บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 พบกันอีกครั้ง... หวังซิ่วหย่า

“คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่มันผิดกฎหมาย?”

เหอเยว่ถูกโจวเหวินเหอเหวี่ยงลงบนพื้น เธอไม่อยากแกล้งทำตัวเป็นนักเรียนขลาดกลัววัย 18 ปีอีกต่อไป จึงเงยหน้าขึ้นคาดคั้นถาม

โจวเหวินเหอแอบประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อมองเด็กสาวแทบเท้าที่ไม่ยอมก้มหัวให้ง่าย ๆ

นักเรียนที่เคยเข้ามาในห้องเรียนว่างห้องนี้ ต่อให้เป็นผู้ชายตัวโตกว่าเธอ ก็ยังไม่เคยมีใครกล้าใช้สุ้มเสียงแบบนี้พูดกับเขาเลยสักคน

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก สำหรับนักเรียนประเภทนี้ เขามีวิธีจัดการถมเถไป

“เหอเยว่ เธอทำแบบนี้ได้ยังไง ดักไถเงินรุ่นน้องตอนเลิกเรียนงั้นเหรอ?”

เหอเยว่ไม่คิดเลยว่าโจวเหวินเหอจะหน้าด้านไร้ยางอายถึงขนาดกุเรื่องขึ้นมาเพื่อบีบบังคับเธอ เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด่าเขา

“ไอ้หน้าด้าน”

โจวเหวินเหอกลับหัวเราะ เสียงของเขาทุ้มต่ำ สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

“เหอเยว่ แล้วเธอคิดว่าพ่อแม่ของเธอจะเชื่อเธอหรือเชื่อฉันล่ะ?”

หัวใจของเหอเยว่กระตุกวูบ เธอเหรอ? เธอคิดว่าพ่อแม่ต้องเชื่อเขาแน่ ๆ

พ่อแม่ของเธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบคิดเล็กคิดน้อย วางแผนตลบตะแลง พวกเขาจะไปคิดได้ยังไงว่าคนระดับครูบาอาจารย์จะใส่ร้ายป้ายสีนักเรียนของตัวเอง?

อีกอย่าง... พ่อแม่ก็ไม่ได้รักเธออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งเธอไว้ที่ฉวีเฉิงตั้งหลายปีหรอก

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น... เธอคือตัวภาระ และวิธีแก้ปัญหาตัวภาระก็คือการไม่ต้องเห็นมันซะ

โจวเหวินเหอมองความเงียบและขอบตาที่เริ่มแดงระเรื่อของเหอเยว่ เขาเหยียบไหล่ของเธอลงมาด้วยความย่ามใจ บังคับให้เหอเยว่ต้องล้มลงไปนอนกับพื้น

ในขณะที่มือถือของเขาได้ต่อสายตรงถึงแม่ของเหอเยว่

“ฮัลโหล ใช่แม่ของเหอเยว่ไหมครับ?”

เหอเยว่เบิกตากว้างมองโจวเหวินเหออย่างไม่อยากจะเชื่อ

ชาติที่แล้ว กว่าเธอจะได้ยินเสียงของอินโหรวอีกครั้ง ก็คือตอนที่บังเอิญเจอหน้ากันไม่กี่ปีก่อนที่เธอจะโดนรถชนตาย

ภาพของครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่อยู่ด้วยกันอย่างชื่นมื่นในตอนนั้น ทำให้เธอไม่มีความกล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปทักทายด้วยซ้ำ

ไม่คิดเลยว่าการได้ยินเสียงของแม่อีกครั้ง จะเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้

น่าขายหน้าชะมัด

“ครูโจวเหรอคะ ฉันเป็นแม่ของเหอเยว่ค่ะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?” อินโหรวถามกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม

เสียงที่คุ้นเคยทำให้น้ำตาของเหอเยว่ร่วงเผาะ เธอแยกแยะไม่ออกชั่วขณะว่ามันคือความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายปี ความคิดถึง หรือความตัดพ้อกันแน่

“อย่า...” เหอเยว่ก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่น พร้อมเอ่ยปากอ้อนวอนเสียงเบา

“ครูโจวคะ หรือว่าเหอเยว่ไปก่อเรื่องอะไรไว้? หรือว่าเธอสอบตกอีกแล้ว?”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากโจวเหวินเหอ อินโหรวก็ถามสวนกลับมาด้วยความร้อนรนใจทันทีผ่านปลายสาย

โจวเหวินเหอมองท่าทางก้มหน้ายอมจำนนของเหอเยว่ มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เขารออยู่สองสามวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“คุณแม่ครับ จริง ๆ แล้วการสอบย่อยครั้งล่าสุดคะแนนของเหอเยว่พัฒนาขึ้นน่ะครับ ผมเลยโทรมาแจ้งให้คุณแม่ทราบ”

อินโหรวที่อยู่ปลายสายถอนหายใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันอีกสองสามประโยค โจวเหวินเหอถึงได้วางสายไป

เขามองเหอเยว่ที่กำลังสะอื้นไห้อยู่แทบเท้า มุกนี้ใช้ได้ผลชะงัดทุกครั้งจริง ๆ

เด็กพวกที่เรียนแย่หรือบ้านจน สิ่งที่ต้องการที่สุดคือการยอมรับและความรักจากพ่อแม่ แต่สิ่งที่กลัวที่สุด... ก็คือพ่อแม่ของตัวเองเช่นกัน

โจวเหวินเหอย่อตัวลงอย่างเชื่องช้า พลางจ้องลึกเข้าไปในตาของเหอเยว่

“คราวนี้ เธอเต็มใจจะยื่นมือออกมาหรือยัง?”

เยี่ยมมาก เขากุมจุดอ่อนของมดปลวกได้อีกตัวหนึ่งแล้ว

เสียงเพลงวัยรุ่นอันไพเราะลอยละล่องออกมาจากลำโพงกระจายเสียง

ปลิวไปทั่วอาณาบริเวณโรงเรียนอันกว้างใหญ่ ช่วยแต่งแต้มความสนุกสนานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชีวิตการเรียนอันแสนน่าเบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยจากการตะลุยโจทย์ข้อสอบ

ลั่วอี้หลานจับราวระเบียงพลางทอดสายตามองออกไปด้านนอก นักเรียนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่เบื้องล่างไม่ขาดสาย มีเสียงพูดคุยหัวเราะอย่างร่าเริงลอยขึ้นมาให้ได้ยินเป็นระยะ

พวกเขาวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน แต่พอจะผ่านเพื่อนนักเรียนคนอื่น ก็จะรีบเบรกตัวโก่งเพราะกลัวจะชนกัน

ลั่วอี้หลานมองภาพเหล่านั้นแล้ว ดวงตาก็ค่อย ๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว

“มื้อเย็น” แซนด์วิชชิ้นหนึ่งถูกยื่นมาจากด้านหลัง ลั่วอี้หลานไม่ต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่าเป็นเยว่โจว เพราะพวกเขาสองคนเป็นคู่หูประจำห้องกระจายเสียงมาโดยตลอด

หากจะบอกว่านักเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนมัธยมปลายฉวีเฉิงคือลั่วอี้หลาน นั่นก็เพราะเธอสวย ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนก็สามารถดึงดูดสายตาผู้คนได้ทันที

ทว่าภายใต้ใบหน้าสะสวยเช่นนี้ เธอกลับเฉลียวฉลาดจนไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าดูถูกเธอได้เลย

และในโรงเรียนนี้ คนที่พอจะเคียงบารมีกับเธอได้ก็นับว่ามีน้อยเต็มที ซึ่งเยว่โจวคือหนึ่งในนั้น

นอกเหนือจากการแย่งชิงอันดับหนึ่งและอันดับสองกับลั่วอี้หลานทุกครั้งแล้ว เขายังเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเยว่ซื่อกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของฉวีเฉิงอีกด้วย

เขาเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่กลับถ่อมตัวและเข้ากับคนง่าย มีความคิดเป็นของตัวเองและไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมแบบไร้เหตุผล

ส่วนเรื่องหน้าตานั้น กลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจำเป็นต้องเอามาอวด

