บทที่ 4 สุสานบรรพชน
ผืนป่ารกร้างด้านหลังสุสานตอนนี้โล่งเตียนไม่เหลือสภาพเดิม นางคิดว่าจะใช้ส่วนหนึ่งสำหรับทำโอ่งหมักสับปะรด อีกส่วนไว้สำหรับปลูกสับปะรด
นางมองผลงานเด็กเลี้ยงแกะ คนที่ไม่เจอสมบัติต่างก็ยอมแพ้กลับลงเขาไปหมดแล้ว เหลือเพียงดินร่วนที่ถูกขุดเหมาะสำหรับเพาะปลูก เป็นการลงทุนที่คุ้มจริง ๆ
นางเสียเบี้ยไปเพียงถุงเดียว แต่ได้คนทำงานเกือบห้าสิบคน จัดการพื้นที่เกือบสามไร่ให้โล่งเตียนไม่เหลือ “ท่านแม่ ข้าหิว”
หลิวชิงหันมองบุตรสาว “แม่ทำไว้ให้แล้ว” เมื่อเช้าหลังกลับมาจากกระท่อมหมอหลุน นางห่ออาหารติดมือมาด้วย ชีวิตในสุสานที่เงียบสงบบางครั้งก็ลำบากที่จะหากิน
“แม่คิดว่าเราอาจจะเลี้ยงไก่ ปลูกผักไว้กิน” ส่วนน้ำก็ต้องรองจากฝนกรองอีกครั้งเพื่อดื่ม หากอยู่ตัวก็อยู่ด้วยกันสามคนแม่ลูกสบาย มือนางลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว
รู้สึกประหลาดใจกับเด็กน้อยในท้องทั้งที่ไม่ใช่ลูกตัวเอง คนเราจะเป็นแม่คนได้ไหม นางจะทำได้ดีหรือเปล่า สวรรค์ส่งให้นางเป็นแม่คนแต่ทำไมไม่ส่งสามีมาก่อน ความรู้สึกรักแม้แต่ภพก่อนหรือภพนี้ก็ไม่เคยมี
กา กา กา
เสียงอีกาดังอีกแล้ว หลิวชิงเงยหน้ามองอีกาที่คิดว่าจะจับกิน อีกฝ่ายบินลงมายังชานเรือน ก่อนจะขยับเข้าใกล้จานอาหาร
“ท่านแม่ จับกินเลยไหม”
หลิวชิงหันมองคนถาม ลูกคนนี้จะเรียนรู้เร็วไปแล้ว นางหันมองอีกาที่หันมาสบตาด้วยความหวาดระแวง “อืม เลี้ยงไว้สักตัวก็ได้” จะว่าไปการอยู่สองคนก็เหงาเหมือนกัน มีอีกาส่งเสียงร้องให้ไม่เหงาก็ถือว่าดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็โรยอาหารให้อีกาเพื่อติดสินบน
อีกาที่ถูกเปลี่ยนจากอาหารเป็นสัตว์เลี้ยงเหมือนจะเบาใจจึงก้มลงกินข้าวที่โรยบนพื้น ส่วนชิงลี่ก็สนุกที่ได้ให้อาหารมัน
“พวกเราตั้งชื่อมันว่าอะไรดีเจ้าคะ”
ต้องตั้งชื่อด้วย ชื่อว่าอะไรดีล่ะ หลิวชิงพยายามนึกชื่อก่อนจะมองสีของมัน “เรียกว่าอาเซ่อ” อีกาตัวดำหันมองคนตั้งชื่อ ตัวมันดำแล้วยังตั้งชื่อว่าดำอีก
“ดูเหมือนมันจะชอบนะเจ้าคะ”
ชอบตรงไหน สีหน้าอีกาตอบ แต่ชิงลี่ไม่สนใจ หัวเราะชอบใจใหญ่ จากนั้นก็แถมข้าวให้อีก
หลิวชิงนึกถึงคนไข้คนก่อนหน้าที่โรงหมอหมอเหวิน คนไข้ทั้งสองคนล้วนมีอาการเดียวกัน ลักษณะอาการของคนไข้เหมือนกับโรคกาฬโรคไม่มีผิด จำได้ว่าในอดีตเคยมีการระบาดของโรคนี้ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก
หากคาดการณ์ไม่ผิดหลังจากนี้การใช้น้ำส้มสายชูสำหรับฆ่าเชื้อจะมีมากขึ้นไปอีก นางไม่ได้ปลูกเพื่อช่วยพวกเขาแต่ขายต่างหาก แค่คิดถึงมูลค่าก็พอจะทำให้นางมีกินมีใช้ไปอีกหลายปี
ก็ใครใช้ให้สวรรค์เมตตานางเล่า นางก็ต้องเห็นแก่ตัวมากหน่อยให้สมกับที่สวรรค์มอบร่างใหม่นี้ให้ แต่ก่อนอื่นก็ต้องหาต้นพันธุ์ของมันมาปลูกก่อน ดังนั้นแล้วก็ต้องไปทำงาน ช่วงบ่ายนางจึงกลับไปใหม่
เมื่อไปถึงก็พบว่าอาการคนไข้ที่อยู่ในกระท่อมของหมอหลุนยังคงอาการทรงตัว หลิวชิงเองก็พยายามหาอุปกรณ์ป้องกันตัวมาให้ท่านหมอใส่ หากโรคที่พบคือกาฬโรคก็แสดงว่าพวกเรากำลังเสี่ยง
หมอหลุนมองชุดที่ตัดเย็บขึ้นมาเป็นเสื้อแขนยาวที่พอดีแขนอีกทั้งผ้าโพกหัว “เห็นอาเฟิงบอกว่าเจ้าจดจำเรื่องในอดีตไม่ได้ นอกจากจำไม่ได้แล้วเจ้าสติไม่ดีด้วยหรือเปล่า”
มาหาว่านางบ้าอีก นางก็แค่อยากให้ท่านหมอหลุนรู้จักป้องกันตัวเท่านั้น “ชุดพวกนี้แม้ประหลาดแต่ก็สามารถป้องกันเชื้อโรคของผู้ป่วยเข้าสู่ตัวเองได้ ท่านหมอเป็นหมอก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีและแข็งแรงถึงจะดูแลคนอื่นได้”
“ข้าอยู่มาจะหกสิบปีแล้วไม่เห็นจะป่วยตรงไหน เจ็บป่วยก็รักษาตัวเอง”
“โรคเกิดขึ้นใหม่เสมอ เหมือนกับคนไข้ด้านในอย่างไรเจ้าคะ” นางไม่รู้จะอธิบายโรคเกิดใหม่สำหรับยุคนี้ยังไง จึงทำเพียงแค่เงียบเท่านั้น หันมองบุตรสาวที่อยู่ด้านนอก นางห้ามไม่ให้บุตรสาวเข้าใกล้ตอนทำงานอีกแล้ว เด็กน้อยจึงวิ่งเล่นกับเจ้าหมูตัวน้อยที่อยู่ด้านนอกแทน
ท่านหมอหลุนมองสภาพตัวเองเสร็จก็เดินเข้าไปหาคนไข้ เมื่อวานเขาทดลองใช้สมุนไพรลดไข้ “เมื่อวานข้าให้ซื่อหนี้ทัง ให้ความอบอุ่นกับม้ามและไต ดึงพลังหยางลดอาการปวดเมื่อยตามตัวแต่ก็ไม่ดีขึ้น ให้ยาปรับสมดุลลดอาการไข้แล้วก็ยิ่งแย่ลง”
หลิวชิงฟังหมอหลุนอธิบายก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมา “การใช้ทากดูดเลือดเสียออกจากร่างกายมีมานานแล้ว ไม่ทราบพอจะใช้กับคนไข้ประเภทนี้ได้ไหม”
หมอหลุนได้ฟังก็ประหลาดใจเพราะนึกไม่ถึงเช่นกัน จินเฟิงที่อยู่ด้วยได้ยินก็พูดเสริม “เจ้ากำลังหมายถึงตำราแพทย์ขงจื๊อ” อีกฝ่ายจึงเดินไปยังชั้นหนังสือก่อนจะหยิบมาเปิดหน้าที่เคยอ่านให้นางฟัง
เมื่อเปิดถึงหน้าที่ต้องการแล้วเขาก็ส่งให้บิดาอ่านเนื้อหาด้านใน การใช้ทากในการรักษามีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากไม่ระวังอาจทำให้ทากดูดเลือดจนหมด
เสียงฝนตกด้านนอกดังขึ้นทำให้หลิวชิงขมวดคิ้วเครียดกว่าเดิม ยิ่งความชื้นเพิ่มมากขึ้นเท่าไร การแพร่ระบาดของโรคก็ยิ่งจะระบาดเร็วมากขึ้น นางต้องเตรียมวัตถุดิบในการรักษาให้พร้อม อีกทั้งทดลองกับคนไข้คนนี้ให้หายขาดจะได้เพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก
ท่านหมอหลุนหันมองคนไข้ อีกฝ่ายอาการเริ่มแย่ลง เนื้อร้ายสีดำก็เริ่มปรากฏมากขึ้น ในเมื่อหาวิธีอื่นไม่ได้ก็คงต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน ว่าแล้วก็เริ่มลงมือกันเถอะ
เสียงสายฝนที่เทกระหน่ำไม่หยุดมาทั้งวัน รถม้าของหวางอ๋องซือหยางวิ่งมาถึงค่ายพักทหารด้านนอก เมื่อลงจากรถม้าองครักษ์เผยถังก็รีบนำร่มมากางให้แต่เขากลับไม่สนใจเดินเข้าไปด้านในทำให้เสื้อผ้าเปียกเล็กน้อย
เขาถอดเสื้อออก องครักษ์เผยถังก็รีบรับไปแขวนให้ พื้นดินที่เปียกด้านนอกทำให้เขาก้าวเท้าช้าลงเพราะกลัวพรมเลอะ ก่อนจะมองเห็นหนูสองสามตัวที่กำลังจะกัดพื้นพรมก็ใช้เท้าเหยียบลงไป
ดูเหมือนเจ้าหนูจะไม่กลัวแต่กลับกัดเท้าเขา “โอ๊ย!” เขาร้องเสียงดังขึ้นทำให้ทหารยามหันมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงหนูก็หัวเราะขำ
“ท่านองครักษ์ แค่หนูท่านยังถูกกัดเลย” พอเห็นว่าถูกคนอื่นหัวเราะเขาก็ยิ่งโมโหจึงก้มลงจับหนูที่ถูกเหยียบ จากนั้นก็โยนไปด้านนอกอย่างโมโห
“ได้เรื่องอะไรบ้าง” ซือหยางถามองครักษ์เผยถัง อีกฝ่ายจึงรีบหันมา จากนั้นก็เดินไปหยิบกาน้ำชารินให้เขาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น จากนั้นก็รายงาน
“ตอนนี้พวกเรายังไม่พบตัวฮูหยินเลยขอรับ ข้าส่งคนไปค้นหาทั่วเมืองหลวงหรือแม้กระทั่งนอกเมืองก็ยังไม่พบ”
คิ้วซือหยางขมวดเข้าหากัน เขาไม่เชื่อคำมารดาทั้งหมด ยังเชื่อใจหลิวชิงไม่เปลี่ยน เพียงแต่หากนางไม่อยู่ในเมืองหลวง นอกเมืองก็ยังไม่มี แล้วพวกนางไปอยู่ที่ไหน
“หาต่อไป” เขาหันไปรับจอกน้ำชาที่องครักษ์เผยถังส่งให้ จากนั้นก็ดื่ม
องครักษ์เผยถังขอตัวไปทำงานต่อ เมื่อออกจากกระโจมก็หันมองหนูที่ทำให้เขาขายหน้า จึงหยิบขึ้นมาแล้วนำมันไปถลกหนังเพื่อย่างกินแทน
จางฮูหยินมองบ่าวที่มารายงานเรื่องคนจำนวนมากขึ้นไปขุดหาสมบัติที่พื้นที่หลังสุสานบรรพชนก็มีสีหน้าไม่พอใจ “กันคนออกจากพื้นที่ให้หมด” ถึงอย่างไรหากมีสมบัติจริง สมบัติพวกนั้นก็ต้องเป็นของตนผู้เดียว
ความตระหนี่และใจแคบของนางไม่อาจลดลงเลยสักนิดแม้จะได้รับพระราชทานสมบัติมากมายก็ตาม จางฮูหยินนึกถึงที่ดินผืนนั้นก็คือที่ดินที่ได้จากหลิวชิง
ครั้งนั้นหากไม่เพราะที่ดินผืนนั้นที่นักพรตทำนายว่าเป็นที่ที่เป็นมงคลต่อวงศ์ตระกูล หากได้ทำเป็นสุสานบรรพชนก็จะยิ่งเสริมให้สกุลหวงรุ่งเรืองขึ้นไปอีก และก็เป็นจริงดังที่นักพรตกล่าว ตอนนี้บุตรชายของนางได้เป็นถึงท่านอ๋อง คิดแล้วก็เจ็บใจ หากไม่เพราะผืนดินนั้นนางก็คงไม่ให้บุตรชายแต่งสะใภ้คนนี้แน่นอน
“แล้วองค์หญิงอยู่ที่ไหน”
“อยู่ในเรือนเจ้าค่ะ องค์หญิงประสงค์จะเสวยในห้อง”
คิ้วของแม่ผัวขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ แม้อีกฝ่ายสูงศักดิ์กว่าแต่นางก็เป็นถึงแม่ผัว เหตุใดถึงทำตัวไม่ให้ความเคารพนางสักนิด แต่เมื่อคิดถึงว่าหากอีกฝ่ายตั้งครรภ์ขึ้นมา สกุลหวงก็จะได้เงินทองและได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจึงพยายามปล่อยผ่าน
“ส่งคนไปขุดสมบัติพวกนั้นแทน” ยังไงสมบัติพวกนั้นก็ต้องเป็นของนาง
หลิวชิงมองบ่าวสกุลหวงที่กำลังขุดอีกรอบ นางจึงปล่อยให้พวกเขาทำไปเพราะเป็นการดีที่จะทำให้ดินร่วนซุย สิ่งแรกที่นางต้องทำในวันนี้ก็คือการหาพันธุ์ต้นสับปะรดจึงได้ขอจินเฟิงเข้าเมืองไปด้วย
“เจ้าไม่กลัวสามีมาพบหรือ?”
หลิวชิงส่ายหน้า “พบแล้วอย่างไร ไม่พบแล้วอย่างไร ถึงตอนนี้สำหรับข้าเขาก็คือคนแปลกหน้าอยู่ดี”
ชีวิตที่เลือกไม่ได้ ในเมื่อเกิดมาในร่างของภรรยาเขานางก็แค่หาหนทางเอาตัวรอดเท่านั้นเอง ครั้นจะให้นางสวมบทบาทเป็นภรรยาเขานางทำไม่ได้แน่นอน
จินเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกดี ระหว่างทางพวกเราแวะร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง เมื่อลงจากรถม้าหลิวชิงที่อุ้มชิงลี่ก็เงยหน้ามองป้าย
“ร้านค้าสกุลเจีย” ชื่อนี้คุ้นหูนางนัก แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน หรือจะเป็นความทรงจำเดิมของร่างนี้ก็อาจจะใช่
ลักษณะของตัวร้านค้าแบ่งออกเป็นแปดห้อง แต่ละห้องล้วนขายของแตกต่างกันไป ทั้งเสื้อผ้า เครื่องลายคราม เครื่องประดับ น้ำหอม ตลอดจนผลไม้แปลกตาที่นำมาจากทางเหนือ
หลิวชิงเลือกเดินไปยังห้องสุดท้าย เมื่อเข้าไปด้านในคนขายก็รีบแนะนำสินค้าใหม่ นางมองผลไม้แปลกตาที่ไม่แปลกสำหรับนาง
“เซียงเจียว (กล้วยหอม) โปหลัว (สับปะรด) ฟานลี่จื่อ (น้อยหน่า) ซานจู๋ (มังคุด) หลิวเหลียน (ทุเรียน)”
คนขายรีบแนะนำสินค้า นางที่พบเห็นมาแล้วก็ไม่ได้แปลกใจอะไรหากแต่หันไปถาม “ข้าอยากพบเจ้าของร้าน”
“หากเป็นท่านเจียหมิง ตอนนี้ท่านไปพักผ่อนทางใต้ ส่วนคุณชายเจียก็ยังไม่กลับมาจากทางเหนือขอรับ”
เขาไปทางเหนือพอดี หากส่งจดหมายให้อีกฝ่ายนำต้นพันธุ์สับปะรดมาก็คงทันเพราะปลูกในเดือนหน้าพอดี
“เขาไปนานเท่าไรแล้ว”
“สามเดือนแล้วขอรับ”
คำว่าสามเดือนทำให้นางเผลอลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว
“แล้วพอจะติดต่อเขาได้ไหม”
คิ้วของคนขายขมวดเข้าหากัน ไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้าเป็นใคร จนกระทั่งหลิวชิงขยับตัว เมื่อเขามองเห็นถุงหอมก็รีบเอ่ยถาม
“คุณหนูหลิวใช่หรือไม่ขอรับ”
หลิวชิงแปลกใจหันมองอีกฝ่าย “พวกเรา…”
คนขายของร้านรีบยกมือโบกไปมา “ก่อนนายท่านออกจากเมืองหลวงได้สั่งไว้ว่าหากคุณหนูหลิวมาขอความช่วยเหลือให้รีบจัดการให้ทันทีขอรับ” สายตาคนขายมองไปยังถุงหอม
หลิวชิงจึงหยิบขึ้นมาพบว่าตัวถุงหอมมีคำว่า ‘เจีย’ ปักอยู่ นางเพิ่งสังเกตเห็น
เหตุใดถุงหอมของสกุลเจียถึงมาอยู่ในตัวนาง มือน้อยลูบท้องโดยไม่รู้ตัว แม้แต่นางเองก็ตกใจเริ่มสงสัยแล้วว่า...
หรือว่าคุณชายเจียจะเป็นพ่อของลูกในท้อง!!
ยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ แต่ตอนนี้ถามเจ้าตัวไม่ได้ นางเองก็จดจำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นแล้วพยายามอย่าคิดไปไกลเลยจะดีกว่า
ลูกน้องของเขารีบนำกระดาษและพู่กันมาให้ นางนึกคำแล้วเขียนลงไปเพื่อขอให้เขานำต้นพันธุ์สับปะรดกลับมาจำนวนมาก และเอาสับปะรดที่เป็นผลแล้วมาหมักดองก่อนเพราะหากรอผลผลิตอาจไม่ทันกาล จากที่ถามลูกน้องของเขา หากเขากลับมาถึงเมืองหลวงคงทันสิ้นเดือนพอดี ถึงเวลานั้นดินก็เหมาะสำหรับเพาะปลูกแล้ว
เสียงแตรดังขึ้นทำให้นางหันมองนอกร้าน พบว่ามีคนใส่ชุดสีขาวต่างแบกโลงศพเพื่อนำไปฝัง
“ช่วงนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น งานศพมีไม่เว้นวัน บางวันก็สองสามศพ”
คิ้วหลิวชิงขมวดเข้าหากัน นางต้องเร่งลงมือให้เร็วที่สุด “ฝากท่านด้วย” จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับคุณชายเจียที่อยู่ทางเหนือแทน
ระหว่างออกจากร้านมาจินเฟิงก็ถามหลิวชิงที่มีสีหน้ากังวล
“เจ้ากำลังคิดมาก”
นางจึงอธิบายเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้เขาฟัง “หากมีผู้ป่วยเกิดขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ต่อไปจะมีคนตายเป็นแสนเป็นล้านคนเพราะโรคระบาด”
คิ้วจินเฟิงขมวดเข้าหากัน “โรคระบาดจากอะไร”
“คนไข้ที่ท่านอารักษาอย่างไรเจ้าคะ”
“เจ้าถึงได้ระวังไม่ให้ท่านพ่อข้าใกล้ชิดคนป่วยมากไป”
