บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 ตัวตนที่แท้จริงของเยว่โจว

หวังซิ่วหย่าเป็นรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันงั้นเหรอ?!

เหอเยว่รู้สึกว่าปริศนาข้อที่สามได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเธออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ทำไมมิติกาลเวลาถึงส่งเธอย้อนกลับมาตอนอายุ 18 และทำให้เธอได้เจอกับหวังซิ่วหย่าเป็นคนแรก

เรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวพันกันแน่นอน สิ่งที่คุณต้องทำในตอนนี้คือการหาปมของปริศนานี้ให้เจอ

เหอเยว่จินตนาการไม่ออกเลยว่า เด็กสาวที่เขียนเรียงความที่ยอดเยี่ยมด้วยสำนวนที่อ่อนโยนขนาดนั้น จะกลายเป็นคนบ้าคลั่งที่สติหลุดลอยอยู่ในห้องผู้ป่วยได้อย่างไร

จริงด้วย! เสียงโทรศัพท์! ชนวนเหตุที่ทำให้หวังซิ่วหย่าคลุ้มคลั่งคือเสียงโทรศัพท์ หรือว่า... คนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเสียงกระดิ่งนั้น?

จู่ๆ เหอเยว่ก็คิดไปถึงการทดลองของพาฟลอฟที่เจียงเส้าหมิงเคยเล่าให้ฟัง สุนัขพอได้ยินเสียงสั่นกระดิ่งก็จะรู้ว่าได้เวลาให้อาหาร

แล้วหวังซิ่วหย่าเชื่อมโยงเสียงโทรศัพท์เข้ากับอะไรล่ะ?

เหอเยว่รู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ เธอกอดตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่ในขณะที่กำลังคิดเพลินๆ นั้น หลอดไฟเหนือศีรษะก็กะพริบถี่ๆ เพราะไฟฟ้าลัดวงจร

เหอเยว่สะดุ้งตกใจกับภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง ถึงได้สังเกตเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว

เธอตั้งสติแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างโรงเรียนในยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้

ก่อนหน้านี้เคยมีนักเรียนบ่นว่าไฟริมทางชอบติดๆ ดับๆ ดูท่าว่าต้องให้มันประท้วงหยุดทำงานพร้อมกันหมดแบบนี้ก่อนสินะ ถึงจะได้รับความสนใจ

เธอเดินกลับมาที่โต๊ะตั้งใจจะเก็บของเพื่อรีบออกไป แต่เพิ่งจะรูดซิปกระเป๋าเป้เสร็จ หลอดไฟเหนือศีรษะก็ดับลงอย่างสิ้นเชิง ห้องเรียนตกอยู่ในความมืดมิดทันที

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง และพบว่าไฟริมทางบนถนนสายยาวค่อยๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงไฟรำไรไม่กี่ดวงจากหอพักที่อยู่ไกลออกไป

วันนี้ซวยชะมัด!

เหอเยว่เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นบ่า หลับตาแล้ววิ่งโกยอ้าวออกไปด้วยความเร็วราวกับวิ่งแข่งร้อยเมตร เสียงฝีเท้าระหว่างชั้นดังขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับกำลังไล่ตามฝีเท้าของเธอ

เมื่อวิ่งพ้นออกมาจากตึกเรียน สายตาของเหอเยว่ก็เริ่มปรับเข้ากับความมืดได้ เธอเริ่มรู้สึกว่าทิวทัศน์ตรงหน้าดูอ่อนโยนขึ้นเพราะแสงดาว

ในขณะที่เหอเยว่กำลังเดินไปยังหอพัก เธอกลับได้ยินเสียงครางอื้ออึงในลำคอของคนที่ล้มลง

เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณ และพบร่างของใครคนหนึ่งกำลังหมอบคลานอยู่บนสนามหญ้าอย่างทุลักทุเล กำลังคลำทางเพื่อพยายามลุกขึ้นยืน

หลังจากคนคนนั้นลองเดินดูไม่กี่ก้าว สีหน้าก็ดูหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก

เขาค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง นิ้วมือเรียวยาวคลำหาอยู่ไม่กี่ครั้งจนกระทั่งจับโดนขอบบันได จึงค่อยๆ เขยิบตัวลงมาได้อย่างปลอดภัย

อันที่จริงบันไดขั้นนี้ไม่ได้สูงเลย มันเป็นแค่ความต่างระดับไม่กี่เซนติเมตรระหว่างสนามหญ้ากับทางเดินเท่านั้น แต่เขากลับเดินอย่างยากลำบากและระมัดระวัง

ตั้งแต่ต้นจนจบ เหอเยว่ยืนบื้ออยู่กับที่ มือทั้งสองข้างรีบตะครุบปากเพราะกลัวจะหลุดเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ

เพราะเธอก็จำคนตรงหน้าได้ ดีไม่ดีนักเรียนของอวิ๋นหลงทุกคนก็น่าจะรู้จักเขา เยว่โจว!

เยว่โจว... ตาบอดงั้นเหรอ?

ไม่สิ วันก่อนยังเห็นเขายืนคุยหัวเราะร่าเริงอยู่กับลั่วอี้หลานเลย ทำไมถึง...

เมื่อมองไปยังแสงจันทร์ที่เยียบเย็นบนท้องฟ้า เหอเยว่ก็เข้าใจได้ทันที เขาเป็นโรคตาบอดตอนกลางคืนสินะ?

เหอเยว่มองตามเยว่โจวที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก

ถ้าเรื่องนี้เป็นความลับของเขา งั้นเธอก็ควรทำเป็นมองไม่เห็นอะไรเลย และปล่อยให้ความลับนี้ถูกฝังไว้บนถนนสายนี้ตลอดไปจะดีกว่า

เหอเยว่หยุดฝีเท้า ตั้งใจจะรอให้เยว่โจวเดินจากไปก่อน แต่ใครจะไปคิดว่าข้างหน้าเป็นทางโค้งเล็กๆ ซึ่งเยว่โจวก็มองไม่เห็นเช่นกัน

เขาเสียหลักเซทำท่าจะล้มลง เหอเยว่ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก รีบถลาเข้าไปข้างหน้าหมายจะช่วยพยุงเขา แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เยว่โจวจะสามารถทรงตัวกลับมายืนมั่นคงได้ด้วยตัวเอง

น่าอายชะมัด...

ถึงแม้เยว่โจวจะไม่ล้มลง แต่ตอนนี้เหอเยว่ได้โอบกอดเอวของเยว่โจวไว้เต็มๆ แล้ว

เธอสัมผัสได้ถึงช่วงเอวของเขา และกลิ่นมิ้นต์อันสดชื่นจากตัวของเด็กหนุ่ม

ระยะห่างที่ใกล้ชิดกันจนเกินไป ทำให้แนบหูอยู่กับแผงอกของเยว่โจว เธอยังได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นโครมคราม จนกลบเสียงจักจั่นในฤดูร้อนไปชั่วขณะ

สภาพในตอนนี้ ดูไม่เหมือนว่าเหอเยว่จะเข้าไปพยุงเขาเลยสักนิด แต่เหมือนเธอเข้าไปสวมกอดเขามากกว่า

เหอเยว่ตัวแข็งทื่อ เยว่โจวเองก็ตัวแข็งทื่อไปเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้โผล่มาจากไหน

เขาขมวดคิ้ว พยายามจะมองแยกแยะใบหน้าของคนตรงหน้า แต่เขาก็ยังมองไม่เห็นอะไรเลย

ความโกรธเคืองเข้ามาแทนที่ความอับอายอย่างรวดเร็ว เยว่โจวปล่อยมือที่จับเหอเยว่ไว้ตามสัญชาตญาณ

เขาไม่มีท่าทีสุภาพอ่อนโยนเหมือนตอนกลางวันอีกต่อไป แต่กลับถามเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“กอดพอหรือยัง?”

น้ำเสียงเย็นยะเยือกของเยว่โจวดังขึ้นเหนือศีรษะ เหอเยว่ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

“ขอโทษค่ะ”

เหอเยว่ถอยออกมาจากอ้อมกอดของเยว่โจว ใบหน้าแดงซ่านพลางเอ่ยขอโทษ

“เมื่อกี้ฉันเห็นนายทำท่าเหมือนจะล้มก็เลย... ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”

เหอเยว่พูดไปตั้งเยอะแยะ แต่เยว่โจวกลับไม่ยอมตอบคำถาม เธอเงยหน้ามองเขาอย่างขัดเขิน

สายตาที่ว่างเปล่าของเยว่โจวมองทอดไปไกล คิ้วและดวงตาคมนั้นแฝงไปด้วยความโกรธจางๆ

เหอเยว่เลื่อนสายตาลงต่ำ เห็นขนมแมวเลียที่เยว่โจวกำไว้ในมือ ที่เขากลับบ้านดึกดื่นขนาดนี้ก็เพื่อมาให้อาหารแมวนี่เอง

แมวสามสีของโรงเรียนเพิ่งจะคลอดลูกมาครอกหนึ่งเมื่อเช้านี้ ก่อนหน้านี้หลินเซี่ยหนิงยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมแมวจรจัดถึงได้ขนสวยมันวาวขนาดนั้น

ที่แท้ก็เพราะเยว่โจวนี่เอง

“เยว่โจว ฉัน...”

วินาทีต่อมา เยว่โจวก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเหอเยว่ทันที

“เธอชื่ออะไร?”

เหอเยว่ถูกดึงให้เข้าไปชิดเขาอีกครั้ง ในจังหวะที่เงยหน้านั้น เธอมองเห็นเส้นผมของตัวเองที่ถูกลมพัดปลิวไปปัดผ่านริมฝีปากบางของเยว่โจว

เธอไม่เคยได้ยินเยว่โจวพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแบบนี้มาก่อน ปกติเขามักจะยืนอยู่ข้างลั่วอี้หลานและคอยยกยิ้มมุมปากอย่างเป็นมิตรเสมอ

เมื่อไม่ได้ยินคำตอบ เยว่โจวก็ไม่อยากจะพัวพันด้วยอีก เขาสะบัดมือของเหอเยว่ออก “วันนี้เราไม่เคยเจอกัน”

ดวงตาทั้งสองข้างที่ไร้จุดโฟกัสของเยว่โจวดูห่างเหินและเย็นชา

“ถ้าฉันได้ยินข่าวลือแปลกๆ ในโรงเรียน ตระกูลเยว่ไม่ปล่อยเธอไว้แน่”

คำขู่ก็ยังคงเย็นเยียบสุดขั้วหัวใจ วินาทีต่อมาเยว่โจวก็หันหลังเดินจากไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง

เหอเยว่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามแผ่นหลังของเยว่โจวที่เดินเซไปเซมา เหอเยว่มองข้ามไหล่ของเยว่โจวไปไกลๆ

ระยะทางจนถึงประตูโรงเรียนยังเหลืออีกไม่ไกลเท่าไรนัก ถนนในโรงเรียนทั้งคดเคี้ยวและยาวไกล แถมยังปูด้วยหินกรวด

เนื่องจากทางใต้ฝนตกบ่อย หินกรวดบางส่วนจึงหลุดหลวมและไม่มีใครมาเคลียร์ออก ทำให้สะดุดล้มได้ง่ายมาก

เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอเยว่จึงก้าวเท้าสั้นๆ เดินตามหลังเยว่โจวไป โดยรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้หรือไกลจนเกินไป

“ตรงนี้คือด้านขวาของห้องสมุด มีต้นสนปลูกไว้เยอะมาก” เหอเยว่เอ่ยปากบอกทาง “ตอนนี้ทางซ้ายมือของนายคือต้นที่หนึ่ง”

เยว่โจวเป็นคนฉลาด มีหรือจะไม่รู้ว่าเหอเยว่กำลังช่วยบอกทางให้เขา มือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนเอื้อมไปลูบต้นสนข้างกาย

เขาจำได้ว่าเลี้ยวขวาที่ต้นสนต้นที่สาม แล้วเดินตรงไปข้างหน้าก็จะเป็นประตูโรงเรียนแล้ว ไฟริมทางตรงนั้นยังคงทำหน้าที่ส่องสว่างอย่างขยันขันแข็ง

ในสายตาของเขาเริ่มมองเห็นจุดแสงรำไรบ้างแล้ว นิ้วมือกดแน่นลงบนเปลือกไม้หยาบกร้านของต้นสน ปลายนิ้วจิกเข้าไปในเนื้อไม้

เยว่โจวสะกดกลั้นความอับอายที่ถูกล่วงรู้ความลับไว้ในใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ห่างเหินและเย็นชาว่า

“ไม่ต้องมายุ่ง ถอยไปให้ห่างจากฉัน”

เยว่โจวเงี่ยหูฟัง แต่ด้านหลังกลับไม่มีเสียงคนเดินจากไปเสียที

“ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันไม่ต้องการให้เธอมายุ่ง!”

เมื่อเห็นว่าเหอเยว่ไม่ยอมพูดอะไร เยว่โจวจึงจงใจก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ยามที่ยืนพูดสุนทรพจน์ใต้เสาธง เด็กหนุ่มผู้สง่างามมักจะยืดหลังตรงอยู่เสมอ แต่ในค่ำคืนที่มืดมิดนี้ เขากลับรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย

“ฉันจะเก็บเป็นความลับ”

ในตอนที่เยว่โจวกำลังจะก้าวเข้าสู่แสงสว่าง เหอเยว่ที่อยู่ในความมืดก็ให้คำมั่นสัญญากับเขา

รูม่านตาของเยว่โจวสั่นไหวเล็กน้อย เขาเดินไปหยุดอยู่ใต้ไฟริมทาง จนกระทั่งสายตาค่อยๆ มองเห็นโครงร่างของสิ่งต่างๆ ชัดขึ้น

หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งเขาก็หันกลับมา

“เธอชื่ออะไร...”

ทว่าบนถนนสายเล็กๆ ด้านหลังกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel