่องเต้ไม่ได้”

หลิวชิงที่ได้ยินก็ยิ่งดีใจ ไม่ได้เสียใจสักนิด “ใช่” นางรับบทภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง รีบยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าแล้วแกล้งทำเสียงร้องไห้

“ข้าไม่อาจใช้สามีร่วมกับคนอื่นได้ โปรดปล่อยข้าไปเถอะ”

ซือหยางได้ยินดังนั้นก็รีบพูด “ข้ากับองค์หญิงไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด เจ้าควรฟังคำข้าก่อน”

เขาคงเป็นบุรุษที่ดื้อดึงที่สุดในโลก นางอยากหย่าเขาควรจะดีใจแล้วรีบแบ่งสมบัติให้นางได้แล้ว เมื่อทำเป็นเศร้าไม่ได้ผลนางก็นึกถึงคำของแม่สามี สองมือลูบท้องแล้วบอก

“ข้าท้อง ท้องได้สองเดือนแล้ว”

สีหน้านางบอกว่าเสียใจ อีกฝ่ายก้มลงมองแทนที่จะโกรธกลับเดินมาหานาง คนที่ถอยจนสุดผนังกระท่อมก็ถูกเขากักเอาไว้ มือหยาบนั้นแตะที่ท้องนางแล้วเอ่ย “ลูกของเรา”

หา!! เขาไปรบเกือบปีแล้วจะเป็นลูกของเขาได้ยังไง นางจะอ้าปากเถียงอีกฝ่ายก็เอ่ยต่อ

“สามเดือนก่อนข้ากลับมาเมืองหลวงเพื่อขอกำลังทหารออกไปช่วยแม่ทัพที่ชายแดน คืนก่อนกลับข้าได้แวะมาหาเจ้าที่ห้องและพวกเราก็…”

สวรรค์!! สถานการณ์แบบนั้นท่านยังจะ...

นางพูดไม่ออก ได้แต่ใบ้กิน “.....” แต่เดี๋ยวก่อน แล้วถุงหอมที่คุณชายเฉินมอบให้นางกันเล่า เมื่อไม่รู้ว่าลูกใครกันแน่นางก็แถต่อ

“ท่านรู้ได้ยังไงว่าเป็นลูกของท่าน” ตอนนี้หลิวชิงตัวจริงคงร้องไห้หนักกว่าเดิม คำว่าศักดิ์ศรีนางก็ไม่เว้นให้เหลือสักนิด

ซือหยางเงยหน้ามองนาง “เจ้าหมายความว่ายังไง”

“ชิงชิง” เสียงบุรุษอีกคนดังขึ้น ซือหยางและหลิวชิงหันมองด้านหลังก็พบว่าเป็นจินเฟิง

จินเฟิงเห็นภาพตรงหน้าก็รีบเดินเข้ามาแล้วดึงแขนหลิวชิงเอาไว้

“ท่านจะทำอะไร”

ซือหยางขบฟันแล้วเอ่ย “หรือว่าเขาคือพ่อของเด็กในท้อง”

หา!! วันนี้นางจะต้องตกใจกี่รอบกันเชียว แต่ที่คุยกันก่อนหน้าดูเหมือนจะไม่ใช่เขา จินเฟิงที่ได้ยินก็ยิ่งโมโหใหญ่

“เจ้าจะพูดอะไรก็ควรให้เกียรตินางหน่อย” ยิ่งได้ฟังหลิวชิงก็ยิ่งรู้สึกเสียดายแทนร่างนี้ คนหนึ่งพยายามเค้นถามอย่างหยาบคาย ส่วนอีกคนก็พยายามปกป้องศักดิ์ศรีนางสุดชีวิต

ส่วนนางก็พยายามหาทางออก จังหวะนั้นก็มองไปยังถุงหอมข้างตัวแล้วพูดขึ้น “ไม่ใช่ เขาไม่ใช่พ่อของเด็กในท้อง” สองคนหันมองหน้านางพร้อมกัน

ไหน ๆ เจ้าตัวก็ไม่อยู่เมืองหลวง อีกทั้งกว่าจะกลับมาก็คงสิ้นเดือนพอดี ระยะเวลานั้นนางคงหย่ากับซือหยางสำเร็จ ดังนั้นแล้วก็ควรโยนภาระนี้ให้คนไม่อยู่แล้วกัน

“พ่อของเด็กในท้องคือคุณชายเฉินฝาง”

บุรุษสองคนหันมองนางพร้อมกัน…

“........”

ฮัดชิ้ว คุณชายเฉินฝางที่เร่งรีบเดินทางจู่ ๆ ก็จามออกมาไม่หยุด จนกระทั่งที่ปรึกษาหันมองและถาม “คุณชายเฉินไม่สบายหรือขอรับ”

อาการไข้เขาก็ไม่มีน้ำมูกเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นคง…

“คงมีคนนินทาข้าอยู่เป็นแน่” อย่าให้รู้เชียวว่าใคร...

นางคิดว่าคนโบราณอาจจะยอมรับความจริงง่าย ๆ แบบไม่ต้องพิสูจน์ ค้นหาหรือสอบถามอะไรมากมาย แต่ใครจะคิดว่าสามีในร่างนี้กลับทำสีหน้าจริงจัง

“หากที่เจ้ากล่าวอ้างเป็นจริง บอกข้ามาว่าพวกเจ้ามีอะไรกันเมื่อไร นานเท่าใดแล้ว”

นางจะไปทราบได้ยังไงกันเล่า นางไม่ใช่เจ้าของร่างเสียหน่อย สติที่ยังคิดไม่ออกก็หันมองถุงหอม “หากเขาไม่ใช่บิดาของเด็กในท้องแล้วข้าจะพกถุงหอมติดตัวทำไม”

อันนี้นางคิดเอง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเชื่อไหม แต่นั่นก็พอทำให้ซือหยางลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขานึกถึงคุณชายเฉินฝางที่มักจะเข้าออกจวนเขาอยู่บ่อยครั้งเพื่อติดตามทวงหนี้ที่มารดาเขาติดเอาไว้

หากแต่ทุกครั้งที่บุรุษผู้นั้นมาหลิวชิงก็ไม่ได้อยู่ด้วยเสียหน่อย แล้วนางไปรู้จักกันและติดต่อกันได้ยังไง ความคิดของเขาสับสนปนเปไปหมด พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่จริง ยังไงบุตรในครรภ์ก็เป็นบุตรของเขาแน่นอน

“ชิงชิง เจ้ากำลังโกรธข้าใช่หรือไม่ ถึงได้พูดให้ตัวเองเสียหายเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าหากเรื่องนี้แพร่ออกไปคนที่เสียหายคือเจ้าไม่ใช่ข้า”

ข้าก็ไม่ใช่หลิวชิงเสียหน่อย แล้วข้าจะเดือดร้อนทำไม

“ข้าพูดความจริงท่านก็ไม่เชื่อ ท่านกลับมาครั้งเดียว กับเขาที่เข้าออกสกุลหวงนับครั้งไม่ถ้วน ท่านคิดว่าอย่างไหนน่าเชื่อกว่ากัน”

ตอนนี้หลิวชิงตัวจริงต้องสาปแช่งนางอยู่เป็นแน่ แต่คนที่สวมร่างนางก็ยังไม่หยุดและยังคงพูดต่อ “ท่านหย่าให้ข้าเถอะ ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ไล่ข้าออกมาเฝ้าสุสานบรรพชนแล้ว ตอนนี้คนสกุลหวงก็ล้วนคิดว่าข้าหนีตามบุรุษอื่นไป ชื่อเสียงของข้าก็ล้วนไม่เหลือสิ้น ท่านควรปล่อยข้าไปตามทาง”

นางหันมองจินเฟิงที่กำลังนั่งอยู่กับชิงลี่อีกฝั่งหนึ่ง สายตานั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “อีกอย่างตอนนี้ข้ามีความสุขดี”

“หากเจ้าบอกว่าคุณชายเฉินเป็นบิดาของเด็กในท้อง แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังอยู่ในสุสานบรรพชน ต้องยังพึ่งพาเขาอยู่และบุตรสาวของข้ายังต้องลำบากเช่นนี้ หากเจ้าอยากหย่า ข้าจะไม่ยกลี่เอ๋อร์ให้เจ้าแน่”

“นางเป็นบุตรสาวของข้า”

“นางก็เป็นบุตรสาวของข้าเช่นกัน หากเทียบกันแล้วข้าสามารถทำให้นางมีความสุขมากกว่า ชิงชิง เจ้าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย กลับไปจวนสกุลหวงกับข้าเถิด”

ให้ตายนางก็ไม่ไป!! ทำยังไงดีหลิวชิง คิดสิ สีหน้านางพยายามคิดหาคำพูดเพื่อหลีกเลี่ยงเขาให้ได้ สายตาหันไปทางจินเฟิง อีกฝ่ายจึงเอ่ยขึ้น

“หากเจ้าพานางกลับไป เกรงว่าจางฮูหยินจะต้องไม่พอใจแน่ ยังไงเจ้าก็กลับไปคุยกับจางฮูหยินก่อนเถอะ”

ซือหยางนึกถึงมารดาตนก็ถอนใจอีกครั้ง ที่ผ่านมาเขาไม่เคยปฏิเสธคำขอของมารดาได้เลย ตั้งแต่เล็กเขามีเพียงแค่มารดาที่เลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก ที่สกุลหวงยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมารดาเขา ยามนึกถึงมารดาที่ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เขากินอิ่มเขาก็พูดไม่ออก

เขาหันมองหลิวชิงอีกครั้ง “ข้าจะกลับมารับเจ้า ส่วน…” เขามองกระท่อมน้อยด้านในที่มีเพียงฟูกผืนบาง ผ้าห่มผืนน้อย เครื่องเรือนแทบไม่มีเลยสักนิด

“ข้าจะให้เด็ก ๆ นำของใช้มาให้เจ้า”

อย่างน้อยเขาก็มีน้ำใจแก่เมียตัวเอง หลิวชิงกำลังจะเดินไปหาชิงลี่ที่อยู่ใต้ต้นไม้กับจินเฟิง ชายหนุ่มก็รั้งแขนนางเอาไว้

“ถึงอย่างไรข้าก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดสักนิด รอให้คุณชายเฉินกลับมาก่อน ข้าจะเค้นถามเขาให้รู้ความ หลังจากนี้เจ้าก็พักที่กระท่อมนี้ก่อน ข้าวปลาอาหารข้าจะให้คนมาส่งให้ทุกวัน”

หลิวชิงก้มลงมองข้อมือตัวเองโดยลืมระวังตัว พอเงยหน้าเขาก็อยู่ใกล้ตัวแล้ว ซือหยางมองนางอย่างคิดถึง จากนั้นก็ก้มหน้าลงหอมหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา เสียงทุ้มกระซิบข้างหู

“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ชิงชิงยอดรักของข้า”

หลิวชิง“.......”

นางขนลุกจนตัวเย็นสะท้าน เขากลับไปตอนไหนนางยังไม่รู้เลย จินเฟิงมองอาจคิดว่านางหวั่นไหว แต่เปล่าเลย นางกำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พอได้สตินางก็ต้องพูดกับตัวเองว่า

“ข้าต้องหย่า หย่าให้เร็วที่สุด”

ซือหยางกลับไปยังจวนสกุลหวง เมื่อไปถึงก็เห็นมารดาตนนั่งคอยอยู่ในห้องโถงใหญ่แล้ว เขาหันมองโดยรอบ ไร้เงาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอีกคน

“ท่านแม่ ท่านมาทำอะไรที่นี่”

คนเป็นมารดาเงยหน้ามองบุตรชาย “เจ้าไปหานาง” เพราะให้คนไปเฝ้าเพื่อกันคนขึ้นไปขุดหาสมบัติเลยทำให้นางทราบว่าบุตรชายพบกับหลิวชิงแล้ว

สีหน้ามารดาดูไม่พอใจ “แล้วอย่างไร นางกล่าวโทษข้าว่าเช่นไร”

ซือหยางส่ายหน้า “ที่แล้วมาชิงชิงเป็นสะใภ้ที่ว่านอนสอนง่าย ท่านแม่กล่าวอะไรนางล้วนเชื่อฟัง เหตุใดท่านแม่ถึงได้คิดเช่นนั้น”

จางฮูหยินมองบุตรชายแล้วส่งเสียงหึในลำคอ “ต่อหน้าเจ้านางก็แสดงกิริยาเช่นนั้น แต่ลับหลังเจ้าก็คอยแต่ขัดคำสั่งข้าตลอด ไม่เช่นนั้นนางจะแอบคบหากับชู้จนตั้งครรภ์ได้เช่นไร”

“บุตรในท้องของนางคือบุตรของข้าเอง เมื่อสามเดือนก่อนข้ากลับมาเมืองหลวงเพื่อขอทหารออกไปช่วยท่านแม่ทัพที่ชายแดน ก่อนกลับข้าได้แวะมาหานาง”

ตึง! เสียงจางฮูหยินตบโต๊ะ “เจ้าลูกอกตัญญู คุกเข่า!”

ซือหยางอยากขัดคำสั่งจึงไม่ยอมทำตาม คนเป็นแม่จึงส่งเสียงหอบแล้วพูด “เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้า หรือว่าได้ดีจนลืมแม่เช่นข้าไปแล้ว แม่ที่คอยเลี้ยงดู แม่ที่ยอมให้เจ้ากินอิ่มแต่ตัวเองต้องทนหิว”

คนเป็นลูกได้ยินคำนี้มาหลายพันคำ “ตอนนี้ท่านแม่ก็ไม่หิวแล้ว สมบัติที่ฝ่าบาทพระราชทานลูกล้วนมอบให้ท่านแม่ทั้งหมด ขอแค่นางเท่านั้น ลูกต้องการนาง”

เท้าขององค์หญิงที่กำลังจะก้าวเข้ามาในห้องโถงชะงัก จากนั้นนางก็ซ่อนตัวแล้วแอบฟังพวกเขาพูดต่อ

“นางต้องทนหิวกับลูกสาวของลูกในสุสานบรรพชนเพียงลำพัง ท่านมิคิดว่านางเป็นสะใภ้ก็ช่าง แต่ยังไงชิงลี่ก็คือหลานของท่าน”

จางฮูหยินพยายามทำสีหน้าเศร้าพลางร้องไห้ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลก็เชิดหน้าแล้วลุกขึ้น “แม่ไม่เคยนับว่าพวกนางเป็นคนของสกุลหวง หากไม่เพราะที่ดินผืนนั้นแม่ไม่ให้เจ้าแต่งกับนางแน่”

เขาผิดเองที่เอาเรื่องผืนดินผืนนั้นมาเล่าให้มารดาฟัง แถมยังเอานักพรตมาหลอกมารดา อีกฝ่ายบอกว่าที่ดินผืนนั้นเหมาะสำหรับสร้างเป็นสุสานบรรพชน หากศพของท่านพ่อและฮูหยินเฒ่า ท่านตา ได้ฝังอยู่ที่นั่นก็จะทำให้สกุลหวงเจริญรุ่งเรือง มีกินมีใช้ ไม่ขาดชื่อเสียง มีเงินทองมากมายจนล้น

องค์หญิงชุนเหรินที่แอบฟังอยู่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบถอยออกมา เมื่อปลอดคนนางก็หันไปทางองครักษ์ประจำกาย

“ข้าอยากไปสุสานบรรพชนสกุลหวง เจ้านำทางไปได้หรือไม่”

“องค์หญิงจะไปเพื่อการใด”

สีหน้าองค์หญิงดูครุ่นคิด “ไปถึงเจ้าก็จะรู้เอง” คนอยากรู้ไม่อาจห้ามได้จึงได้แต่ทำตาม นำรถม้าออกแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขานอกเมือง ณ สุสานบรรพชนสกุลหวง

หลิวชิงหันมองข้าวของที่วางเต็มกระท่อม มองหลังคากระท่อมที่ถูกซ่อมแซมไม่รั่วเมื่อยามฝนตกอีกแล้ว อีกทั้งอาหารการกินก็มีพร้อม เสื้อผ้าก็ล้วนถูกคัดสรรมาอย่างดี

นางต้องวางแผนเอาของพวกนี้ไปด้วย หากแต่เขาไม่ยอมหย่าและพยายามจะ...ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว ได้แต่หวังว่าองค์หญิงที่เขาแต่งด้วยจะทำหน้าที่ภรรยาได้ดีจนเขาไม่คิดถึงนางอีกเลย

สวรรค์ ท่านอย่าแกล้งข้านักเลย...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel