3
สองข้างทางมีทั้งโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยผู้คน สำนักสังคีตที่มีนักดนตรีบรรเลงพิณขับร้องบทเพลงเนิบช้า รวมถึงหอโคมแดงที่ใช้หญิงงามเป็นจุดดึงดูดลูกค้ามากกว่าจะขายศิลปะการแสดงอย่างแท้จริง
เยว่ฉีเดินดูอยู่หลายแห่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ
“จืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี” นางพึมพำ
“ความบันเทิงของยุคนี้มีเพียงนั่งจิบชาฟังคนดีดพิณ หรือไม่ก็ดูระบำอวยพรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการสร้างดาวเด่น ไม่มีการสร้างกระแส และที่สำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมคลั่งไคล้จนยอมควักเงินออกจากกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำอีก” เสี่ยวถาวที่เดินตามอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ
“คุณหนูพูดถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจ”
“สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับอย่างไรเล่า”
“แฟน... อะไรนะเจ้าคะ”
เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา
“ช่างเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจเอง”
เสี่ยวถาวได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง แล้วเดินตามนายสาวต่อไป
กระทั่งเดินผ่านย่านท้ายเมืองซึ่งอยู่ติดกับเขตการค้า สายตาของเยว่ฉีก็สะดุดเข้ากับอาคารไม้ขนาดใหญ่สามชั้นหลังหนึ่ง
แม้ตัวอาคารจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังบางส่วนแตกร้าว สีซีดจาง และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่โครงสร้างหลักกลับยังแข็งแรง ไม้ที่ใช้ก่อสร้างก็ดูออกว่าเป็นไม้เนื้อดี ด้านในยังมีลานกว้างขนาดใหญ่ สามารถรองรับผู้คนได้จำนวนไม่น้อย
เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้เก่าเขียนคำว่า ‘สำนักสังคีตจิงอวิ๋น’ ห้อยเอียงกระเท่เร่ราวกับพร้อมจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
เยว่ฉีหยุดเดินทันที
“ตึกหลังนั้นเหตุใดจึงถูกทิ้งร้าง”
แม่ค้าขายซาลาเปาที่ตั้งแผงอยู่ไม่ไกลหันไปมองตาม ก่อนถอนหายใจ
“โธ่... แม่นาง ตึกนั้นเมื่อก่อนเคยเป็นสำนักสังคีตที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างเจ้าค่ะ แต่เจ้าของเดิมติดการพนันจนเป็นหนี้สินก้อนโต สุดท้ายต้องขายทรัพย์สินแล้วหลบหนีออกจากเมืองไป หลังจากนั้นก็มีข่าวลือว่ามีคนตายในอาคาร กลางคืนมักได้ยินเสียงคนร้องเพลงทั้งที่ไม่มีผู้ใดอยู่ข้างใน ผู้คนจึงลือกันว่าผีสิง ไม่มีใครกล้าซื้อต่อ ร้างมาร่วมปีแล้วเจ้าค่ะ”
“ผีสิงหรือ” เยว่ฉีเลิกคิ้ว ก่อนหันกลับไปพิจารณาอาคารอีกครั้ง แทนที่จะหวาดกลัว ดวงตาของนางกลับยิ่งเป็นประกาย
อาคารสามชั้น พื้นที่กว้างขวาง โครงสร้างยังดี ที่สำคัญทำเลแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างย่านการค้ากับเขตที่พักของเหล่าคหบดี หากปรับปรุงด้านหน้าให้โดดเด่น ลูกค้าจากทั้งสองฝั่งก็สามารถเดินทางมาได้สะดวก
ด้านในยังมีลานกว้าง หากดัดแปลงเป็นเวทีใหญ่แล้วจัดการแสดงกลางแจ้งขึ้นมา เยว่ฉียกยิ้มทันที
“ทำเลทองชัดๆ”
“คุณหนู” เสี่ยวถาวมองตามสายตานายสาว ก่อนใบหน้าจะซีดลง
“ท่านอย่าบอกนะเจ้าคะว่า...”
