6 เป็นแม่คนได้
6
เป็นแม่คนได้
กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า กระท่อมที่เคยทรุดโทรมจนดูเหมือนจะพังทลายได้ทุกเมื่อ บัดนี้กลับดูมั่นคงขึ้นผิดหูผิดตา หลังคาใหม่เรียงตัวสวยงาม ฝาบ้านถูกซ่อมแซมจนไม่มีลมหนาวลอดผ่าน
เว่ยเสี่ยวเหอปีนลงมาพิงเสาบ้านพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก อาเป่ารีบวิ่งเอาน้ำมาให้ทันที
"ดื่มน้ำก่อนขอรับท่านแม่ ท่านแม่ทำงานมาทั้งบ่ายคงเหนื่อยแย่เลย"
"ขอบใจมากอาเป่า คืนนี้เราจะได้นอนหลับอุ่นๆ กันเสียที"
ความภูมิใจในมารดาจำเป็นเริ่มก่อตัวทีละนิด ถึงจะไม่เคยผ่านการมีครอบครัวหรือมีลูก เว่ยเสี่ยวเหอก็สัมผัสว่าตนเองก็สามารถเป็นแม่คนได้
เมื่อความมืดมิดมาเยือน มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ เว่ยเสี่ยวเหอนั่งมองดูอาเป่าที่หลับสนิทอยู่บนเตียงไม้ที่นางเพิ่งเสริมความแข็งแรงให้ ใบหน้าเล็กๆ ของลูกชายดูผ่อนคลายและอิ่มเอิบเพราะได้กินอิ่มและนอนในบ้านที่ไม่มีลมหนาวลอดผ่าน
นางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น ก้าวเท้าอย่างเงียบกริบประดุจแมวป่า ก่อนจะหลับตาลงรวบรวมสมาธิจนภาพวงล้อแสงสีทองปรากฏขึ้นในมโนสำนึก เพียงชั่วพริบตาร่างของนางก็หายไปจากห้องนอนโผล่มาอยู่กลางพื้นที่สีเขียวขจีของมิติลับ
อากาศในมิตินี้ยังคงบริสุทธิ์และสดชื่น ทว่าเมื่อเว่ยเสี่ยวเหอเดินตรงไปยังกระท่อมไม้ซึ่งเป็นคลังเก็บเสบียง นางกลับต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางเปิดตู้ไม้ขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาความเย็นไว้ พบว่าเนื้อสดที่เคยมีอยู่ลดน้อยลงจนน่าใจหาย เหลือเพียงเนื้อเค็มไม่กี่ชิ้นและซี่โครงหมูเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้พืชผักจะเติบโตได้เองในมิตินี้แต่อาหารสำคัญอย่างเนื้อสัตว์กลับเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
"ถ้าข้าเอาแต่หยิบออกไปใช้ ไม่นานเสบียงพวกนี้คงหมดสิ้น"
นางพึมพำพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ว่างเปล่าที่กว้างขวางในมิติ นางไม่ได้ต้องการเพียงแค่เนื้อสดที่ถูกแช่เย็นไว้แต่นางต้องการสัตว์ตัวเป็นๆ มาเลี้ยงเพื่อให้พวกมันขยายพันธุ์และกลายเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน
"ถ้าข้าเอาแม่ไก่เข้ามาเลี้ยงมันก็จะมีไข่ให้กินทุกวัน ถ้ามีแม่หมูหรือแพะสักตัวข้าก็จะมีเนื้อและนมให้อาเป่า ที่สำคัญข้าจะเลี้ยงไว้ข้างนอกไม่ได้ อดีตแม่สามีของเจ้าของร่างยังไม่รามือ ข้าไม่ไว้ใจ"
แววตาของยอดทหารหญิงวาวโรจน์ขึ้น นางสำรวจสภาพพื้นที่รอบๆ หากนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกมันย่อมเติบโตเร็วและมีคุณภาพเนื้อที่เลิศล้ำกว่าสัตว์ทั่วไปอย่างแน่นอน นางตัดสินใจออกจากมิติทันที แผนการของนางในคืนนี้ไม่ใช่การนอนพักผ่อนแต่เป็นการล่าสิ่งมีชีวิต
เว่ยเสี่ยวเหอกลับมายังโลกภายนอก หยิบธนูเก่าที่นางซ่อมแซมไว้และเชือกป่านเส้นหนาที่ขดเป็นวง รู้ว่าบนภูเขาหลังหมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นมีป่าลึกที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเพราะข่าวลือเรื่องสัตว์ป่าดุร้าย
นางเคลื่อนที่ผ่านราวป่าด้วยความเงียบงัน อาศัยแสงจันทร์นำทางเพียงเล็กน้อย ทักษะการสะกดรอยทำให้นางพบร่องรอยของหมูป่าและไก่ป่าได้ไม่ยาก
นางเริ่มจากการวางกับดักแบบบ่วงบาศที่ทำจากเถาวัลย์เหนียว ไม่นานเสียงกระพือปีกดิ้นรนก็ดังขึ้นในพุ่มไม้รกร้าง นางพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็วและพบว่ามีไก่ป่าขนสีแดงตัวหนึ่งติดบ่วงอยู่
เว่ยเสี่ยวเหอไม่ได้ปลิดชีพมัน แต่ใช้นิ้วกดลงบนจุดที่หลังคอของไก่ป่าเบาๆ จนมันสลบไป ก่อนจะจับมันส่งเข้าไปในมิติลับทันที
"เอาล่ะ หนึ่งตัวแล้ว”
ภารกิจของนางยังไม่จบ เดินลึกเข้าไปจนถึงจุดที่มีแหล่งน้ำซึมจากหิน พบแม่หมูป่าตัวเขื่องที่พาลูกน้อยสองตัวออกมาหากิน แววตาของเว่ยเสี่ยวเหอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม การจับหมูป่าตัวเป็นๆ นั้นยากกว่าการฆ่าหลายเท่านัก
นางไม่ได้ใช้ธนูแต่กลับใช้ความเร็วในการอ้อมไปด้านหลัง แล้วดีดก้อนหินเข้าใส่จุดตายเพื่อให้พวกมันมึนงงชั่วขณะ เมื่อแม่หมูชะงักนางพุ่งเข้าหาด้วยท่ากอดคอก่อนจะกดจุดให้มันสลบตามไป ลูกหมูป่าสองตัวที่กำลังมึนงงถูกนางตะปบตัวไว้ได้ด้วยมือเปล่า หลังจากนั้นรีบส่งพวกมันทั้งหมดเข้าไปในมิติเสบียงทันที
ภายในมิติลับ บัดนี้มีทั้งแม่ไก่ป่าที่กำลังสะลึมสะลือและครอบครัวหมูป่าที่ถูกจัดที่ทางให้อยู่ในคอกไม้ชั่วคราวใกล้แหล่งน้ำทิพย์ เว่ยเสี่ยวเหอมองดูพวกมันด้วยความพึงพอใจ
"กินน้ำทิพย์เข้าไป แล้วก็จงขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น เจ้าจะเป็นกองเสบียงชั้นดีให้อาเป่าได้เติบโตอย่างแข็งแรง"
เว่ยเสี่ยวเหอกลับออกมาจากมิติ ยืนอยู่ชายป่ามองดูหมู่บ้านที่ยังหลับใหล ลมหนาวพัดผ่านร่างแต่นางกลับรู้สึกร้อนรุ่มด้วยความตื่นเต้น
พรุ่งนี้เช้านางจะเข้าไปสำรวจในเมืองอีกครั้งเพื่อหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์อื่นๆ เช่น เป็ด หรือแม้แต่ลูกปลามาปล่อยในบ่อ
รุ่งอรุณมาเยือน เว่ยเสี่ยวเหอตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นางเตรียมตัวและช่วยอาเป่าสวมชุดผ้าป่านเนื้อดีที่เพิ่งซื้อมาใหม่ แม้จะเป็นเพียงผ้าป่านธรรมดาแต่เมื่ออยู่บนตัวเด็กน้อยที่เริ่มมีน้ำมีนวลและล้างหน้าล้างตาจนสะอาดสะอ้าน อาเป่าก็ดูเป็นคุณชายน้อยจากตระกูลผู้ดี
"ท่านแม่ขอรับ วันนี้เราจะไปขายผักที่เหลาอาหารอีกหรือขอรับ"
อาเป่าถามพลางช่วยมารดาจัดตะกร้าผักที่เพิ่งถอนสดๆ มาจากแปลง
"ใช่แล้ว ผักพวกนี้เก็บไว้นานจะเสียรสชาติ เรานำไปเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อมาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์มาเลี้ยงดีกว่า"
เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยพลางยกคานหาบขึ้นบ่าอย่างแคล่วคล่อง สองแม่ลูกมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง เมื่อถึงตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนนางก็ตรงไปยังภัตตาคารทันที หลงจู๊ที่เฝ้ารออยู่แล้วเมื่อเห็นเว่ยเสี่ยวเหอปรากฏตัวก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"แม่นางเว่ยมาได้ทันเวลาพอดี ผักกาดและหัวไชเท้าขุนนางหลายคนมาทานแล้วชมไม่ขาดปาก ถึงขั้นสั่งให้จัดเตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงคืนเลยนี้ทีเดียว" หลงจู๊เอ่ยพะเน้าพะนอพลางเปิดตะกร้าดูผักที่เขียวสดราวกับเพิ่งขึ้นจากดิน
"ข้านำมาให้ตามสัญญา หวังว่าราคาจะสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพ" เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยเสียงเรียบ
ในขณะที่การตกลงซื้อขายและชั่งน้ำหนักผักกำลังดำเนินไป จู่ๆ เสียงแหลมเล็กที่ฟังแล้วระคายหูก็ดังแทรกขึ้นมาจากฝูงชนที่มุงดูอยู่ด้านหน้า
"พวกท่านอย่าได้ไปหลงเชื่อคำลวงของหญิงแพศยาเชียวนะขอเตือน!"
เว่ยเสี่ยวเหอหันไปตามเสียง แววตาของนางพลันเย็นเยียบขึ้นทันที ผู้ที่เดินเข้ามาคือนางจางที่ข้อมือยังมีผ้าพันไว้ และข้างกายคือจางเม่ยเอ๋อร์บุตรสาวคนเล็กของตระกูลจางที่ยังไม่ออกเรือน นางสวมชุดสีชมพูสดใสแต่ใบหน้าที่พอกแป้งหนาเตอะนั้นกลับบิดเบี้ยวเมื่อเห็นอาเป่าในชุดใหม่และเห็นเงินตำลึงในมือของเว่ยเสี่ยวเหอ
