2 ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหิว
2
ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหิว
"ท่านแม่"
เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือเรียกสติของนางให้กลับคืนมา อาเป่าเด็กน้อยผู้น่าสงสารค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ดวงตากลมจ้องมองมารดาด้วยความหวาดหวั่นปนความประหลาดใจ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นมารดากล้าโต้เถียงกับคนตระกูลจางสักครั้ง
โครก…
เมื่อเสียงท้องร้องครวญ อาเป่ารีบตะครุบท้องตนเองด้วยความอับอาย ใบหน้ามอมแมมขึ้นสีระเรื่อ รู้ดีว่าที่บ้านยากจนข้นแค้น มารดาจะเอาอาหารที่ไหนมาให้กิน
"ข้าขออภัยขอรับท่านแม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหิว"
“ไม่ได้ตั้งใจจะหิวอะไรกันเด็กโง่ ความหิวมันห้ามกันได้ที่ไหน”
คำพูดซื่อๆ นั้นบีบหัวใจของเว่ยเสี่ยวเหอ ในยุคที่นางจากมา ความหิวโหยเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ แต่สำหรับเด็กคนนี้ความหิวคือเรื่องปกติ สภาพครอบครัวยากไร้เช่นนี้ มีมารดาหาเลี้ยงปากท้องเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าในแต่ละวันจะได้กินอิ่มบ้างหรือไม่
"หิวก็บอกว่าหิวไม่ต้องขออภัย เจ้าไปรอแม่ที่แคร่ไม้ไผ่ แม่จะไปหาอะไรให้เจ้ารองท้อง"
นางพยุงตัวเด็กน้อยขึ้น เดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่อยู่ท้ายกระท่อม ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นสาบก็ลอยเข้าจมูก
ห้องครัวนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงกองไม้ระเกะระกะ หลังคาที่มุงด้วยหญ้าโหว่จนเห็นแสงตะวันรำไร เตาปั้นดินเผามีรอยแตกร้าวและเต็มไปด้วยเขม่าดำ นางเริ่มทำการสำรวจเสบียงทว่ายิ่งค้นยิ่งโมโหจนโทสะพลุ่งพล่าน
ในไหข้าวสารเหลือเพียงรำข้าวหยาบๆ ที่ติดอยู่ก้นไหไม่ถึงครึ่งกำมือ ในไหเกลือมีเพียงคราบสีขาวขุ่นที่แห้งกรัง ส่วนในตะกร้าสานเก่าๆ มีเพียงหัวมันเทศเหี่ยวๆ ที่เริ่มเน่าเปื่อยเพียงสองหัวเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีน้ำมัน แม้แต่ผักป่าแห้งๆ สักชิ้นก็ยังหาไม่ได้
"ไอ้สารเลวจางเหวินไฉ รู้จักแต่ไข่ทิ้งไว้ไม่รู้จักรับผิดชอบ ใส่ร้ายภรรยาทอดทิ้งบุตรแล้วยังปล่อยให้พวกเขาอดตายในกระท่อมสับปะรังเคแห่งนี้อีก ช่างเป็นขุนนางผู้ทรงธรรมที่น่าสมเพชเสียจริง"
นางกำหมัดแน่น รู้สึกโกรธแค้นจนอยากเห็นหน้าคนสารเลวนั่นแล้วตะบันหน้าไปสักฉาด นางพยายามมองหาพืชผักที่พอจะกินได้รอบกระท่อม แต่ดินรอบบ้านกลับแห้งกร้านแข็งจนจอบแทบสับไม่ลง เกลือสีขาวที่เกาะกินหน้าดินบอกชัดเจนว่านี่คือพื้นที่ร้างที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
"ถ้ามีเสบียงสำรองของกองทัพติดมาสักหน่อยก็คงดี ขอแค่ข้าวสวยร้อนๆ กับเกลือสักนิดให้อาเป่าได้กินอิ่มท้อง สวรรค์! ท่านส่งข้ามาตายดาบหน้าหรืออย่างไร"
ในจังหวะที่นางหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า จู่ๆ อากาศเบื้องหน้าของนางก็เกิดการบิดเบี้ยวอย่างประหลาด คลื่นความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า แสงสีทองอ่อนๆ ม้วนตัวเป็นวงกลมก่อนจะขยายตัวกว้างขึ้นประดุจประตูที่มองไม่เห็น เว่ยเสี่ยวเหอเบิกตาโต สัญชาตญาณทำให้นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวและหยิบมีดพร้าเก่าๆ ขึ้นมาตั้งท่ารับมือ
“อะไนกันล่ะนั่น!”
ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือมิติที่ซ้อนทับอยู่กับความจริง ภายในวงล้อแสงสีทองนั้น นางมองเห็นพื้นที่ราบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใสแบบที่นางไม่เคยเห็นในยุคโบราณ ใจกลางพื้นที่นั้นมีบ่อน้ำขนาดเล็กที่มีน้ำใสกระจ่างประดุจมรกต แผ่ไอเย็นสดชื่นออกมาจนความร้อนในห้องครัวเลือนหายไป และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ กระท่อมไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำนั้น มีหน้าตาเหมือนกับคลังเสบียงเคลื่อนที่ในฐานทัพที่นางเคยประจำการไม่มีผิดเพี้ยน
"นี่มันอะไรกัน"
นางลองยื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสกับวงล้อแสงนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะต้อง ร่างของนางก็ถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากเข้าไปภายในพริบตา
เว่ยเสี่ยวเหอลืมตาขึ้นอีกครั้งในพื้นที่แปลกตา กลิ่นหอมของดินที่อุดมสมบูรณ์ทำให้นางรู้สึกเหมือนร่างกายที่เหนื่อยล้าได้รับการเยียวยา นางรีบวิ่งไปยังกระท่อมไม้หลังนั้นและผลักประตูเข้าไป ภาพเบื้องหน้าทำให้ทหารหญิงที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับต้องกลั้นหายใจ
“ว้าว ไม่ได้ตาฟาดไปจริงๆ”
ชั้นวางของทำจากไม้เนื้อดีเรียงรายอยู่ภายใน บนชั้นเหล่านั้นมีสิ่งของที่นางคุ้นตาในยุคปัจจุบัน กระสอบข้าวสารขาวสะอาด ไหใส่น้ำมันถั่วเหลือง ขวดเกลือที่ขาวละเอียดราวกับหิมะ กระปุกเครื่องเทศหลากชนิด และที่สำคัญที่สุดคือมุมหนึ่งของกระท่อมที่มีผักสดสีเขียวขจีวางเรียงรายอยู่ราวเพิ่งเก็บมาจากสวน
"นี่มันคือมิติเสบียงงั้นหรือ โอ้! สวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งข้าจริงๆ"
นางเดินไปที่บ่อน้ำกลางมิติ ลองตักน้ำขึ้นมาดื่มเพียงอึกหนึ่ง รสชาติหอมหวานซ่านไปถึงใจ ความปวดเมื่อยจากการต่อสู้เลือนหายไปในพริบตา พลังกายพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ หรือนี่จะเป็นน้ำทิพย์จิตวิญญาณเหมือนที่เคยดูมาในละคร!
เว่ยเสี่ยวเหอไม่รอช้า นางรู้ดีว่าอาเป่ากำลังรออยู่ข้างนอก จึงรีบคว้าถุงผ้าเก่าๆ มาบรรจุข้าวสารขาวสะอาดเกลือ และไข่ไก่สดๆ สองสามฟองที่วางอยู่ในตะกร้า รวมถึงกระบอกน้ำที่ใส่น้ำทิพย์จนเต็ม
"ข้าอยากออกไป"
เพียงวูบเดียวร่างของนางก็กลับมาอยู่ในครัวที่ซอมซ่อตามเดิม สิ่งที่ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความฝันคือถุงผ้าหนักอึ้งที่อยู่ในมือและกลิ่นหอมของข้าวสารใหม่ที่โชยออกมา
ไม่รอช้า นางรีบจัดการก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว ทักษะการดำรงชีวิตในป่าของทหารหญิงทำให้การติดไฟท่ามกลางฟืนที่ชื้นไม่ใช่เรื่องยาก นางล้างหม้อดินใบเดียวที่เหลืออยู่จนสะอาด ใส่ข้าวสารขาวและน้ำทิพย์ลงไป ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยที่สุกใหม่ก็อบอวลไปทั่วกระท่อม
นางตอกไข่ลงไปในถ้วยดินเผา โรยเกลือชั้นดีที่มีรสเค็มกลมกล่อมเพียงเล็กน้อย แล้วนึ่งลงบนฝาหม้อข้าว กลิ่นหอมของไข่นึ่งฟูฟ่องผสานกับข้าวสวยทำให้บรรยากาศในกระท่อมเปลี่ยนจากความสิ้นหวังกลายเป็นความอบอุ่น
"ท่านแม่หอมจังเลยขอรับ"
อาเป่าที่ทนกลิ่นหอมไม่ไหวเดินมาแอบดูที่ประตูห้องครัว ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นข้าวสีขาวบริสุทธิ์ในหม้อ
"นั่นคือข้าวสารขาวหรือขอรับ บ้านเรามีข้าวแบบนั้นด้วยหรือ"
เว่ยเสี่ยวเหอยิ้มละไม นางตักข้าวสวยร้อนๆ พูนชาม วางไข่นึ่งสีเหลืองนวลลงไปด้านบนแล้วส่งให้อาเป่า
"กินเถิด ต่อไปนี้แม่จะไม่ให้เจ้าต้องกินรำข้าวหรือมันเทศเน่าอีกแล้ว เราจะมีข้าวขาวและเนื้อสัตว์กินกันทุกมื้อ"
อาเป่ารับชามข้าวไปด้วยมือที่สั่นเทา เขาตักข้าวเข้าปากคำแรกแล้วน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม
"อร่อย ข้าไม่ได้กินข้าวสารขาวมานานแล้ว อร่อยที่สุดเลยขอรับท่านแม่"
เว่ยเสี่ยวเหอมองดูบุตรชายกินอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับจิบน้ำทิพย์ในกระบอก แววตาของนางเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
ข้าจะเลี้ยงเจ้าให้เติบโตไปได้ดี…
นางมองออกไปนอกหน้าต่างมุ่งตรงไปยังที่ดินแห้งกร้านสามหมู่ด้านนอก ด้วยความลับในมิตินี้และทักษะของทหารหญิง นางจะเปลี่ยนที่แห่งนี้ให้กลายเป็นทองคำ นางจะปลูกพืชพรรณที่ล้ำค่าที่สุด และจะสร้างอำนาจที่ทำให้พวกตระกูลจางต้องหมอบกราบอ้อนวอนขอเศษอาหารจากนางในสักวัน
"อาเป่ากินให้อิ่มนะ”
“ขอรับท่านแม่ ท่านแม่ก็กินด้วยสิขอรับ”
“ได้ เราทั้งคู่ต้องกินให้อิ่ม”