“ข้าจะซื้อที่นี่”
“หา!” เสี่ยวถาวแทบทำห่อผ้าหลุดมือ
“แต่เมื่อครู่ท่านป้าบอกว่าที่นี่มีผีนะเจ้าคะ”
“ผีแล้วอย่างไร” เยว่ฉีหันมายิ้ม
“ผีจ่ายค่าเช่าหรือไม่”
“ไม่... ไม่เจ้าค่ะ”
“ผีเป็นเจ้าของโฉนดหรือ”
“ก็คง... ไม่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเราจะกลัวมันทำไม”
เสี่ยวถาวอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เยว่ฉีไม่รอช้า นางใช้ทองคำสิบตำลึงเป็นค่าดำเนินการให้นายหน้าค้าที่ดินช่วยตามหาเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมตรวจสอบเอกสารของอาคารอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สินหรือข้อพิพาทติดค้าง จึงเริ่มเจรจาขอซื้อทันที
เพราะข่าวลือเรื่องผีสิงทำให้อาคารหลังนี้ไม่มีผู้ใดสนใจมานาน เจ้าของกรรมสิทธิ์คนปัจจุบันเองก็อยากปล่อยทรัพย์สินเต็มแก่ เยว่ฉีจึงสามารถกดราคาลงมาได้มากกว่าครึ่งจากราคาปกติของอาคารขนาดเดียวกันในละแวกนี้
หลังจากต่อรองกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดสัญญาซื้อขายก็ถูกลงนาม
เยว่ฉีรับเอกสารกรรมสิทธิ์มาไว้ในมือ ก่อนเงยหน้ามองอาคารสามชั้นตรงหน้าอีกครั้ง
สถานที่ซึ่งผู้คนต่างพากันหลีกหนี บัดนี้กลายเป็นทรัพย์สินชิ้นแรกในชีวิตใหม่ของนางแล้ว
“เอาล่ะ เสี่ยวถาว”
“เจ้าคะ”
เยว่ฉียืนกอดอก มองอาคารเก่าทรุดโทรมด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ตึกร้าง หากเป็นอาณาจักรเงินทองที่กำลังรอให้นางปลุกมันขึ้นมา
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่นี่จะไม่ใช่สำนักสังคีตผีสิงอีกต่อไป” เสี่ยวถาวเงยหน้ามองป้ายเก่าที่แกว่งไกวไปตามสายลม แล้วทำตาปริบ ๆ
“แล้วจะเรียกว่าอะไรหรือเจ้าคะ”
ริมฝีปากของเยว่ฉียกขึ้นเป็นรอยยิ้มมั่นใจ
“หอรวมดารา”
“หอ... หอรวมดาราหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้อง” เยว่ฉีพยักหน้า
“ข้าจะทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานเริงรมย์และสำนักศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ไม่ว่าจะร้องเพลง เต้นรำ การแสดง เครื่องแต่งกาย หรือสิ่งบันเทิงรูปแบบใหม่ ทุกอย่างที่คนทั้งเมืองไม่เคยเห็น จะได้เห็นจากที่นี่เป็นแห่งแรก” เสี่ยวถาวฟังเสียจนตาโต ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แต่คุณหนูเจ้าคะ ต่อให้พวกเรามีสถานที่แล้ว แต่พวกเราจะไปหาดาราจากที่ใดกันเจ้าคะ”
เยว่ฉีหันมามองสาวใช้ ภาพเด็กฝึกนับร้อยที่นางเคยคัดเลือก ปั้น และผลักดันขึ้นสู่เวทีระดับโลกผุดขึ้นในหัว
นางยกยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ
“ไปหาดาราหรือ ไม่จำเป็น...”
เสี่ยวถาวกะพริบตา
“แล้วจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
เยว่ฉีหันกลับไปมองอาคารสามชั้นตรงหน้า ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“เราจะ ‘สร้าง’ พวกเขาขึ้นมาเอง”
สามวันต่อมา เสียงค้อนกระทบไม้และเสียงขวานดังสลับกันอย่างต่อเนื่องจากอาคารร้างท้ายเมืองที่เคยเงียบสงัด บรรดาช่างไม้และคนงานเดินเข้าออกกันขวักไขว่ บ้างซ่อมพื้น บ้างเปลี่ยนบานประตูหน้าต่าง บ้างขนไม้ใหม่เข้าไปเสริมส่วนที่ผุพัง จนสถานที่ซึ่งเคยถูกเล่าลือว่ามีผีสิงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
กลางลานกว้าง หลินเยว่ฉีสวมชุดรัดกุมคล่องตัว รวบเส้นผมขึ้นอย่างเรียบง่าย นางกางม้วนกระดาษแบบแปลนที่วาดขึ้นด้วยตนเองลงบนโต๊ะไม้ โดยมีนายช่างใหญ่ เสี่ยวถาว และช่างอีกสองสามคนยืนล้อมวงฟังอย่างตั้งใจ
“เวทีตรงกลางให้ยื่นออกมาเป็นทางยาว แล้วทำส่วนปลายขวางออกไปทั้งซ้ายและขวาเช่นนี้ นักแสดงจะได้เดินออกมาใกล้ผู้ชมมากขึ้น” เยว่ฉีใช้นิ้วลากไปตามเส้นที่วาดไว้เป็นรูปตัวทีบนกระดาษ
“ส่วนชั้นสองกับชั้นสามทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ให้กั้นเป็นห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกกระเป๋าหนัก ใช้ฉากไม้ฉลุลายกั้นด้านหน้า คนข้างในต้องมองเห็นเวทีได้ชัดเจน แต่คนด้านล่างไม่ควรมองเห็นผู้ที่นั่งอยู่ภายใน” นายช่างใหญ่ลูบเคราพลางเพ่งมองแบบแปลน
“ทำเช่นนี้แขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถชมการแสดงได้โดยไม่ต้องปะปนกับผู้คนด้านล่าง ความคิดนี้ดีจริงๆ”
“แน่นอน” เยว่ฉียกยิ้ม ก่อนเคาะนิ้วลงบนอีกตำแหน่งหนึ่ง
“และที่สำคัญที่สุดคือแสงบนเวที ข้าต้องการโคมแก้วเนื้อใสหลายชุด ด้านหลังโคมให้ติดแผ่นทองเหลืองขัดเงาเพื่อช่วยสะท้อนแสง แล้วจัดวางตามตำแหน่งที่ข้ากำหนด แสงทั้งหมดต้องพุ่งไปยังเวที ไม่ใช่ส่องกระจัดกระจายไปทั่วห้อง”
นายช่างใหญ่ชะงัก
“ใช้แผ่นทองเหลืองสะท้อนแสงหรือ”
“ถูกต้อง”
“แล้วโคมพวกนี้เล่า”
“ใช้น้ำมันตะเกียงชั้นดีที่เผาไหม้สะอาด ไม่เกิดควันมากเกินไป ส่วนกลิ่นหอมให้ใช้เครื่องหอมแยกต่างหาก อย่าใส่ลงในน้ำมันตะเกียง” เยว่ฉีกำชับ
