9 ถูกโบย
9
ถูกโบย
"โอ๊ย! หลังข้า! ก้นข้า! นังปีศาจตู้จือหลานนั่นจิตใจโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว”
เสียงโหยหวนของนางจางดังระงมไปทั่วตรอกเปลี่ยว หลังจากถูกโบยจนครบไม้แล้วบ่าวตระกูลตู้ก็โยนพวกนางสองแม่ลูกออกมาไว้นอกจวนเหมือนขยะสองกอง สภาพของพวกนางตอนนี้ดูไม่ต่างจากสุนัขตกถังสี ชุดผ้าป่านฉีกขาดจนเห็นเนื้อตัวแดงเถือกจากการถูกโบยยี่สิบไม้โทษฐานแอบอ้างเป็นญาติขุนนาง ส่วนจางเม่ยเอ๋อร์นั้นก็สภาพไม่ต่างกัน นางลากสังขารพลางเอามือกุมก้น สะอึกสะอื้นจนแป้งบนหน้าไหลย้อยลงมากลายเป็นทางยาวดูสยดสยอง
"ท่านแม่ ฮื่อ ฮื่อ ข้าบอกแล้วว่าอย่ามา พี่เหวินไฉน่ะเปลี่ยนไปแล้ว ดูซิ! มันยืนดูพวกเราโดนโบยตาปริบๆ แถมยังช่วยนังนั่นนับไม้ด้วย ข้าอยากจะเอาหัวไชเท้าเว่ยเสี่ยวเหอมายัดปากเขานัก" จางเม่ยเอ๋อร์บ่นอุบน้ำตาอาบ
"ไอ้ลูกทรพีเลี้ยงเสียข้าวสุก มันแช่งให้แม่มันตายไม่พอ ยังจะให้เมียใหม่มาถลกหนังแม่อีก คอยดูเถอะ! ถ้าข้าหายปวดเมื่อไหร่ ข้าจะเอาเรื่องพระจันทร์เสี้ยวที่ก้นมันไปป่าวประกาศให้ทั่วตลาด ให้คนรู้กันไปเลยว่าขุนนางจางมีปานที่ก้นข้างซ้าย"
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังด่ากราดอยู่นั้น เสียงฝีเท้าถี่รัวก็ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่พยายามกดให้ต่ำที่สุด
"ท่านแม่ เม่ยเอ๋อร์ หยุดก่อนอย่าเพิ่งเดินไปทางถนนใหญ่"
จางเหวินไฉวิ่งหอบแฮกๆ มาในสภาพลนลาน เขายังคงสวมชุดขุนนางหรูหราแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ เขารีบดึงตัวมารดาและน้องสาวเข้าไปแอบหลังรถเข็นผักเน่าที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง
"ไอ้ลูกสารเลว! เจ้ายังกล้าตามมาอีกรึ!" นางจางเตรียมจะเงื้อมือตีบุตรชายแต่พอออกแรงขยับแผลที่ก้นก็รั้งจนนางต้องร้องโอ๊ยแล้วเปลี่ยนมาหยิกแขนเขาแทน
"ท่านแม่เบาๆ สิขอรับเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า ที่ข้าต้องยอมให้พวกท่านโดนโบยก็เพื่อรักษาชีวิตพวกท่านไว้นะ"
"รักษาชีวิตงั้นรึ ยี่สิบไม้นั่นทำข้าเกือบตายแล้ว พี่ชายท่านบอกคุณหนูตู้ว่าอย่างไรนะ! บอกว่าพวกเราเป็นสัมภเวสีมาทวงไข่ไก่งั้นรึ ท่านเห็นข้าเป็นผีหิวไข่ไปได้อย่างไร หา!"
"โธ่ เม่ยเอ๋อร์ ท่านแม่ ฟังข้าก่อน"
จางเหวินไฉปาดเหงื่อพลางชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา
"จือหลานนางไม่ใช่คนธรรมดา นางคือลูกสาวเสนาบดีตู้ที่อารมณ์ร้ายกว่าเสือ หากนางรู้ว่าพวกท่านคือแม่และน้องสาวข้าจริงๆ นางต้องสงสัยแน่ว่าเหตุใดข้าต้องโกหกเรื่องโจรป่าฆ่าล้างครอบครัว แล้วถ้าขุดไปถึงเรื่องเว่ยเสี่ยวเหอกับอาเป่าคราวนี้พวกเราไม่ใช่แค่โดนโบยนะ แต่จะโดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรฐานหลอกลวงเบื้องสูง!"
นางจางหยุดชะงัก "ตัดหัวเชียวรึ!"
"ก็ใช่น่ะสิขอรับ ที่ข้าต้องแสร้งทำเป็นจำคนผิด ก็เพื่อให้พวกท่านดูเหมือนสิบแปดมงกุฎธรรมดาๆ จือหลานนางจะได้ไม่ติดใจสงสัยต่อ ตอนที่ข้าช่วยนางนับไม้ข้าก็ปวดกระดองใจจนแทบจะขาดใจตายตามพวกท่านไปเลยนะขอรับ”
"เจ็บปวดแต่ขยิบตาเออออให้ตู้จือหลานนั่นน่ะรึ" จางเม่ยเอ๋อร์เถียง
"นั่นเพราะข้าโดนฝุ่นเข้าตาต่างหาก! เอาล่ะๆ ตอนนี้พวกท่านรีบออกจากเมืองหลวงไปก่อน กลับไปที่หมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วไปจัดการเว่ยเสี่ยวเหอให้เงียบสนิท อย่าให้นางโผล่หน้ามาที่นี่เด็ดขาด นี่คือเงินตำลึงที่ข้าแอบขโมยมาจากลิ้นชักโต๊ะของจือหลาน เอาไปซื้อยาทาแล้วที่เหลือก็จ้างคนไปพังกระท่อมนั่นซะ ให้นางหอบลูกหนีไปให้ไกลจะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันอีก"
เขายัดเงินใส่มือนางจางพลางทำท่าจะวิ่งกลับ "ข้าต้องไปแล้ว จือหลานเรียกหาข้าไปนวดเท้าให้ ถ้าข้าไปช้านางจะสั่งโบยข้า"
"เดี๋ยว! เหวินไฉ! แล้วเรื่องแผลที่ก้นเจ้าล่ะตู้จือหลานจะเห็นไหม"
จางเหวินไฉทำหน้าสยอง "ข้ากะว่าจะเอาถ่านร้อนๆ มานาบให้เป็นรอยไหม้ จะได้บอกนางว่าเป็นแผลเป็นจากคมดาบตอนสู้กับโจรป่า ข้ายอมเจ็บตัวเพื่อความอยู่รอดของตระกูลจางนะท่านแม่"
พูดจบขุนนางหนุ่มก็โกยแน่บกลับจวนไปทันที ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนมองเงินในมือสลับกับมองแผ่นหลังลูกชาย
"ท่านแม่ข้าว่าพี่ชายน่ะนอกจากจะใจดำแล้วยังสมองบวมอีก เอาถ่านนาบก้นตัวเองเนี่ยนะ"
จางเหม่ยเอ๋อร์ส่ายหน้าเอือม นางจางกำเงินแน่น แววตาที่เคยเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นอาฆาต
“ช่างมัน ในเมื่อได้เงินมาแล้วเรากลับไปจัดการเว่ยเสี่ยวเหอก่อน”
สองแม่ลูกลากสังขารออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านชิงสุ่ย โดยไม่รู้เลยว่าเว่ยเสี่ยวเหอในยามนี้ไม่ใช่คนเดิมที่พวกนางจะมารังแกได้ง่ายๆ อีกต่อไป และที่สำคัญในมิติลับของนางตอนนี้มีหมูป่าที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำทิพย์จนเขี้ยวโง้ง มีแกะ มีแพะ มีทุกอย่างที่สร้างเงินให้นางได้ นางไม่ใช่เว่ยเสี่ยวเหอคนกระจอก แต่กำลังจะฟื้นฟูฐานะเพื่อเลี้ยงดูอาเป่าให้เติบโตไปได้ดี
ค่ำคืนที่มืดมิดในหมู่บ้านชิงสุ่ย เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ไหว ทว่าที่ทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าสู่กระท่อมท้ายทุ่ง กลับมีเงาร่างห้าเงากำลังกระซิบกระซาบกันอย่างมีเลศนัย นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ในสภาพที่ก้นยังระบมเดินนำหน้าชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงสามคน พวกนางไปจ้างมาจากหมู่บ้านข้างๆ ด้วยเงินตำลึงที่จางเหวินไฉให้มา
"นั่นไง กระท่อมนั่นแหละ พวกเจ้าจำไว้นะพังแปลงผักมันให้ราบเผากระท่อมมันให้วอด แล้วลากนังเว่ยเสี่ยวเหอออกมาตีสั่งสอนให้หายแค้น ส่วนไอ้เด็กตัวดีนั่นข้าจะเอาไปขายให้เป็นทาส” นางจางชี้มือสั่นๆ ไปที่กระท่อมที่บัดนี้หลังคาดูแน่นหนาผิดหูผิดตา
"งานง่ายๆ แค่ผู้หญิงกับเด็ก แค่เอาไฟขู่หน่อยก็คงฉี่ราดแล้วป้าจาง" นักเลงหัวไม้คนหนึ่งที่เป็นหัวโจกขยับมีดในมือ
"ระวังหน่อยนะเจ้าคะนังนั่นมันมีของดี" จางเม่ยเอ๋อร์กระซิบเตือนแม้จะอยากเห็นเว่ยเสี่ยวเหอพินาศใจจะขาด
ภายในกระท่อมเว่ยเสี่ยวเหอที่กำลังนั่งลับมีดอยู่ในมิติเสบียงพลันลืมตาขึ้น สัญชาตญาณเตือนนางถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก แผนป้องกันฐานทัพที่วางไว้รอบบ้านเริ่มทำงานแล้ว
"แขกมาเยือนไวกว่าที่คิด"
นางพึมพำ ก่อนจะหายตัวออกมาจากมิติเพื่อเตรียมตัวต้อนรับแขก กลุ่มนักเลงหัวไม้เริ่มกระจายตัวล้อมกระท่อม หัวโจกนักเลงเดินอาดๆ เข้าไปทางหน้าบ้านด้วยความชะล่าใจ ทว่าทันทีที่เท้าของมันเหยียบลงบนกองใบไม้แห้งที่ดูแสนธรรมดา
ฉับ! อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วทุ่ง นักเลงคนนั้นทรุดฮวบลงกับพื้น เมื่อเท้าของมันเหยียบเข้ากับกับดักล่าสัตว์แบบฟันเขี้ยวที่เว่ยเสี่ยวเหอแอบนำมาวางไว้ ฟันเหล็กงับเข้าที่ข้อเท้าจนเลือดสาดกระเซ็นย้อมใบไม้แห้งกลายเป็นสีแดงฉาน
"เกิดอะไรขึ้น!" นางจางอุทานเสียงหลง