เขาเป็นคนรูปร่างโปร่งสูง สัดส่วนดีเยี่ยม ความมีมารยาทที่หยั่งลึกในกระดูกทำให้เขามีรอยยิ้มประดับมุมปากเสมอไม่ว่าจะพูดกับใคร ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับดูห่างเหิน

เขาเปรียบเสมือนดวงจันทร์เสี้ยวท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตในยามค่ำคืน ดูอ่อนโยนและน่าหลงใหล แต่ยามที่คุณยื่นมือออกไปไขว่คว้า มันกลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวแสงที่แตกสลายลงบนพื้น

แต่น่าเสียดายที่พ่อเทพบุตรผู้สูงส่งคนนี้ กลับเป็นหนึ่งในสิบปริศนาที่ยังไขไม่ออกของโลก เขาไม่เคยใส่เรื่องการมีความรักไว้ในรายการสิ่งที่ต้องทำในชีวิตเลย

จะว่าไปแล้วเขากับลั่วอี้หลานก็ดูเหมาะสมกันดี แต่ลั่วอี้หลานมักจะเชิดหน้าใส่ทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดแบบนี้

“ใครจะไปชอบเจ้าจิ้งจอกนั่นกัน?”

“แซนด์วิชนี่ได้มาจากไหนเหรอ?” ลั่วอี้หลานถามพลางฉีกซองไปด้วย

“เมื่อกี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ฉัน” เยว่โจวยืนอยู่ข้าง ๆ ลั่วอี้หลาน มองดูทิวทัศน์ของโรงเรียนเบื้องล่างไปพร้อมกัน

พวกที่เดินช้าที่สุดคือนักเรียนม.4 เพราะพวกเขายังมีเวลาเหลือเฟือ ส่วนพวกที่เดินอ่านหนังสือไปขณะก้าวเท้าเอื่อย ๆ ไปห้องเรียนก็คือนักเรียนม.5

และพวกที่ดูบ้าคลั่งที่สุดก็คือนักเรียนม.6 ที่ผมยังเปียกชื้นไม่ทันเป่าให้แห้ง ในมือคาบขนมปังพลางวิ่งหน้าตั้งไปยังห้องเรียน

เยว่โจวมองดูเหล่านักเรียนที่ก้าวเท้าอย่างเร่งรีบแล้วรู้สึกขบขัน แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ ก็สามารถแบ่งแยกผู้คนออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้แล้ว

“แล้วนายตอบรับผู้หญิงคนนั้นไปหรือเปล่าล่ะ?”

ลั่วอี้หลานเริ่มหิว เธอจึงกัดแซนด์วิชคำหนึ่ง ท่าทางการกินของเธอดูละเมียดละไม แพขนตายาวทอดเงาลงบนผิวแก้มขาวเนียน

“ก็ไม่ได้ตอบรับนะ...”

“ถ้างั้นนายปฏิเสธไปเหรอ?”

“ก็ไม่เชิง” เยว่โจวยิ้ม

“ฉันแค่บอกเธอไปว่า ผู้หญิงในสเปกของฉันคือมารี กูว์รี พอเธอได้ยินแบบนั้นก็สะบัดหน้าหนีไปเลย แซนด์วิชก็ไม่อยากจะให้ฉันแล้วด้วยซ้ำ เธอเหวี่ยงทิ้งจนเกือบจะโดนพี่ต้าหวงคาบไปกินแน่ะ”

พี่ต้าหวงคือสุนัขจรจัดที่ยามเฝ้าประตูโรงเรียนเก็บมาเลี้ยง

“เยว่โจว!” ลั่วอี้หลานมองเขาด้วยความอึ้งจนกลืนไม่ลง เยว่โจวเห็นท่าทางของเธอแล้วก็หลุดขำออกมา

“ล้อเล่นน่า ฉันไปซื้อมาจากโรงอาหารต่างหาก นี่เธอเชื่อจริง ๆ เหรอเนี่ย?”

ลั่วอี้หลานกัดแซนด์วิชคำโตประชด พร้อมส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ

เยว่โจวรีบง้อ “อย่าโกรธเลยนะ ฉันเห็นเธอทำหน้าอมทุกข์ ก็เลยอยากเล่นมุกให้เธอผ่อนคลายลงบ้างน่ะ”

เมื่อเห็นสีหน้าของลั่วอี้หลานเริ่มดีขึ้น เขาจึงถามต่อ “ว่ามาสิ เกิดอะไรขึ้น?”

“ฉันรู้สึกเหมือนว่าเพื่อน ๆ ของฉันกำลังมีความลับน่ะ”

ลั่วอี้หลานถอนหายใจ พลอยหมดความอยากอาหารไปด้วย เธอกลืนแซนด์วิชคำนั้นลงไปแล้วพิงราวกั้น มองดูแสงสายัณห์สาดส่องเต็มผืนฟ้า

แม้ว่าเหอเยว่จะรีบขยำกระดาษข้อสอบทิ้งอย่างรวดเร็ว แต่เธอก็แอบเหลือบไปเห็นชื่อหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนแวบ ๆ ... ชื่อหวังซิ่วหย่า

ยัยนั่นคือใครกัน? ทำไมฉันถึงไม่รู้จักเพื่อนของเหอเยว่ล่ะ?

แล้วยังจะหลินเซี่ยหนิงอีก เธอรีบร้อนไปไหนไม่รู้ พอถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ยอมบอกเธอเลยสักคำ

พวกเธอสามคนสนิทกันมากจนคุยกันได้ทุกเรื่องมาตลอด พอคิดแบบนี้แล้วลั่วอี้หลานก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจขึ้นมา

“แล้วตัวเธอเองไม่มีความลับเลยหรือไง?”

เยว่โจวช่วยปลอบใจ

“คนเราน่ะ บางครั้งการเลือกที่จะเงียบอาจจะเป็นเพราะต้องการปกป้องอะไรบางอย่างก็ได้ ความลับที่เธออยากรู้นักหนา อาจจะเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายก็ได้ ลั่วอี้หลาน เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เธอจะไม่เข้าใจได้ยังไง?”

พูดจบ เยว่โจวก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ลั่วอี้หลานเพื่อจ้องตาเธอ “แต่ว่า… ฉันเองก็สงสัยเหมือนกันนะ ลั่วอี้หลาน เธอมีความลับไหม?”

ลั่วอี้หลานชะงักไป ก่อนจะย้อนถาม “แล้วนายล่ะ? นายไม่มีความลับหรือไง?”

“ทำไมฉันต้องบอกเธอด้วยล่ะ เราสองคนเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นธรรมดา ๆ เองนะ”

ดวงตาของเยว่โจวฉายแววขบขัน พลางขยับระยะห่างของพวกเขาทั้งสองคนออกตามเดิม

“ฉันช่วยไขข้อข้องใจให้เธอแล้ว เพราะงั้นรบกวนเธอล็อกประตูด้วยละกัน”

พูดจบเขาก็โบกมือลาแล้วเดินจากไปเพียงลำพัง ทิ้งให้ลั่วอี้หลานยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงอันอบอุ่นเพียงคนเดียว

ลั่วอี้หลานมองตามแผ่นหลังตั้งตรงราวกับต้นไผ่ของเขาพลางส่ายหัวอย่างเอือมระอา ถือซะว่าเห็นแก่แซนด์วิชชิ้นนี้ จะไม่ถือสาหาความเขาก็แล้วกัน

ตะวันตกดินไปแล้ว เหอเยว่ยังคงนั่งอยู่ในห้องเรียนว่าง ส่วนโจวเหวินเหอนั้นเดินจากไปนานแล้ว

เข็มขัดที่โจวเหวินเหอใช้มันแข็งมาก แถมยังทบตั้งหลายทบ ทั้งหนาทั้งแข็ง

ยามที่มันฟาดลงบนฝ่ามือของเธอ สีหน้าของโจวเหวินเหอไม่ได้ดูเหมือนกำลังลงโทษนักเรียนเลยสักนิด แต่มันเหมือนเขากำลังระบายอารมณ์ดิบซะมากกว่า

ก่อนไป โจวเหวินเหอยังทำโทษให้เธอคัดลอกข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์สิบรอบ

ทว่ามือทั้งสองข้างถูกตีจนบวมแดง แค่เขียนไม่กี่คำก็เจ็บจนต้องหยุดพัก เธอยกมือขึ้นดูฝ่ามือที่บวมเป่งของตัวเอง พยายามเป่าลมอย่างระมัดระวัง หวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่มันกลับไม่ได้ผลเลยสักนิด

หากเหอเยว่ยังเป็นเด็กสาวอายุ 18 ปีจริง ๆ เธอคงจะวาดฝันว่าหลังจากบทลงโทษครั้งนี้ผ่านพ้นไป ขอเพียงเธอทำตัวว่าง่ายไม่ทำอะไรผิดอีก เธอก็คงไม่ต้องโดนลงโทษแบบนี้อีกแล้ว

แต่ตอนนี้เธอคือเหอเยว่ในวัย 28 ปี ผู้ซึ่งเคยผ่านการทรมานจากเจียงเส้าหมิงมาแล้ว

เธอรู้ซึ้งดียิ่งกว่าใคร คำสั่งที่บอกให้เธอ "ยื่นมือออกมา" ของโจวเหวินเหอนั้น แท้จริงแล้วคือการทำลายขีดจำกัดในการยอมคนของเธอต่างหาก

หลังจากนี้ไป ชีวิตความเป็นอยู่คงจะยิ่งยากลำบากขึ้นแน่

เหอเยว่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเรียนร้างที่จัดเตรียมไว้เฉพาะ ชุดโต๊ะเก้าอี้เดี่ยวที่สะอาดสะอ้าน วาทศิลป์และการกระทำอันเชี่ยวชาญของโจวเหวินเหอ...

ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังบอกเหอเยว่ว่า เธอไม่ใช่เหยื่อรายแรก

โจวเหวินเหอรู้ข้อมูลของนักเรียนทุกคน เขารู้วิธีจับจุดอ่อนและจุดเปราะบางของนักเรียนเหล่านั้นเป็นอย่างดี

และมีสิ่งหนึ่งที่เขาพูดถูก... นักเรียนอย่างเหอเยว่ที่ไม่มีที่พึ่งพิง ย่อมไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ และจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของพวกเขาด้วยซ้ำ

“เหอเยว่ ฉันคิดว่าเธอเป็นคนฉลาด คงไม่อยากเห็นเพื่อน ๆ ของเธอต้องมาเข้าคลาสปรับปรุงพฤติกรรมแบบนี้หรอกใช่ไหม?”

ความหมายของเขาก็คือ ถ้าเธออ้าปากพูดเรื่องนี้ออกไป ใครก็ตามที่รู้เรื่องนี้จะต้องซวยไปด้วยกันหมดน่ะสิ!

“ไอ้สารเลว!”

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหอเยว่ก็เตะโต๊ะด้วยความโมโห ปากกาลูกลื่นกลิ้งหล่นจากโต๊ะหายเข้าไปในซอกมุมห้อง

เธอนั่งฮึดฮัดใส่สมุดที่จดไว้ด้วยลายมือโย้เย้ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นก้มตัวลงไปเก็บ ผิวพื้นห้องสัมผัสโดนฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกระลอก

หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดกลั้นความเจ็บและยืดตัวขึ้นเตรียมจะเก็บของกลับบ้าน สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นใบเรียงความดีเด่นหลายแผ่นที่แปะอยู่บนฝาผนังโดยบังเอิญ

กระดาษเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ บางแผ่นถึงกับหลุดรุ่ยเหลือเพียงมุมเดียว คาดว่าเป็นผลงานของนักเรียนรุ่นก่อน ๆ ทิ้งเอาไว้

ทันใดนั้น ร่างของเหอเยว่ก็พลันแข็งทื่อ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง

เธอยื่นมือไปเลิกกระดาษข้อสอบที่ปลิวไสวตามแรงลมขึ้น แล้วมองดูชื่อผู้เขียนเรียงความดีเด่นที่ถูกซ่อนอยู่ด้านหลังด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

“หวังซิ่วหย่า”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel