14 น้ำแกงนี่ไม่สะอาด
14
น้ำแกงนี่ไม่สะอาด
ทุกคนในร้านพลันนิ่งสนิทเหมือนถูกสาป เซียวอวี่หรานค่อยๆ วางช้อนกระเบื้องลงบนชามน้ำแกงที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืน เพียงแค่เหลือบตามองก็ทำให้ลูกน้องของจางเหวินไฉเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นทันที
จางเหวินไฉหันไปมอง พอเห็นใบหน้าคมกริบในชุดขุนนางชั้นสูงก็ตาเหลือก
"ทะ...ท่านอ๋องสิบเอ็ด!"
"หึ เจ้าบอกว่าน้ำแกงนี่ไม่สะอาด งั้นแสดงว่าเจ้ากำลังจะบอกว่าข้าอ๋องสิบเอ็ดผู้นี้มีลิ้นที่ไร้รสนิยมจนกินของเน่าเสียเข้าไปงั้นหรือ"
"มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วงสุขอนามัยของท่านอ๋อง"
"ห่วงงั้นรึ เจ้าใช้ตำแหน่งขุนนางข่มเหงสตรีที่ทำมาหากินสุจริต เท่าที่ฟังดูนางเป็นสตรีที่เคยมีพระคุณกับเจ้าด้วยซ้ำ” เขาเว้นช่วงไปครู่หนึ่งปรายตาไปทางด้านหลัง “จัดการเศษขยะพวกนี้"
สิ้นคำสั่ง องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ก็เปิดเผยตัวออกมา เพียงไม่กี่ลมหายใจผู้ติดตามของจางเหวินไฉก็ถูกโยนออกไปนอกร้าน จางเหวินไฉเห็นท่าไม่ดี เขารู้ว่าตอนนี้เกราะขุนนางของเขาใช้ไม่ได้ผลแถมยังจะโดนอาญาข้อหาหมิ่นพระเกียรติอีก เขาเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ด้วยตาที่หลุกหลิก
จางเหวินไฉหันหลังเตรียมจะใช้โอกาสชุลมุนหนีเอาตัวรอด ทว่าเว่ยเสี่ยวเหอไม่ปล่อยให้เขาไปง่ายๆ นางแกล้งยื่นเท้าออกมาสกัดขาเขาอย่างแม่นยำ
โครม!
เขาหน้าทิ่มลงไปบนกองเศษผักข้างร้าน ก่อนจะกระดอนไปกระแทกกับเก้าอี้ไม้จนชุดขุนนางขาดวิ่น จางเหวินไฉอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาไม่ได้สนใจเกียรติยศอีกต่อไป รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น มือข้างหนึ่งกุมก้นที่ผ้าขาด อีกข้างหนึ่งพยายามปิดหน้าวิ่งออกไปจากร้านด้วยความเร็ว
เซียวอวี่หรานหันมามองเว่ยเสี่ยวเหอ แววตาที่เคยเย็นชาแฝงไปด้วยความขบขัน
"เจ้ามีอดีตสามีที่แปลกประหลาดดี"
"ก็แค่คนสารเลวที่ลืมตัว ขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยจัดการให้เจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องขอบคุณ"
เมื่อร้านน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยเริ่มสงบลง ลูกค้าคนอื่นๆ ทยอยกลับไปจนเหลือเพียงความเงียบ เว่ยเสี่ยวเหอมองดูบุรุษสูงศักดิ์ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะมุมเดิม แม้ใบหน้าของเขาจะดูมีเลือดฝาดขึ้นกว่าวันแรกที่พบกัน ทว่าในบางจังหวะ นางยังสังเกตเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดที่พาดผ่านดวงตาคมกริบคู่นั้น นางตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมกับน้ำชาที่ใช้น้ำทิพย์จิตวิญญาณต้ม
“ท่านอ๋อง ข้าขออนุญาตเสียมารยาทถามสักประโยคได้หรือไม่เจ้าค่ะ”
เซียวอวี่หรานละสายตาจากถ้วยน้ำแกงที่ว่างเปล่า เงยหน้าขึ้นมองสตรีที่กล้าแกร่งตรงหน้า
“เจ้ามีอะไรจะถามข้า”
“วันแรกที่ท่านมาที่นี่สีหน้าของท่านซีดขาวเหมือนคนใกล้สิ้นลม ลมหายใจของท่านแฝงไปด้วยไอเย็นที่รุนแรง แม้แต่น้ำแกงร้อนๆ ของข้าก็ทำได้เพียงบรรเทาอาการชั่วคราว ท่านกำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่กันแน่ มันหาใช่โรคภัยธรรมดาไม่ แต่มันเหมือนพิษร้ายที่คอยกัดกินจากภายใน”
เซียวอวี่หรานนิ่งไปชั่วครู่ มือที่วางอยู่บนโต๊ะเผลอกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาแปลกใจที่แม่ค้าผู้นี้มีความรู้สึกไวต่ออาการป่วยของเขายิ่งกว่าหมอหลวงบางคนเสียอีก
“แปลกใจที่แม่ค้าอย่างเจ้าดูออก มันคือพิษเหมันต์นิรันดร์ ข้าถูกลอบวางยาในสนามรบเมื่อสามปีก่อน หมอหลวงทั่วแผ่นดินต่างบอกว่ามันไม่มีทางรักษา สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงรอวันที่จะหมดลมหายใจเท่านั้น”
“บางทีข้าอาจจะมีวิธีรักษาท่านได้ หากท่านอ๋องไว้ใจ ข้าพอจะมีวิธีรักษาแต่ไม่ยืนยันว่ามันจะเห็นผลแน่นอน”
เซียวอวี่หรานขมวดคิ้ว แววตาที่เคยนิ่งสงบสั่นไหวด้วยความหวังที่ริบหรี่
“เจ้าพูดจริงหรือ แม้แต่หมอหลวงอันดับหนึ่งยังทำไม่ได้แล้วเจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน”
เว่ยเสี่ยวเหอไม่ตอบเป็นคำพูดแต่นางเลื่อนถ้วยน้ำชาที่เพิ่งวางลงให้เขา
“ลองดื่มนี่ดูเจ้าค่ะ”
ท่านอ๋องสิบเอ็ดรับถ้วยชาขึ้นมาจิบ เพียงแค่ของเหลวไหลลงสู่ลำคอ พลันรู้สึกถึงความร้อนมหาศาลกว่าน้ำแกงแพะหลายเท่าตัว มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผาแต่ทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาด ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและชาหนึบบัดนี้กลับเบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตลอดสามปี
“นี่มันชาชนิดใด”
เซียวอวี่หรานอุทานออกมา แววตาที่เคยมองนางด้วยความชื่นชมบัดนี้เปลี่ยนเป็นความทึ่งและศรัทธา
“มันคือความลับทางการค้าของข้า ชานี้มีไว้สำหรับท่านผู้เดียวไม่ให้คนอื่นดื่มง่ายๆ ตกลงท่านอ๋องรู้สึกดีขึ้นใช่หรือไม่เจ้าค่ะ”
“ดีขึ้นอย่างประหลาด”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ข้าปรุงขึ้นมาเห็นผลจริง ท่านอ๋องอาจจะต้องดื่มชานี้ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากวันไหนไม่สะดวกจะให้คนมาเอาไปก็ได้ เพียงแต่ข้าจะไม่ปรุงชาชนิดนี้ทิ้งไว้ต้องต้มวันต่อวันถ้าท่านอ๋องได้ไปต้องดื่มทันที”
เซียวอวี่หรานมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความประทับใจเริ่มก่อตัวเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เขาสัมผัสได้ว่าสตรีผู้นี้มีความลับมากมายซ่อนอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้เพราะในยามนี้นางคือคนเดียวที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา
“ตกลง ต่อจากนี้ไปร้านน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า ใครก็ตามที่กล้ามาสร้างความเดือดร้อนให้เจ้ามันผู้นั้นต้องข้ามศพองครักษ์เงาของข้าไปก่อน”
อาเป่าที่แอบฟังอยู่หลังม่านวิ่งออกมาเกาะขาแม่ เขาแอบนั่งร้องไห้ตั้งแต่ตอนที่เห็นบิดาและพวกเข้ามาพังร้าน การพูดคุยของเว่ยเสี่ยวเหอและท่านอ๋องสิบเอ็ดพลันต้องชะงักลง เด็กน้อยโถมเข้ากอดขาของมารดาไว้แน่น ไหล่เล็ก ๆ สั่นเทาจนสังเกตได้ ใบหน้าขาวนวลที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มใสซื่อบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมโตที่เคยสดใสกลับบวมแดงและเต็มไปด้วยความอัดอั้น
"ท่านแม่ ฮึก...ท่านแม่เมื่อครู่นี้คนใจร้ายคนนั้นเขาพูดจาไม่ดีกับท่านแม่อีกแล้ว”
เว่ยเสี่ยวเหอใจหายวาบ นางรีบย่อตัวลงประคองกอดลูกชายไว้แนบอก ความแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าที่นางใช้เผชิญหน้ากับศัตรูพลันละลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เจ็บปวดร้าวราน
"อาเป่าไม่ร้องนะลูก แม่ไม่เป็นไรเลย เห็นไหมแม่ยังแข็งแรงดีอยู่ตรงนี้”
“ฮึก…ฮื่อ”
นางใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาให้ลูกอย่างเบามือ แต่อาเป่ากลับยิ่งพูดจาตัดพ้อด้วยความน้อยใจแทนมารดา
"ทำไมเขาถึงใจร้ายนักขอรับ ท่านพ่อต้องปกป้องท่านแม่ไม่ใช่หรือ แต่ทำไมเขาถึงเอาคนมาพังร้านเรา ทำไมเขาถึงมองท่านแม่เหมือนไม่ใช่คน อาเป่าจะโตให้เร็ว ๆ อาเป่าจะปกป้องท่านแม่เองจะไม่ให้ใครมารังแกท่านแม่ได้อีก”
คำพูดไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความกตัญญูและบาดแผลในใจ ทำเอาเว่ยเสี่ยวเหอน้ำตาคลอตาม นางดึงอาเป่าเข้ามาจูบขมับปลอบประโลม ความโกรธแค้นที่มีต่อจางเหวินไฉทวีคูณขึ้นร้อยเท่า ไม่ใช่เพราะเขาด่าทอนางแต่เพราะเขาทำลายหัวใจดวงน้อย ๆ ของลูกชาย
