6
“เจ้าค่ะ ข้าจะทำให้ได้”
“ดี จำเอาไว้พวกเจ้าต้องมีความมั่นใจในตัวเอง”
เยว่ฉียกยิ้ม ก่อนหันมองเหล่าเด็กฝึกที่บัดนี้เริ่มมีเค้าของ ‘ศิลปิน’ มากกว่าคนยากไร้ที่นางพบครั้งแรก
“อีกสามวัน ข้าจะทำให้คนทั้งเมืองหลวงต้องตะลึงจนลืมหายใจ และหลังจากคืนนั้น พวกเขาจะต้องจดจำชื่อของหอรวมดาราไปอีกนาน” เหล่าเด็กฝึกสบตากัน ก่อนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
ความเหน็ดเหนื่อยจากหลายวันที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้แววตาของพวกเขาหม่นลง ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น
ทุกคนรู้ดีว่าโชคชะตาของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเด็กกำพร้า คนยากไร้ และนักดนตรีตกอับที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแล วันนี้พวกเขามีที่อยู่ มีอาหาร มีเป้าหมาย และมีเวทีที่กำลังรออยู่ตรงหน้า
และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขามีนายหญิงผู้ยื่นมือฉุดพวกเขาขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของชีวิต
ดังนั้นไม่ว่าจะต้องฝึกหนักเพียงใด พวกเขาก็พร้อมจะทุ่มเทสุดกำลัง
เพื่อหอรวมดารา เพื่ออนาคตของตนเอง และเพื่อสร้างตำนานบทใหม่ไปพร้อมกับหลินเยว่ฉี
คืนวันเปิดทำการวันแรกของ ‘หอรวมดารา’ มาถึง
บริเวณรอบอาคารท้ายเมืองที่เคยเงียบสงัด พลันคึกคักขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โคมแก้วเจียระไนหลากสีถูกแขวนเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูไปจนถึงลานด้านใน แสงสะท้อนระยิบระยับไปทั่วทั้งย่าน ขณะที่กลิ่นเครื่องหอมสูตรพิเศษซึ่งหลินเยว่ฉีสั่งทำไว้ลอยอบอวลบาง ๆ ช่วยสร้างบรรยากาศหรูหราโดยไม่ฉุนจนเกินไป
ผู้คนที่สัญจรผ่านต่างพากันชะลอฝีเท้า หลายคนถึงกับหยุดยืนมองด้วยความตื่นตะลึง
“นี่คือสำนักสังคีตผีสิงหลังเก่านั่นจริงหรือ”
“เมื่อเดือนก่อนข้ายังเห็นประตูพัง ๆ อยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้!”
“ได้ยินว่าคนที่ซื้อต่อคืออดีตอนุภรรยาของตระกูลเซียว”
“หลินเยว่ฉีน่ะหรือ”
“ใช่ นางตั้งชื่อใหม่ว่า ‘หอรวมดารา’ เห็นว่าเปิดคืนนี้เป็นคืนแรก” คำเล่าลือทำให้ผู้คนที่เดิมเพียงคิดมาเปิดหูเปิดตา ยิ่งอยากเข้าไปเห็นกับตาตนเอง และทันทีที่ก้าวผ่านประตูใหญ่เข้าไป หลายคนก็ต้องชะงัก
อาคารไม้สามชั้นที่เคยทรุดโทรมได้รับการปรับปรุงใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ภายในตกแต่งอย่างเรียบหรู ใช้สีเข้มตัดกับทองและแดงอย่างพอเหมาะ ไม่มีม่านบางหรือภาพวาดยั่วยวนแบบหอโคมแดงทั่วไป
ชั้นล่างจัดเป็นที่นั่งสำหรับแขกทั่วไป ส่วนชั้นสองและชั้นสามเป็นห้องรับรองส่วนตัวซึ่งถูกจับจองจนแทบไม่เหลือที่ว่าง ภายในเต็มไปด้วยเหล่าฮูหยิน คุณหนูจากตระกูลใหญ่ คหบดี และบุตรหลานขุนนางที่พากันมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นั่นหรือหอรวมดาราของอดีตอนุภรรยาตระกูลเซียว”
“ตกแต่งเสียหรูหราถึงเพียงนี้ นางเอาเงินมาจากที่ใดกัน”
“ข้าได้ยินว่านางเอาเงินที่ได้จากการหย่ามาลงทุนทั้งหมด”
“กล้าดีนัก หากคืนนี้ไม่เป็นอย่างที่ร่ำลือ คงได้กลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมืองแน่”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่หลินเยว่ฉีไม่ได้สนใจ
นางยืนอยู่ด้านหลังม่านบนชั้นสาม ตรวจดูทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันไปหาเสี่ยวถาว
“คนครบหรือยัง”
“ครบแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวถาวรีบตอบ
“ห้องรับรองชั้นสองเต็มทั้งหมด ส่วนชั้นสามเหลือเพียงห้องเดียวเจ้าค่ะ แต่คุณหนู คนด้านล่างยังเข้ามาไม่หยุดเลยนะเจ้าคะ”
เยว่ฉียกมุมปาก “ดี ยิ่งมากยิ่งดี”
“เด็กๆ ตื่นเต้นกันมากเจ้าค่ะ มือสั่นกันเชียว”
“ใครมือสั่น”
เสี่ยวถาวหลุดหัวเราะ
“แทบทุกคนเจ้าค่ะ”
เยว่ฉีหันไปมองเหล่าเด็กฝึกที่ยืนรออยู่หลังม่าน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“บอกพวกเขาว่าห้ามมองคนดูเป็นร้อยคน ให้มองเหมือนกำลังแสดงให้คนเพียงคนเดียวดู ถ้าควบคุมสายตาได้ เวทีก็เป็นของเรา”
“เจ้าค่ะ”
ไม่นานนัก เสียงกริ่งทองแดงดังขึ้นสามครั้ง แสงจากโคมรอบห้องค่อยๆ ลดลง เสียงพูดคุยที่เคยอื้ออึงเงียบลงทีละน้อย
ทันใดนั้น เสียงพิณ กลอง และเครื่องสายหลายชนิดก็ดังประสานขึ้นในจังหวะที่แปลกใหม่ หนักแน่น และเร้าใจกว่าสิ่งที่ผู้ชมเคยได้ยิน
“นี่เพลงอะไร”
“จังหวะเร็วเหลือเกิน!”
“แต่กลับเข้ากันอย่างประหลาด” สิ้นเสียงซุบซิบ แสงจากโคมแก้วซึ่งติดแผ่นทองเหลืองสะท้อนแสงก็พลันสาดลงกลางเวที
เวทีส่วนกลางถูกออกแบบให้ยื่นเป็นทางยาวและมีส่วนปลายขวางออกไปทั้งซ้ายและขวา ทำให้นักแสดงสามารถเดินเข้าใกล้ผู้ชมได้มากกว่าการแสดงทั่วไป
ม่านสีชาดค่อยๆ แหวกออก เหล่าเด็กฝึกหญิงก้าวออกมาทีละคน
ทุกคนสวมชุดผ้าไหมประยุกต์สีสันสดใส ทรงเสื้อกระชับพอดีตัวแต่ยังสุภาพ ชายผ้าถูกออกแบบให้พลิ้วตามจังหวะการเคลื่อนไหว เครื่องประดับเลือกใช้เพียงไม่กี่ชิ้นเพื่อไม่ให้แย่งความสนใจจากใบหน้า
ทันทีที่เสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง พวกนางก็เริ่มขยับกายพร้อมเพรียงกัน
ไม่ใช่การรำอ่อนช้อยตามแบบที่ผู้คนคุ้นเคย
ไม่ใช่การยั่วยวนแบบหอโคมแดง
แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แข็งแรง และมีจังหวะชัดเจน ทุกท่าถูกจัดวางให้เกิดภาพที่สะดุดตา ทั้งการหมุนตัว การเปลี่ยนตำแหน่ง การยกแขน และการเคลื่อนแถวไปพร้อมกัน
ผู้ชมชั้นล่างเริ่มเอนตัวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
“นั่น... นั่นไม่ใช่ระบำพื้นเมืองแน่”
“พวกนางเคลื่อนไหวพร้อมกันได้อย่างไร”
“ดูสิ ตอนเปลี่ยนแถวเหมือนดอกไม้กำลังบานเลย”
บนชั้นสอง คุณหนูผู้หนึ่งยกมือทาบอกด้วยความตื่นเต้น
“สวรรค์ เสื้อผ้าพวกนั้นตัดเย็บประหลาดนัก แต่กลับงดงามเหลือเกิน”
สหายที่นั่งข้างกันรีบพยักหน้า
“ข้าชอบชุดสีชมพูนั่น ชายแขนไม่ยาวรุ่มร่าม เวลาหมุนตัวแล้วสวยมาก”
“ข้าชอบสีเขียวมากกว่า ดูสดใสเหลือเกิน”
การแสดงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถึงช่วงกลาง เพลงพลันเปลี่ยนจังหวะ
เหล่าเด็กฝึกหญิงหยุดเต้นพร้อมกัน ก่อนแยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางตรงกลางเวที
จากนั้นเด็กฝึกอีกกลุ่มจึงทยอยเดินออกมา ครั้งนี้ไม่ใช่การร่ายรำ แต่เป็นการเดินอวดเครื่องแต่งกายที่หลินเยว่ฉีออกแบบไว้ แต่ละคนเดินอย่างมั่นใจด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อมาถึงปลายเวทีก็หยุดหมุนตัวเล็กน้อยให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดของอาภรณ์ ก่อนเดินกลับ
ชายผ้าไหมพลิ้วไหวไปตามจังหวะก้าว สีแต่ละชุดถูกจับคู่ให้โดดเด่นแตกต่างกัน แต่เมื่อยืนรวมกันกลับกลมกลืนอย่างน่าประหลาด
บรรดาฮูหยินบนชั้นสองเริ่มนั่งไม่ติด
“ชุดสีม่วงตัวนั้นงดงามนัก”
“ไปถามให้ข้าทีว่าหอรวมดารารับตัดชุดเช่นนั้นหรือไม่”
“แล้วชุดสีแดงเมื่อครู่ด้วย ข้าอยากได้แบบเดียวกันก่อนงานเลี้ยงเดือนหน้า”
สาวใช้หลายคนจึงรีบออกจากห้องรับรองแทบพร้อมกัน ตรงมุมมืดบนชั้นสาม หลินเยว่ฉียืนกอดอกมองภาพเบื้องล่างด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามที่นางคาด ผู้ชมไม่ได้เพียงชื่นชมการแสดง แต่พวกเขาเริ่มอยากครอบครองสิ่งที่เห็นบนเวทีแล้ว
นั่นต่างหากคือหัวใจสำคัญ
วิถีของศิลปินและการแสดงเครื่องแต่งกายจากโลกเดิม เมื่อนำมาปรับใช้กับยุคนี้ จะไม่ทำให้คนตื่นตะลึงได้อย่างไร
เสี่ยวถาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับยิ้มไม่หุบ
“คุณหนูเจ้าคะ มีสาวใช้จากห้องรับรองชั้นสองมาถามเรื่องเสื้อผ้าห้าคนแล้วเจ้าค่ะ”