“คนเราเป็นหมอจะไม่ใกล้ชิดก็ไม่ได้ ไม่ใกล้ชิดแล้วจะรักษายังไง อีกอย่างการป้องกันตัวเองแม้จะปลอดภัยแต่ก็เสี่ยงอยู่ดี”
จินเฟิงนึก ตั้งแต่คนไข้มาอาศัยที่กระท่อมเขาหลิวชิงก็ไม่ได้ให้ชิงลี่เข้าไปอีกเลย พยายามกันตัวออกให้ห่างจริง ๆ
“แล้วเราจะป้องกันการระบาดที่เกิดยังไง”
“ตอนนี้ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา พูดอะไรไปใครจะเชื่อนอกจากจะแสดงผลลัพธ์ให้เห็น”
“เจ้าหมายความว่า…”
“หากการรักษาคนไข้คนนั้นสำเร็จ คนอื่นก็จะเชื่อว่าเรารักษาได้ อีกอย่างข้าไม่ได้หวังผลเพื่อช่วยคนเสียหน่อย”
จินเฟิงหันมองหลิวชิง “เจ้าหมายความว่ายังไง”
“ข้าหวังเงินทองที่จะเพิ่มพูนและอนาคตที่ดีสำหรับบุตรสองคนต่างหาก”
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น” เป็นครั้งแรกที่นางเปิดใจให้เขา
หลิวชิงหันมองเขาแล้วพูด “ข้าไม่ได้หวังจะรอพึ่งพาคนอื่น แต่ข้าจะทำให้ตัวเองเป็นที่พึ่งพาได้สำหรับบุตรสองคนต่างหาก”
ไม่มีใครพึ่งพาได้นอกจากตัวเองเท่านั้น
จินเฟิงมองหลิวชิงแล้วเอ่ย “เจ้าแปลกไปจริง ๆ เมื่อก่อนแม้แต่ออกความคิดเห็นเจ้ายังไม่กล้าพูด”
หลิวชิงไม่กล้าที่จะทำให้สงสัยอีกแล้ว “คนเราเมื่อถูกกระทำฝ่ายเดียวมานานก็สมควรที่จะลุกขึ้นมาสู้มิใช่หรือ หรืออาเฟิงอยากให้ข้าอ่อนแอตลอดไป”
จริงอย่างที่นางพูด เพียงแต่ในใจเขากลับหวั่นว่านางอาจจะไม่ต้องการพึ่งพาเขาอีกเลย
ระหว่างที่เดินขึ้นรถม้านั้น หลิวชิงที่คุยกับจินเฟิงเพลินเลยไม่ได้สังเกตว่าคนของหวางอ๋องซือหยางนั้นพบนางเข้าพอดี อีกฝ่ายจึงรีบไปรายงานผู้เป็นนาย
เสียงไอขององครักษ์เผยถังดังขึ้นสองครั้งก่อนจะพยายามไม่ให้ไอออกมาแล้วรีบรายงาน
“คนของเราเจอฮูหยินแล้วขอรับ”
หวางอ๋องซือหยางวางมือจากดาบแล้วเงยหน้าขึ้นถามต่อ
“เจอนางที่ใด”
“ในเมืองหลวง กำลังขึ้นรถม้าไปกับคุณชายจินเฟิงขอรับ” น้ำเสียงคนรายงานเบาลงเรื่อย ๆ พยายามสังเกตอาการของคนเป็นนาย และเป็นดังที่คิด เมื่อได้ยินซือหยางก็วางดาบเสียงดัง
“นางไปกับคนผู้นั้นจริง ๆ” หากเป็นบุรุษอื่นเขาจะไม่ว่า แต่กลับเป็นชายที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นนางมาก่อน
“ข้าจะขึ้นเขา เจ้าคัดคนที่ไว้ใจได้ไปสักสองคนพอ”
“ขอรับ” องครักษ์เผยถังรับคำ จากนั้นก็ไอออกมาอีก คิ้วของซือหยางก็ขมวดพลางถาม “เจ้าไม่สบายหรือ”
“ไม่ขอรับ แค่ไอนิดหน่อย อาจจะเพราะอากาศเปลี่ยน” สีหน้าเขาไม่ดีแต่ก็พยายามทำตัวเข้มแข็ง ก่อนจะติดตามนายตนไปยังภูเขานอกเมือง
