ตอนที่สาม อยากรู้อยากเห็น
ตอนที่สาม
อยากรู้อยากเห็น
แม้พอเห็นหนทาง แต่เสี่ยวชุนยังไม่วายส่งสายตากังวลอยู่ลึกๆ ด้วยแม้ออกจากกำแพงวังไปได้ หนทางกว่าจะไปถึงหอซูฮวาก็นับว่าไกลโข
องค์หญิงสิบเก้าเข้าใจสายตานั้นดีจึงเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ขอเพียงออกไปได้ จูมามาจะส่งคนมารับเอง”
ดวงตาคู่งามยังคงจับอยู่ที่ถ้วยชา ก่อนจะเบนมองใบหน้าที่ยังฉายความลังเลของนางกำนัล
มือบางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนวางลงอย่างแผ่วเบา ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“เจ้าเพียงทำตามที่ข้าบอกก็พอ สำหรับคนอื่น…ไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่”
คนอื่นในที่นี้ย่อมหมายถึงองครักษ์จิ้งหลิงซึ่งหากเป็นยามค่ำคืนมักจะกลับไปพักผ่อนยังที่พักของตนเองนอกวังหลวง ด้วยรอบเขตวังมีหน่วยลาดตระเวนและองครักษ์หลวงอยู่มากพอแล้ว
ดังนั้นจึงเป็นโอกาสเหมาะที่องค์หญิงสิบเก้าจะลอบออกจากวังโดยที่เขาไม่อาจรู้เห็น
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่องค์หญิงจ้าวเยว่ซินเปลี่ยนมาสวมชุดธรรมดาเพื่อลอบออกจากวังผ่านรูเล็กอย่างทุลักทุเลโดยมีนางกำนัลคนสนิทคอยดูต้นทาง
จากนั้นทั้งสองคนจึงวิ่งมายังรถม้าที่จูมามาจัดมารอรับ โดยมีคนคุ้มกันจากหอซูฮวาหลายคนติดตามเพื่อพานางไปส่งยังประตูด้านหลัง
ที่ผ่านมาล้วนราบรื่นไร้อุปสรรค จ้าวเยว่ซินจึงย่ามใจมาที่หอซูฮวาแห่งนี้ถึงสามคราแล้ว
ในแต่ละครั้งล้วนได้ยินเสียงเร่าร้อนพร้อมครางกระเส่าดังแว่วเข้ามาบ้าง
แต่ไม่มีครั้งใดที่ได้ยินเสียงและเห็นภาพร่างอันชวนซ่านกระสันปลุกความเร่าร้อนให้แผดเผาเท่ากับครั้งนี้
นั่นก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่พาเท้าขององค์หญิงให้เดินไปลอบดูกิจการเข้าจังหวะของผู้อื่น
ยามนี้องค์หญิงจ้าวเยว่ซินจึงจำต้องอดทนนั่งนิ่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะตัวใหญ่ซึ่งกองเต็มด้วยเอกสารบัญชีของหอซูฮวา
หญิงสาวรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นและลมหายใจสั้นกระชั้นราวกับอากาศรอบตัวเบาบางลง
มือบางยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนจะสาดเข้าไปจนหมดด้วยรู้สึกว่าลำคอช่างแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายบ่อยครา
ภายใต้ท่าทางที่พยายามสงบความปั่นป่วนนั้น กลับมีคลื่นอารมณ์หนึ่งที่ซัดกระหน่ำไม่หยุด
ร่างบางที่รู้สึกคันยิบๆ ยังส่วนกลางกายอดเคลื่อนย้ายสะโพกไปมาแล้วเกร็งขยับโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ มือที่วางอยู่บนตักจึงกำแน่นแล้วกดเล็บยาวเรียวจิกลงบนฝ่ามือจนเป็นรอยเพื่อเตือนตนเองให้มีสติ
จะทำอะไร จ้าวเยว่ซิน
นี่มัน...ไม่ควร ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่ที่นี่
