5 ไม่ต้องอาย
5
ไม่ต้องอาย
เด็กน้อยก้มมองชุดป่านสีหม่นที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด แขนเสื้อสั้นเต่อจนเห็นข้อมือที่ซูบผอม เว่ยเสี่ยวเหอมองตามแล้วถอนหายใจเบาๆ เจ้าของร่างเดิมนางช่างอาภัพนัก ทิ้งลูกให้ลำบากถึงเพียงนี้ แม้แต่เสื้อผ้าดีๆ สักชุดก็ไม่มี รองเท้าที่พอใส่ได้หน่อยก็ไม่เห็น เห็นเพียงร้องเท้าฟางที่พื้นทะลุจนนิ้วเล็กๆ โผล่ออกมา
"ไม่ต้องอาย ความยากจนไม่ใช่ความผิดแต่การยอมแพ้ต่อโชคชะตาต่างหากคือสิ่งที่น่าละอาย วันนี้เราจะเอาผักเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นเงิน แม่สัญญาว่าเย็นนี้เจ้าจะได้มีชุดใหม่ใส่ และเราจะซ่อมแซมกระท่อมของเราให้มั่นคงกว่านี้ ยามพายุฝนมาจะได้ไม่ต้องเปียกอีก"
นางลูบแก้มลูกชายด้วยความอ่อนโยน สองแม่ลูกช่วยกันถอนผักอย่างระมัดระวัง ผักกาดหอมแต่ละต้นที่ถอนขึ้นมานั้นมีรากที่แข็งแรงน้ำหนักดี ส่วนหัวไชเท้าก็ขาวอวบเหมือนแท่งหยก เมื่อจัดเรียงลงในตะกร้าสานสองใบจนเต็ม เว่ยเสี่ยวเหอจึงหาผ้าสะอาดมาคลุมไว้เพื่อกันแดด
นางแบกตะกร้าขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่ว เพราะเคยแบกเป้สัมภาระหนักหน่วงในกองทัพ ทำให้จัดสมดุลร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะหาบของหนักแต่กลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่มั่นคง เมื่อเดินผ่านใจกลางหมู่บ้านสายตาหลายสิบคู่ต่างจ้องมองมาด้วยความสงสัย บางคนใจกล้าถึงขั้นเดินเข้ามาถาม
"แม่นางเว่ย ผักในตะกร้านั่นเจ้าเอามาจากไหนกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าดินเค็มท้ายทุ่งนั่นจะปลูกได้งามขนาดนี้ มิสู้ส่งที่ดินคืนตระกูลจางไม่ดีกว่าหรือ"
ชายชาวนาคนหนึ่งเอ่ยขวางทาง เว่ยเสี่ยวเหอหยุดเดิน แววตาที่สงบนิ่งแต่ดุดันทำให้อีกฝ่ายต้องก้าวถอยหลัง
"ที่ดินผืนนั้นไม่เคยเป็นของตระกูลจางข้าไม่จำเป็นต้องส่งคืน ผักนี่จะมาจากที่ใดก็หาใช่เรื่องของท่านไม่ ข้าปลูกเองกับมือ หากท่านอยากรู้ก็ลองตั้งใจทำนาของตนเองให้ดีเสียก่อนเถิด"
นางเดินจากมาทิ้งให้คนเหล่านั้นยืนตะลึง อาเป่าเดินตามหลังมารดาพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เริ่มรู้สึกว่าท่านแม่ของเขานั้นเปลี่ยนไปจริง ๆ ท่านแม่ไม่ได้ก้มหน้ายอมคนเหมือนแต่ก่อน แต่กลับตอบโต้จนใครก็มิอาจข่มเหงได้
การเดินทางเข้าเมืองใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม แดดเริ่มร้อนแรงขึ้นแต่เว่ยเสี่ยวเหอกลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้าเพราะพลังจากน้ำทิพย์จิตวิญญาณที่นางดื่มเข้า เมื่อมาถึงประตูเมืองหลวงที่โอ่อ่า ความพลุกพล่านของฝูงชนและเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ขายดังระงมไปทั่วสารทิศ
"ท่านแม่ขอรับ เมืองหลวงช่างใหญ่โตเหลือเกินขอรับ"
“แม่ก็ว่าอย่างนั้น ดูสิมีของกินตั้งมากมายขนมพวกนั้นเจ้าเคยกินหรือไม่”
นางมองไปยังร้านขนมหวานแผงลอยที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ฝ่ายอาเป่าส่ายหน้าไปมาตาละห้อย มือเกาะชายเสื้อมารดาแน่น ดวงตาเล็ก ๆ กวาดมองตึกรามบ้านช่องอย่างตื่นตาตื่นใจ
เว่ยเสี่ยวเหอพาอาเป่ามุ่งตรงไปยังย่านตลาดสดที่ตั้งอยู่ใกล้กับภัตตาคารหรู นางไม่ได้เลือกวางขายข้างทางเหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่นางเลือกเดินตรงไปยังภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในย่านนั้น
"หยุดก่อนแม่นาง! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะเอาผักพื้นๆ เข้ามาได้"
หลงจู๊ผู้หนึ่งเดินออกมาขวางหน้าด้วยท่าทางหยิ่งยโส สายตามองสำรวจชุดเก่า ๆ ของนางด้วยความเหยียดหยาม
เว่ยเสี่ยวเหอไม่ได้โกรธ นางแค่เลิกผ้าคลุมตะกร้าออกเล็กน้อย เพียงแค่กลิ่นหอมสะอาดของดินและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากผักสด ๆ ก็ทำให้หลงจู๊ถึงกับชะงัก แววตาที่เคยดูแคลนเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจในทันที
“ท่านดูผักนี่ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
"นี่มัน ทำไมมันถึงได้ดูอวบอิ่มและมีสีสันที่งดงามถึงเพียงนี้ เจ้าปลูกเองงั้นหรือ"
"ใช่ ข้าปลูกเอง ผักเหล่านี้คู่ควรกับร้านอาหารชื่อดังที่สุดในย่านนี้ ท่านสนใจจะลองชิมดูสักนิดหรือไม่"
นางเด็ดใบผักกาดหอมส่งให้หลงจู๊ เมื่อเขาลองส่งเข้าปาก รสชาติของมันหวานฉ่ำและกรอบ ทำให้เขาถึงกับเบิกตากว้าง
"แม่นาง ผักนี่มันรสชาติเยี่ยมยอดกว่าผักส่งส่วยในวังเสียอีก ข้าขอรับซื้อทั้งหมดเจ้าจะขายเท่าไหร่ว่ามา"
การเจรจาธุรกิจครั้งแรกจบลง เงินจำนวนหลายตำลึงถูกหย่อนลงในถุงผ้าของนาง ซึ่งมันมากพอที่จะเลี้ยงชีวิตม่ายสาวและลูกชายไปได้หลายวัน เว่ยเสี่ยวเหอก้มลงมองอาเป่าที่ยืนยิ้มจนตาหยี
"ไปกันเถิดอาเป่า ถึงเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่และเครื่องมือซ่อมบ้านของเราแล้ว"
"ขอรับท่านแม่ ท่านแม่ของข้าช่างเก่งกาจที่สุดในใต้หล้าเลยขอรับ"
“เด็กโง่ เจ้าชมแม่เกินไปแล้ว”
“ข้าพูดจริง ท่านแม่ทั้งสวยทั้งเก่ง”
นางพาลูกชายแวะซื้อข้าวของจำเป็นหลายอย่าง ทั้งผ้าพับเนื้อดีสำหรับตัดชุดให้อาเป่า ข้าวสารขาวชั้นดี เครื่องเทศ และที่สำคัญที่สุดคือไม่ลืมซื้อเครื่องมือเพื่อซ่อมแซมบ้าน นางแบกของหนักกลับมาแม้ระยะทางจะไกลแต่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็น
เมื่อกลับถึงบ้าน แสงตะวันยามบ่ายยังคงทอดอาบกระท่อมหลังเก่า เว่ยเสี่ยวเหอไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า นางวางข้าวของลงแล้วเริ่มสำรวจโครงสร้างบ้านทันที
"อาเป่า เจ้าเอาผ้าใหม่ไปเก็บในหีบแล้วช่วยแม่คัดแยกเครื่องเทศพวกนี้ใส่ไหไว้นะลูก"
"ขอรับท่านแม่ แล้วท่านแม่จะทำอะไรหรือขอรับ" อาเป่าถามพลางประคองห่อผ้าอย่างทะนุถนอม
"แม่จะซ่อมบ้าน เราจะได้ไม่ต้องนอนดมกลิ่นชื้นและกลัวฝนรั่วอีก"
“ท่านแม่ซ่อมเป็นหรือขอรับ”
“แม่ของเจ้าทำเป็นทุกอย่าง”
เว่ยเสี่ยวเหอไม่รอช้ารีบรวบผมขึ้นเป็นมวยแน่น ทิ้งภาพลักษณ์สตรีอ่อนแอไปจนสิ้น ปีนขึ้นไปบนขื่อที่ผุพังด้วยความคล่องแคล่วราวกับแมวป่า ทักษะการโรยตัวและปีนป่ายทำให้นางทรงตัวบนหลังคาที่ลาดชันได้อย่างน่าอัศจรรย์
นางเริ่มจากกระชากหญ้าที่เปื่อยเน่าทิ้งไป เสียงแคว่กๆ ของหลังคาเก่าที่ถูกรื้อทำเอาชาวบ้านที่แอบมองอยู่ห่างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
"ดูนั่นสิ หญิงม่ายนั่นขึ้นไปบนหลังคาเองเลย สามีไม่อยู่แล้วถึงขั้นต้องทำเองทุกอย่างเชียวหรือนี่ ฮ่าๆ"
เสียงชาวบ้านซุบซิบดังแว่วมา เว่ยเสี่ยวเหอไม่ได้ใส่ใจ นางใช้เลื่อยที่เพิ่งซื้อมาตัดแต่งไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ เสียงค้อนตอกตะปูดังก้องไปทั่วบริเวณ นางไม่ได้ตอกตะปูสะเปะสะปะ แต่ตอกตามจุดยึดที่สำคัญเพื่อให้โครงสร้างรับน้ำหนักได้ดีที่สุด
"ส่งมัดหญ้าใหม่ขึ้นมาให้แม่ที" นางตะโกนลงมา ฝ่ายลูกชายรีบกุลีกุจอทำตามคำสั่ง ยื่นหญ้าให้พร้อมแหงนหน้ามองมารดาตาเป็นประกาย
"มาแล้วขอรับท่านแม่"
เว่ยเสี่ยวเหอยิ้มพลางรับของมาจัดเรียง ใช้เชือกป่านมัดเงื่อนตายอย่างแน่นหนา นางทำงานแข่งกับแสงตะวัน ฝ่ามือบัดนี้เริ่มมีรอยถลอกและเปื้อนคราบไม้ นางไม่ได้ซ่อมเพียงแค่หลังคาแต่ยังปีนลงมาอุดรอยรั่วตามฝาบ้าน และเสริมความแข็งแรงให้บานประตูที่ใกล้จะหลุด
