บท
ตั้งค่า

7 มนต์ดำ

7

มนต์ดำ

"หลงจู๊ ไม่รู้รึว่าสตรีตรงหน้าคือหญิงม่ายที่ถูกตระกูลจางของข้าขับไล่เพราะคบชู้สู่ชาย" จางเม่ยเอ๋อร์ตะโกนลั่นตลาดเพื่อประจาน "แล้วดูผักพวกนี้สิ ที่ดินท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ยใครๆ ก็รู้ว่าดินเค็มปลูกอะไรก็ตาย แต่นี่ผ่านไปไม่กี่วันกลับมีผักงามๆ มาขาย นี่มันไม่ใช่ผักธรรมดาแต่มันคือผักที่ใช้มนต์ดำปลูกขึ้นมา"

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบ เสียงพึมพำด้วยความระแวงเริ่มหนาหูขึ้น

"มนต์ดำรึ ถึงว่าสิผักอะไรจะโตเร็วและสวยขนาดนี้"

"นั่นน่ะสิ ข้าก็ได้ยินมาว่านางถูกผีสิง พละกำลังถึงได้ผิดมนุษย์นัก"

นางจางเห็นคนเริ่มคล้อยตามก็รีบใส่ไฟทันที "ใช่แล้ว นางทำสัญญากับปีศาจ ใครกินผักของนางเข้าไปต้องเกิดอาเพศเจ็บไข้ได้ป่วย หรือไม่ก็ต้องกลายเป็นสมุนของนังแม่มด ท่านหลงจู๊หากท่านรับซื้อไว้เหลาอาหารของท่านต้องพินาศแน่"

หลงจู๊เริ่มมีสีหน้าลังเล เขาหันไปมองผักในตะกร้าสลับกับมองหน้าเว่ยเสี่ยวเหอที่ยังคงนิ่งสงบประดุจผิวน้ำในบ่อลึก

“เรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เชื่อ”

"ท่านแม่ขอรับ พวกเขาพูดจาน่ากลัวจังเลยขอรับ"

อาเป่าเกาะแขนมารดาแน่นร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว เว่ยเสี่ยวเหอลูบหัวลูกชายเบาๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจนนางจางและลูกสาวถึงกับสะดุ้งถอยหลัง

"มนต์ดำงั้นรึ พวกเจ้าบอกว่าผักของข้าโตเร็วเพราะใช้มนต์ดำ งั้นข้าขอถามหน่อย มนต์ดำชนิดใดที่ทำให้ผักรสชาติหวานฉ่ำและกรอบเด้งได้ถึงเพียงนี้ หรือมนต์ดำชนิดใดที่ทำให้คนที่กินเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นมีกำลัง"

นางหันไปหาฝูงชนแล้วหยิบหัวไชเท้าหัวโตขึ้นมาหัวหนึ่ง

"หากผักนี้มีพิษหรือใช้มนต์ดำจริง ข้าที่ปลูกและกินมันอยู่ทุกวันเหตุใดข้าและลูกชายถึงยังมีชีวิตอยู่ดี ทั้งยังดูแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ"

"เจ้ามันปีศาจ! เจ้ากินได้คนเดียวคนอื่นกินไม่ได้!" จางเม่ยเอ๋อร์เถียงข้างๆ คูๆ

เว่ยเสี่ยวเหอเมินเฉยต่อเสียงนกเสียงกา นางหันไปหาหลงจู๊ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่

"หลงจู๊ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ท่านย่อมแยกแยะออกว่าสิ่งใดคือของดีสิ่งใดคือของไม่ดี หากท่านเกรงกลัวคำใส่ร้ายของสตรีขี้อิจฉาสองคนนี้ข้าก็ยินดีจะแบกผักไปขายให้เหลาอาหารอื่นที่ใจกว้างกว่า"

"ช้าก่อนแม่นางเว่ย!"

หลงจู๊รีบห้าม เขาชิมผักนี้มาแล้วและรู้ดีว่ามันคือของล้ำค่า และหลังชิมจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขา

"พวกนางสองคนนี้เป็นใครข้าไม่รู้จัก แต่ผักนี้ข้าพิสูจน์แล้วว่าดีจริง อีกอย่างตระกูลจางของพวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายที่นี่ หากยังไม่หยุดก่อความวุ่นวายหน้าเหลาอาหารของข้า ข้าจะแจ้งทางการให้มาจับพวกเจ้าข้อหาก่อความไม่สงบ"

“ท่านกำลังถูกนังแม่มดหลอก!" นางจางกรีดร้อง

"ไป! ไป! รีบไสหัวไปให้พ้นอย่ามายืนขวางทางลูกค้า"

หลงจู๊ตวาดลั่น พร้อมกับสั่งให้เด็กรับใช้ในร้านออกมาขับไล่ นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ถูกผลักไสให้ออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านบางส่วนที่เริ่มเห็นใจเว่ยเสี่ยวเหอ จางเม่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

"ฝากไว้ก่อนเถอะเว่ยเสี่ยวเหอ ข้าจะแจ้งให้พี่ชายที่เป็นขุนนางจัดการเจ้า"

เว่ยเสี่ยวเหอรับเงินค่าผักมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้ดีใจจนเกินเหตุ เพราะรู้ว่าศัตรูอย่างตระกูลจางนั้นเหมือนปลิงที่สลัดหลุดยาก

"ขอบคุณหลงจู๊ที่ให้ความเป็นธรรม"

"มิได้ๆ ผักของเจ้าดีจริง ข้าไม่อาจปล่อยให้เรื่องไร้สาระมาขวางทางค้าขายได้"

นางยิ้มบางๆ ก่อนจะพาลูกชายเดินออกมาจากร้าน อาเป่าเงยหน้ามองมารดาด้วยความทึ่ง

"ท่านแม่ไม่ต้องออกแรงตีพวกนาง แต่ก็ทำให้พวกนางหนีไปได้"

"อาเป่า การต่อสู้บางครั้งไม่ต้องใช้กำลังแต่ใช้ความจริงเป็นอาวุธ”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“เดี๋ยวโตไปเจ้าจะเข้าใจเอง”

ในใจของเว่ยเสี่ยวเหอยิ่งทวีความมุ่งมั่น นางรู้ว่าอดีตสามีสารเลวของเจ้าของร่างไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่ นางต้องรีบสร้างรากฐานในมิติลับให้แข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามเงียบที่กำลังจะมาถึง

หลังจากถูกไล่ตะเพิดออกมาจากหน้าเหลาอาหาร นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ก็เดินกระฟัดกระเฟียดหลบเข้าตรอกนั่นออกตรอกนี้ด้วยความอับอาย ใบหน้าที่เคยพอกแป้งขาวบัดนี้ด่างพร้อยไปด้วยคราบเหงื่อ

พวกนางเดินลึกเข้ามาในย่านที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางและผู้มีอันจะกิน บรรยากาศรอบข้างเริ่มเงียบสงบ ถนนหนทางปูด้วยแผ่นหินเรียบกริบ สองข้างทางเต็มไปด้วยกำแพงสูงตระหง่านที่บ่งบอกถึงอำนาจและวาสนาของเจ้าของบ้าน

กระทั่งพวกนางมาหยุดอยู่หน้าประตูบานยักษ์ทาสีแดงชาดประดับด้วยหัวสิงห์ทองเหลืองดูน่าเกรงขาม เหนือประตูมีป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรสีทองคำว่าจวนตระกูลตู้

นางจางหยุดยืนหอบหายใจพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ชะเง้อคอมองลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เห็นข้ารับใช้เดินกันขวักไขว่ในสวนที่จัดแต่งอย่างวิจิตรบรรจง นางหันไปซุบซิบกับลูกสาวเสียงเบาพลางดึงชายเสื้อจางเม่ยเอ๋อร์ให้เข้ามาใกล้

"เม่ยเอ๋อร์เจ้าดูว่าใช่ที่นี่หรือไม่ จวนตระกูลตู้ที่พี่ชายเจ้าแต่งเข้าเป็นเขยขวัญน่ะ"

“ดูอย่างไรล่ะท่านแม่”

“นั่นอย่างไร อ่านสิ ป้ายก็มีเขียนอยู่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม”

“ท่านแม่ ข้าอ่านหนังสือไม่ออกท่านลืมแล้วหรือ แต่ก็น่าจะใช่นะเจ้าคะท่านแม่ ข้าเคยแอบถามคนส่งข่าวของพี่เหวินไฉมาแล้ว ท่านดูความโอ่อ่านั่นสิ พี่ชายข้าช่างวาสนาดีนักที่ได้แต่งกับคุณหนูตู้จือหลานลูกสาวคนเดียวของท่านเสนาบดีตู้"

"โอ้โห ใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวรึ ถ้าพวกเราเข้าไปได้มีหรือเว่ยเสี่ยวเหอจะกล้ามาอวดดีกับพวกเราอีก แค่พี่ชายเจ้ากระดิกนิ้วสั่งทหารเพียงไม่กี่คนกระท่อมผุๆ กับผักผีสิงของมันคงราบเป็นหน้ากลอง"

"แต่ท่านแม่เจ้าคะ พี่เหวินไฉสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามพวกเรามาที่นี่เด็ดขาด เขาบอกว่าคุณหนูตู้เป็นคนอารมณ์ร้ายและหยิ่งในศักดิ์ศรีนัก หากนางรู้ว่าพี่ชายข้าเคยมีเมียชาวนาและมีลูกติดอยู่ที่หมู่บ้านชนบท มีหวังพี่ชายถูกไล่ออกจากตระกูลตู้แน่ๆ"

นางจางจิ๊ปากอย่างขัดใจ "เจ้านี่มันโง่จริงๆ ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว นังเว่ยเสี่ยวเหอมันไม่ได้เป็นม่ายที่รอวันตายเหมือนเมื่อก่อน แต่มันกลายเป็นปีศาจที่ลุกขึ้นมาตบตีพวกเราแถมยังรวยขึ้นมาผิดหูผิดตา หากปล่อยไว้วันหนึ่งมันต้องพาเจ้าเด็กอาเป่านั่นมาทวงสิทธิ์ถึงเมืองหลวงแน่ ถึงตอนนั้นพี่ชายเจ้าจะไม่ยิ่งพินาศกว่ารึ"

นางจางขยับเข้าไปใกล้ประตูอีกนิดพลางเอ่ยต่อด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

"เราต้องรีบเข้าไปบอกความจริงกับพี่ชายเจ้า หรือไม่ก็ยืมมือคุณหนูตู้จัดการเสี้ยนหนามนี่เสียก่อนที่มันจะโตไปมากกว่านี้"

ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังยืนซุบซิบวางแผนร้ายอยู่นั้น บานประตูใหญ่ก็พลันเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของพ่อบ้านวัยกลางคน

"พวกบ้านนอกที่ไหนมายืนคุยกันเสียงดังหน้าประตูจวน!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel