4
“รอบโคมต้องมีฝาครอบป้องกันเปลวไฟ และห้ามวางใกล้ม่านหรือผ้าเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการเปิดกิจการวันแรกแล้วหอของข้ากลายเป็นกองเถ้าถ่าน”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
นายช่างใหญ่กวาดตามองแบบแปลนอันแปลกตาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววตื่นเต้น
“เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นสำนักสังคีตแห่งใดวางโครงสร้างเช่นนี้มาก่อน หากทำสำเร็จตามที่แม่นางออกแบบ ยามเปิดโคมทั้งหมดพร้อมกัน เวทีคงงดงามราวกับแดนสวรรค์เป็นแน่”
“ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเหมือนสำนักสังคีตแห่งอื่น” เยว่ฉียิ้มบาง
“ข้าต้องการให้คนที่ก้าวเข้ามาที่นี่รู้ทันทีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังจะได้เห็น หาไม่ได้จากที่ใดในเมืองหลวง”
“แม่นางวางใจ ข้าจะทำให้สุดฝีมือ” เมื่อการปรับปรุงหอรวมดาราดำเนินไปตามแผน ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาคน
เยว่ฉีไม่คิดแย่งชิงนักร้องนักรำชื่อดังจากสำนักสังคีตหรือหอเริงรมย์แห่งอื่น เพราะคนเหล่านั้นมีรูปแบบการร้องรำที่ถูกฝึกจนติดเป็นนิสัย หากต้องรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ ย่อมเสียเวลามากกว่าการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้น
สิ่งที่นางต้องการคือ ‘ผ้าขาว’
คนที่ยังไม่ถูกกรอบเดิมขีดเขียนจนเต็มผืน และพร้อมให้นางเจียระไนใหม่ทั้งหมด
เยว่ฉีจึงพาเสี่ยวถาวเดินทางไปยังตลาดแรงงานและเขตพักพิงของผู้ยากไร้บริเวณท้ายเมือง ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังดิ้นรนหางานเลี้ยงชีพ ทั้งเด็กกำพร้า ครอบครัวผู้ลี้ภัย นักดนตรีตกอับ ตลอดจนคนหนุ่มสาวที่มีฝีมือแต่ไม่มีผู้ใดให้โอกาส
นางใช้เวลาคัดเลือกอยู่นาน ก่อนจะได้หนุ่มสาวอายุถึงวัยทำงานจำนวนสิบห้าคน
บางคนหน้าตาโดดเด่น บางคนมีน้ำเสียงไพเราะ บางคนรูปร่างเหมาะกับการร่ายรำ แม้เสื้อผ้าบนกายจะเก่าและมอมแมม แต่แววตาของทุกคนยังมีประกายของความมุ่งมั่น
เยว่ฉีมองพวกเขาทีละคน ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าไม่ต้องการคนที่รำงดงามตามตำรา ไม่ต้องการคนที่ร้องเพลงเหมือนนักร้องในสำนักสังคีตทั่วไป และยิ่งไม่ต้องการคนที่คิดว่าตนเองทำได้ดีพอแล้ว”
เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบห้าคนมองนางอย่างประหม่า
เยว่ฉีก้าวออกมายืนตรงหน้าพวกเขา
“สิ่งที่ข้าต้องการคือคนที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิต ตัวข้าคือเจ้าของ หอรวมดารา หากพวกเจ้ายินดีติดตามข้า ข้าจะจัดที่พักให้ มีอาหารให้กินครบสามมื้อ มีเครื่องแต่งกาย และเมื่อผ่านการฝึกจนสามารถขึ้นแสดงได้ พวกเจ้าจะได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ”
เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นทันที ชายหนุ่มคนหนึ่งรวบรวมความกล้าถาม
“แม่นาง ท่านพูดจริงหรือขอรับ พวกเราจะมีที่พักและอาหารให้กินทุกวันจริง ๆ หรือ”
“จริง” หญิงสาวอีกคนถามอย่างไม่แน่ใจ
“แล้วพวกเราต้องขายตัวหรือไม่เจ้าคะ”
เยว่ฉีเลิกคิ้ว “ไม่ต้อง”
เด็กสาวมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราต้องทำสิ่งใด”
“ฝึก”
“ฝึกหรือเจ้าคะ”
“ร้องเพลง ร่ายรำ ฝึกการแสดง ฝึกกิริยา ฝึกการพูด ฝึกดูแลรูปลักษณ์ของตนเอง และเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น” เยว่ฉีกวาดตามองทุกคน
“ข้าจะสอนสิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยเรียน และจะฝึกพวกเจ้าในแบบที่เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่ข้ามีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว ต้องปฏิบัติตามกฎและฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัด ใครเกียจคร้าน ใครสร้างปัญหา หรือใครคิดว่าตัวเองทนไม่ไหว สามารถเดินออกไปได้ทุกเมื่อ ข้าไม่รั้ง”
“ถ้าพวกเราทำได้” ชายหนุ่มคนเดิมถาม
“ชีวิตของพวกเราจะดีขึ้นจริงหรือขอรับ”
เยว่ฉีมองเขาตรงๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากพวกเจ้ามีความสามารถและพยายามมากพอ ข้าจะทำให้วันหนึ่งผู้คนทั้งเมืองหลวงต้องยอมจ่ายเงินเพื่อมาดูพวกเจ้าบนเวที” เด็กหนุ่มสาวต่างหันมองหน้ากัน
สำหรับคนที่เกิดมาท่ามกลางความยากจนและไร้โอกาส เพียงการมีอาหารอิ่มท้องกับหลังคาคุ้มศีรษะก็แทบเป็นความฝันแล้ว แต่นางกลับบอกว่าพวกเขาสามารถมีค่าตอบแทนและมีอนาคตที่ดีกว่านี้ได้
ไม่นาน คนทั้งสิบห้าก็พร้อมใจกันคุกเข่าลง
“พวกเรายินดีขอรับ!”
“พวกเราจะตั้งใจฝึกเจ้าค่ะ”
เยว่ฉีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ดี เช่นนั้นตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าคือคนของหอรวมดารา” เสี่ยวถาวที่ยืนอยู่ข้างกายมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
เมื่อสามวันก่อนนางยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า ‘สร้างดารา’ ที่คุณหนูพูดถึงหมายความว่าอย่างไร แต่ตอนนี้ นางเริ่มอยากเห็นแล้วว่าเด็กหนุ่มสาวมอมแมมทั้งสิบห้าคนตรงหน้า จะเปลี่ยนแปลงไปได้มากเพียงใด
หลังพาคนทั้งหมดกลับมายังหอรวมดารา เยว่ฉีก็สั่งซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่และของใช้จำเป็นมาแจกจ่ายให้แต่ละคน
ทว่าขณะที่นางกำลังตรวจดูเครื่องแต่งกายอยู่นั้น สาวใช้คนหนึ่งจากตระกูลเซียวซึ่งบังเอิญเดินผ่านบริเวณตลาดและเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เมื่อจำหลินเยว่ฉีได้ นางก็รีบนำเรื่องทั้งหมดกลับไปรายงานที่จวนทันที
ภายในเรือนใหญ่ของตระกูลเซียว
“เหอะ! ไปกว้านซื้อตึกผีสิงท้ายเมือง แถมยังรับพวกเด็กกำพร้ากับคนยากไร้มาเลี้ยงอีกอย่างนั้นหรือ”
ฮูหยินใหญ่ฉินแค่นหัวเราะอย่างสะใจ ขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ข้าก็นึกว่านางจะเอาเงินห้าร้อยตำลึงทองไปทำสิ่งใด ที่แท้ก็เอาไปละลายทิ้งกับพวกขยะข้างถนน ดูท่านางคงคิดว่าเงินห้าร้อยตำลึงทองใช้ได้ไม่มีวันหมดกระมัง”
เซียวเหวินฮั่นซึ่งนั่งอ่านตำราอยู่อีกด้านปรายตามองขึ้นมา ก่อนยกยิ้มอย่างสมเพช
“ปล่อยนางไปเถิดฮูหยิน เงินห้าร้อยตำลึงหมดเมื่อใด นางก็คงต้องคลานกลับมาคุกเข่าขอเศษเงินจากข้าเอง” ฮูหยินใหญ่ฉินหัวเราะ
“ท่านพี่คิดว่านางจะทนได้สักกี่วันเจ้าคะ”
“อย่างมากก็ไม่กี่เดือน” เซียวเหวินฮั่นปิดหนังสือในมืออย่างไม่ใส่ใจ
“สตรีที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการค้า กลับคิดจะทำกิจการในเมืองหลวง ที่นี่มีทั้งพ่อค้ามากเล่ห์และสำนักสังคีตเก่าแก่ นางคิดหรือว่าเพียงมีเงินก้อนหนึ่งก็สามารถตั้งตัวได้ ช่างโง่เขลาและไม่รู้ประมาณตนเสียจริง”
“ข้าก็อยากเห็นนักว่าเมื่อเงินหมด นางจะยังปากเก่งเหมือนวันออกจากจวนหรือไม่” เซียวเหวินฮั่นแค่นหัวเราะ
“ถึงวันนั้น ต่อให้นางคุกเข่าร้องไห้อยู่หน้าประตู ข้าก็ไม่รับนางกลับมาง่ายๆ หรอก”
สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความสะใจ ราวกับมองเห็นวันที่หลินเยว่ฉีหมดเนื้อหมดตัวและต้องซมซานกลับมาขอความเมตตาอยู่ตรงหน้าแล้ว
โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าขยะข้างถนน ที่พวกเขากำลังหัวเราะเยาะนั้น บัดนี้ได้ก้าวเข้าสู่หอรวมดาราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในมือของหลินเยว่ฉี ไม่มีคำว่าขยะ
มีเพียงวัตถุดิบชั้นดีที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน
อีกไม่นาน คนหนุ่มสาวที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแลเหล่านี้ จะถูกนางขัดเกลาจนกลายเป็น ‘อัญมณีล้ำค่า’
อัญมณีที่วันหนึ่ง ต่อให้กองทองคำไว้ตรงหน้า ก็อาจไม่สามารถประเมินค่าของพวกเขาได้
ลานกว้างใจกลางหอรวมดาราถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ฝึกซ้อมขนาดใหญ่ กระจกเงาบานโตซึ่งสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษถูกติดตั้งตามแนวผนัง เพื่อให้เหล่าเด็กฝึกมองเห็นท่วงท่าของตนเองได้อย่างชัดเจนทุกมุม
เสียงไม้เคาะจังหวะในมือของหลินเยว่ฉีดังสม่ำเสมอ หนักแน่น และไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรน
“จัดระเบียบร่างกายใหม่ หลังตรง ไหล่ผ่อน ส้นเท้าชิด อย่าปล่อยให้ช่วงล่างเสียจังหวะ”
เยว่ฉีเดินตรวจแถวเด็กฝึกทั้งสิบห้าคนด้วยสายตาเฉียบคม ก่อนใช้ปลายไม้แตะเบาๆ ตรงข้อศอกของเด็กสาวคนหนึ่งให้ยกสูงขึ้นอีกเล็กน้อย
“การแสดงของหอรวมดาราไม่ใช่การบิดกายออเซาะแบบหอคณิกา และไม่ใช่การรำถวายพระพรที่ดูไปไม่ถึงครึ่งเพลงก็ชวนให้ง่วง แต่คือการแสดงที่ต้องสะกดสายตาผู้ชมตั้งแต่ชั่วพริบตาแรก พวกเจ้าต้องทำให้คนดูละสายตาไม่ได้ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ”
