บท
ตั้งค่า

5

“เข้าใจขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงก็ตาม

เด็กฝึกทั้งสิบห้าคนต่างมีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลัง ชุดฝึกที่เยว่ฉีออกแบบให้กระชับและเคลื่อนไหวสะดวกเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ บางคนขาสั่น บางคนหอบจนแทบพูดไม่ออก แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบ่น

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหอรวมดารา พวกเขาไม่เพียงมีที่พักสะอาดและอาหารครบสามมื้อ แต่เยว่ฉียังสั่งให้ครัวจัดเนื้อ ไข่ ผัก และธัญพืชให้เหมาะสมกับการฝึก ไม่ปล่อยให้พวกเขากินเพียงข้าวต้มบางๆ เหมือนที่เคยเป็นมา

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำสัปดาห์

สำหรับคนที่เคยต้องอดมื้อกินมื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากชีวิตใหม่

เยว่ฉีเคาะไม้ลงบนฝ่ามืออีกครั้ง

“พอแล้ว พักหนึ่งเค่อ ดื่มน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นกลับมาฝึกควบคุมลมหายใจและจัดเสียงร้องต่อ”

เหล่าเด็กฝึกแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณหนู”

“ขอบพระคุณขอรับ”

เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนพึมพำกับสหายข้างกาย

“ข้านึกว่าฝึกรำจะไม่เหนื่อยเท่าแบกกระสอบข้าวเสียอีก”

เด็กสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลุดหัวเราะ

“เมื่อเช้าเจ้าก็พูดว่าจะไม่ยอมแพ้ไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมแพ้เสียหน่อย ข้าเพียงสงสัยว่าขาของข้ายังเป็นของข้าอยู่หรือไม่เท่านั้น”

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ รอบลาน ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตลอดครึ่งวันผ่อนคลายลงเล็กน้อย

เสี่ยวถาวถือกาน้ำชาสมุนไพรเดินเข้ามาหา ก่อนรินใส่ถ้วยแล้วยื่นให้นายสาว

“คุณหนูเจ้าคะ วิชาการฝึกแปลกประหลาดเหล่านี้ ท่านไปเรียนมาจากที่ใดกันแน่เจ้าคะ ข้าดูแล้วทั้งตื่นเต้น ทั้งทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะตอนที่ทุกคนขยับพร้อมกัน ข้าถึงกับไม่กล้ากะพริบตาเลยเจ้าค่ะ”

เยว่ฉีรับถ้วยชามาจิบ ก่อนยิ้มมุมปาก

“เจ้าจำเอาไว้เสี่ยวถาว ในโลกของความบันเทิง ความงามเป็นเพียงประตูบานแรกที่ทำให้คนหันมามอง แต่สิ่งที่จะทำให้พวกเขายอมกลับมาดูซ้ำ ยอมเสียเงินซ้ำ และจดจำศิลปินคนหนึ่งได้ คือเสน่ห์กับความเป็นมืออาชีพต่างหาก”

เสี่ยวถาวพยักหน้าหงึก ๆ แม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

“แล้วคุณหนูจะให้พวกเขาทั้งสิบห้าคนแสดงพร้อมกันหรือเจ้าคะ”

“ไม่” เยว่ฉีตอบทันที

“ข้าจะแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่ม”

“สองกลุ่มหรือเจ้าคะ”

เยว่ฉีวางถ้วยชาลง

“กลุ่มแรกเป็นกลุ่มหญิง เน้นการเต้น การร้อง และเครื่องแต่งกายที่โดดเด่น ข้าจะสร้างภาพลักษณ์ให้พวกนางสดใส แข็งแรง และสะดุดตา ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มชาย เน้นเสียงร้อง บุคลิก และเสน่ห์ที่ทำให้ฮูหยินกับคุณหนูตระกูลใหญ่ยอมควักเงินออกมาโดยไม่เสียดาย”

เสี่ยวถาวฟังแล้วตาโต

“เช่นนั้น กลุ่มหญิงกับกลุ่มชายต้องมีชื่อด้วยหรือไม่เจ้าคะ”

“แน่นอน”

เยว่ฉียิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนเอ่ยศัพท์จากโลกเดิมอย่างเคยชิน

“กลุ่มหญิงเรียกว่าเกิร์ลกรุ๊ป ส่วนกลุ่มชายก็บอยแบนด์”

“บอยแบนด์”

“อืม”

“แล้วอีกกลุ่มเมื่อครู่คือเกิร์ลอะไรนะเจ้าคะ”

“เกิร์ลกรุ๊ป”

เสี่ยวถาวขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปม

“เหตุใดชื่อถึงออกเสียงยากเช่นนี้เจ้าคะ”

เยว่ฉีหัวเราะ

“เจ้าจะเรียกว่า ‘คณะหญิง’ กับ ‘คณะชาย’ ไปก่อนก็ได้”

“แบบนั้นข้าเข้าใจเจ้าค่ะ”

ช่วงบ่าย เยว่ฉีเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการปรับภาพลักษณ์ นี่คือส่วนที่นางถนัดที่สุด

เด็กฝึกแต่ละคนถูกเรียกเข้ามาทีละคน เยว่ฉีพิจารณารูปหน้า สีผิว รูปร่าง และจุดเด่นของแต่ละคนอย่างละเอียด ก่อนสั่งให้ช่างตัดผมปรับทรงให้เหมาะกับใบหน้า บางคนเพียงตัดปลายผมและเกล้าใหม่ก็ดูสง่างามขึ้น บางคนเปลี่ยนวิธีรวบผมเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มธรรมดาให้ดูโดดเด่นขึ้นทันตา

ส่วนเด็กสาว เยว่ฉีไม่ได้แต่งหน้าหนาอย่างหญิงในหอโคมแดง นางเพียงปรับคิ้ว เติมสีริมฝีปากบางๆ และเลือกเครื่องประดับให้เหมาะกับแต่ละคน

“เจ้ามีดวงตาสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนขอบตาหนัก”

“ส่วนเจ้า ใบหน้าเล็กแต่ช่วงคอยาว ใช้ปิ่นชิ้นใหญ่เกินไปจะกลบจุดเด่น เปลี่ยนเป็นชิ้นนี้”

“เสื้อสีแดงตัวนั้นเอาให้แม่นางคนข้างหลัง เจ้าผิวขาวเกินไป ใส่สีแดงสดแล้วหน้าจะซีด ใช้สีเขียวหยกแทน”

เสี่ยวถาวยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความทึ่ง

“คุณหนูเพียงมองแวบเดียวก็รู้หรือเจ้าคะว่าใครเหมาะกับสีใด”

“นี่เรียกว่าการสร้างภาพจำ” เยว่ฉีตอบพลางจัดปกเสื้อให้เด็กหนุ่มตรงหน้า

“ศิลปินสิบคนยืนอยู่บนเวที คนดูต้องมองแล้วจำได้ว่าใครเป็นใคร ไม่ใช่แต่งเหมือนกันหมดจนแยกหน้าไม่ออก”

“คุณหนู ข้าฟังแล้วรู้สึกว่าท่านไม่ได้กำลังแต่งตัวให้พวกเขาเลยเจ้าค่ะ”

เยว่ฉีหันมอง “แล้วเหมือนอะไร”

“เหมือนกำลังเจียระไนอัญมณีมากกว่าเจ้าค่ะ”

เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มอย่างพอใจ

“คราวนี้พูดได้ดี”

หลังจากใช้เวลาหลายชั่วยาม เด็กหนุ่มสาวที่เคยสวมเสื้อผ้าเก่ามอมแมมและมีใบหน้าซูบตอบ ก็แทบไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็น

เพียงได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ สวมเสื้อผ้าที่พอดีตัว และได้รับการจัดแต่งให้เหมาะกับจุดเด่นของตนเอง ความหล่อเหลาและความงดงามที่เคยถูกความยากจนบดบังก็ค่อยๆ เปล่งประกายออกมา

เด็กสาวคนหนึ่งมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างไม่อยากเชื่อ นางยกมือแตะแก้มเบาๆ

“นี่... นี่ข้าจริงหรือเจ้าคะ”

“ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า” เสี่ยวถาวหัวเราะ

อีกด้านหนึ่ง เด็กหนุ่มผู้เคยผอมแห้งจนเสื้อเก่าหลวมโพรกยืนตัวแข็งอยู่หน้ากระจก

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะดู ดูดีได้ถึงเพียงนี้”

เยว่ฉียืนกอดอกอยู่ด้านหลัง

“จำความรู้สึกวันนี้ไว้ให้ดี พวกเจ้าไม่ได้เพิ่งกลายเป็นคนมีค่าในวันนี้ พวกเจ้ามีมันอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดช่วยดึงมันออกมาเท่านั้น”

เด็กฝึกทั้งหมดหันกลับมามองนาง สีหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง เยว่ฉีกวาดสายตามองพวกเขาทีละคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อีกสามวัน หอรวมดาราจะเปิดทำการวันแรก” เสียงพูดคุยทั้งหมดเงียบลงทันที

“สามวันหรือขอรับ”

“เร็วถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ”

“เร็ว” เยว่ฉีตอบ

“แต่พวกเจ้าไม่มีเวลาให้กลัวแล้ว”

นางเดินผ่านแถวเด็กฝึกช้าๆ

“สามวันที่เหลือ ข้าจะฝึกพวกเจ้าให้หนักกว่าที่ผ่านมา ทั้งการร้อง การเต้น การเดินเวที การสบตาผู้ชม และการแก้สถานการณ์หากเกิดข้อผิดพลาด เพราะเมื่อขึ้นเวทีจริง จะไม่มีคำว่าขอเริ่มใหม่”

เด็กหนุ่มคนหนึ่งสูดลมหายใจลึก ๆ

“หากข้าทำพลาดเล่าขอรับ”

“ก็แก้ให้เหมือนไม่ได้พลาด”

“หากตื่นเต้นจนลืมท่า”

“มองเพื่อนร่วมกลุ่มแล้วตามจังหวะให้ทัน”

เด็กสาวอีกคนถามเบาๆ

“หากคนดูหัวเราะเยาะพวกเราล่ะเจ้าคะ”

เยว่ฉีสบตานางตรงๆ

“ก็ทำให้พวกเขาหัวเราะไม่ออก”

ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ

จากนั้นเด็กสาวคนนั้นก็กำหมัดแน่น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel