ตอนที่ 3 เอาชนะ
“ท่านย่าของขวัญชิ้นนี้ของหลานเป็นผ้าปักคำอวยพร เชิญท่านย่าเจ้าค่ะ” ชิงเยว่ผายมือเชื้อเชิญให้ผู้เป็นย่าได้ดูผ้าสีทองที่สาวใช้นำมากางออก ทันทีที่ผ้ากางออกก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในงานเพราะภาพปักรูปนกกระเรียนเหยียบบนกิ่งสนยืนต้นตาย ซ้ำปีกนกกระเรียนยังปักให้คล้ายกำลังจะทยานโบยบินอีกเสียนี่จึงทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นเซ็งแซ่จนทำให้ชิงเยว่ยิ้มย่องในใจ
โดยหารู้ไม่ว่าบัดนี้ในงานถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งขุนนางและบรรดาฮูหยินที่รู้เพียงความหมายด้านเดียวมิรู้จักตีความต่างแย้มยิ้มชื่นชมคุณหนูรองที่มีความสามารถปักลายผ้าออกมาได้ประณีตซ้ำความหมายล้ำลึก แต่หากฝ่ายบัณฑิตเล่าต่างกลืนน้ำลายฝืด ๆ สีหน้าเจื่อนเต็มที รวมไปถึงจ้าวหยางและเหออ๋องต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
‘แปะ ๆ ๆ’
“ล้วนงดงาม ๆ อะเอ่อหลานย่าไม่ว่าเจ้าปักสิ่งใดย่าก็ล้วนชอบ ๆ หลานย่าช่างมีความสามารถจริง ๆ ขอบคุณ ๆ” สีหน้าของเหล่าฮูหยินเองก็ยิ้มเพียงครึ่งมิเต็มปาก เอ่ยน้ำเสียงเพียงแบ่งรับแบ่งสู้เพียงเท่านั้น ความผิดปกติที่รับรู้ได้ทำให้ชิงเยว่และซูฉีฮูหยินเริ่มรู้ตัว สองแม่ลูกได้แต่หันมองหน้ากันคล้ายสงสัยก่อนนางจะกลับเข้ามานั่งประจำที่ตนเมื่อถึงคราผู้เป็นพี่สาวนำของขวัญมามอบบ้าง
“ท่านย่าเจ้าคะ น้องรองยังเด็กและซูเหยาเกรงว่าท่านบัณฑิตที่รู้ความหมายอีกแง่ของภาพปักของน้องรองจะมิสบายใจ แต่อย่าได้ถือสานางเลยเจ้าค่ะซูเหยาเชื่อว่าในงานวันนี้ก็มีบางท่านที่ยังมิรู้ความหมายอีกแง่ของมัน ช่างบังเอิญเสียจริงเราสองพี่น้องจิตใจตรงกันภาพปักนกกระเรียนคู่สนนี้ซูเหยาเองก็ตั้งใจปักขึ้นเพื่ออวยพรให้ท่านย่าเช่นกันเพียงแตกต่างเล็กน้อยเจ้าค่ะ ถานเยว่ ” เสียงหวานที่พูดเชื้อเชิญอย่างจงใจเสียดสีคุณหนูรองนั้นทำให้ผู้คนในงานมิทันได้เฉลียวใจแต่หยางจวิ้นอ๋องนั้นกลับมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าซูเหยานั้นต้องการทำสิ่งใด และสองแม่ลูกก็ถึงกับควันอออกหูเลยทีเดียวพวกนางแทบเก็บอารมณ์ไว้ไม่มิดเมื่อรู้ตัวว่าถูกซูเหยาเล่นงานเข้าเสียแล้ว
“หยางเอ่อร์ ๆ ข้าว่าครอบครัวนี้น่าสนใจดีเสียจริง หึ ๆ คุณหนูใหญ่ผู้นี้แสบอยู่มิน้อยทีเดียวล่ะ นางเอ่ยตำหนิผู้อื่นได้อย่างแยบยลนักเกรงว่าครอบครัวเสนาบดีหลินนั้นจะมีคลื่นใต้น้ำเข้าให้แล้วล่ะ ฮ่า ๆ ” เหออ๋องยกสุราขึ้นจิบพร้อมชมเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจและรู้สึกบันเทิงอยู่มิน้อย
“หึ! นางจิตใจชั่วร้ายต่างหากเล่าท่านอา” จ้าวหยางเอ่ยมิผิด เขารึจะดูนางไม่ออกใบหน้างดงามที่ซ่อนความร้ายกาจไว้ล่อลวงผู้อื่น เกรงว่าเหตุการณ์วันนี้ก็เป็นนางที่ตั้งใจกลั่นแกล้งชิงเยว่ แม้ในใจจะไม่พอใจแต่จ้าวอ๋องยังคงท่าทีนิ่งเฉยมองซูเหยาแสดงต่อนิ่ง ๆ
“ท่านอ๋อง” ชิงเยว่เมื่อดูท่าแล้วครานี้เป็นนางที่เพลี่ยงพล้ำจึงหันมาส่งสายตาน่าสงสารกับหยางจวิ้นอ๋องเพื่อขอความเห็นใจแทน และไม่ผิดนางได้รับฝ่ามือใหญ่ของเขาตบเข้าเบา ๆ ที่มือเพื่อปลอบประโลมนั่นทำให้นางแย้มยิ้มออกมาได้ ข้าเสียหน้าแล้วอย่างไรเล่าซูเหยาขอแค่ตอนนี้ท่านอ๋องเข้าใจข้าก็เป็นพอ นี่มิใช่หรือที่เป็นชัยชนะที่แท้จริง หึ!
ซูเหยาที่บัดนี้รอสาวใช้เปิดม้วนผ้าที่นางปักอยู่และด้วยที่ยืนหันหลงให้จ้าวอ๋องจึงมิได้ทันเห็นท่าทีคลอเคลียกันของทั้งสอง
“ท่านย่าภาพของหลานนี้ก็เป็นนกกระเรียนคู่สนเจ้าค่ะ เพียงต้นสนของหลานเป็นต้นสนที่เขียวชะอุ่มหมายถึงท่านย่าที่สู่ฟันฝ่าความยากลำบากเสียหลายปีจนนำพาตระกูลหลินของเราให้ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์มาจนทุกวันนี้ และนกกระเรียนที่หลานปักนี้ก็เพื่ออาศัยความหมายอวยพรให้ท่านย่าแข็งแรงอายุยืนนานเจ้าค่ะ ” ซูเหยากล่าวจบก็แย้มยิ้มโค้งคำนับขอบคุณเสียงปรบมือจากบรรดาแขกในงานอย่างนอบน้อม ก่อนจะชะงักพลันรอยยิ้มจางหายเมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมกันของจ้าวหยางและน้องสาวตนเข้า เพียงครู่ก็ปรับสีหน้าท่าทางเป็นปกติเมื่อท่านย่าเรียกนางเข้าไปกอดพร้อมทั้งมอบรางวัล
“คุณหนูใหญ่นางช่างลึกล้ำภาพปักนี้ของนางสื่อความหมายตรงไปตรงมาเปิดเผย ความหมายมีเพียงด้านเดียวมิมีแอบแฝง ท่านหลินช่างมีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดเฉลียวเพียบพร้อมด้วยสติปัญญายิ่งนักขอรับ”
“นั่นหนะสิ ข้าเห็นด้วย ๆ นางยังมิออกเรียนมิใช่หรือ เห็นทีข้าต้องลองให้แม่สื่อมาทาบทามกับท่านหลินแล้วหล่ะ”
“นางช่างงามและเฉลียวฉลาดเสียจริง”
“ฮ่า ๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก ซูเหยาวันนี้เจ้าหนะทำดีมากดูท่านย่าเจ้าสิยิ้มเสียไม่หยุดเลยนั่น” เสนาบดีหลินพูดอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยกเหล้ามงคลเชิญชวนแขกในงานให้ร่วมดื่ม
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ซูเหยาแย้มยิ้มที่ผู้เป็นพ่อเอ่ยชม
“หลานรักของย่าเจ้าช่างเป็นเด็กดี ดูสิมือเจ้า มือสวย ๆ คู่นี้ต้องทนปักผ้าผืนใหญ่ขนาดนี้ช่างกตัญญูเสียจริง มา ๆ อ่ะนี้กำไลหยกนี้ย่าสวมมิเคยถอดเป็นของแทนใจของปู่เจ้า หยกมันแพะของฮองเฮาจิ้นหนาน เกรงว่าบัดนี้คงราคาสูงลิ่วและเป็นของล้ำค่าหายากแล้วล่ะ เจ้าเก็บเอาไว้นะ ไหนมาดูซิ อืม ๆ เข้ากับข้อมือสวย ๆ นี้ของหลานย่าเสียจริง” เหล่าฮูหยินทั้งกอดทั้งหอมหลานรักอย่างเอ็นดู หลานคนนี้นางเลี้ยงมาเองกับมือด้วยมารดาเสียไปตั้งแต่ยังเล็กจึงรักนางมากเป็นพิเศษ
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านย่า แต่ว่าหลานว่าของแทนใจของท่านปู่นี้...” แม้ซูเหยาจะลำบากใจที่จะรับไว้แต่นางก็พ่ายแพ้ต่อท่านย่าอยู่ดี
“ท่านย่าเจ้าคะ” ซูเหยากำชับอ้อมกอดผู้เป็นย่าสายตาไหวระริกมองจ้าวหยางและชิงเยว่ที่พะเน้าพะนอกันในใจร้าวราน และจ้าวหยางอ๋องก็กะไรอยู่เขามิเห็นรึไรว่านางมองอยู่เหตุใดถึงแสดงออกโจ่งแจ้งนัก ต่อหน้าแขกในงานมากมายเขาอยากประกาศความสัมพันธ์กับน้องรองของนางเลยรึไรกัน และตลอดทั้งงานเลี้ยงอันคึกครื้นซูเหยากลับใจอยู่ไม่สุขเลยตลอดทั้งงาน นางได้แต่กำมือแน่นทนพูดคุยกับบรรดาเหล่าคุณชายคนอื่น ๆ ที่เข้ามาทักทาย โดยที่สายตาคอยวนเวียนเฝ้ามองแต่หยางจวิ้นอ๋องที่นั่งพูดคุยกับผู้เป็นบิดา และข้างกายเขานั้นมีชิงเยว่นางคอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่างอย่างเจ็บแค้นในใจ
‘ไม่นางมิยินยอม เหตุใดจ้าวหยางถึงได้ทำเช่นนี้ ทั้งที่เขาและนางนั้น หึ! ชิงเยว่ในเมื่อจะเป็นศัตรูกับข้าเจ้าก็จงเตรียมรับความพังพินาศไปเสียเถอะ’
