13 จดหมายถึงลูกรัก
13
จดหมายถึงลูกรัก
"อะไรนะเจ้าคะ" จางเม่ยเอ๋อร์หูผึ่งจนลืมเรื่องเล็บหัก "ร้านค้าในเมือง เงินตำลึงทองรึ นังคนชั้นต่ำที่เคยคลานเข่าขอข้าวพวกเรากินน่ะรึจะทำได้ถึงขนาดนั้น ฮึ่ย! ข้าอิจฉามันจนอกจะแตกตายอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
จางเม่ยเอ๋อร์เดินพล่านไปมาในห้องครัวเล็กๆ
"ข้าไม่ยอม! ข้าซักผ้าจนมือเปื่อยแต่มันกลับไปนั่งนับเงิน พี่เหวินไฉต้องรู้เรื่องนี้ เขาต้องจัดการลากมันกลับมาเป็นทาสพวกเรา หรือไม่ก็ยึดร้านมันมาเป็นของตระกูลจางเราเสีย"
"นั่นแหละที่ข้าคิดอยู่ ข้าจะเขียนจดหมายส่งไปให้เหวินไฉ บอกเขาว่านังเว่ยเสี่ยวเหอมันกำลังเอาเงินที่แอบขโมยจากตระกูลจางไปเสวยสุขในเมือง"
นางจางหยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก รีบไปหยิบพู่กันและกระดาษเก่าๆ ออกมา
“เม่ยเอ๋อร์”
“อะไรอีกเล่าเจ้าคะ”
“ข้าลืมไปว่าข้าเขียนหนังสือไม่เป็น”
“โอ้ย! ข้าก็เขียนไม่เป็น”
ในเมื่อไร้ความสามารถ สองแม่ลูกจึงตกลงกันว่าจะไปจ้างคนรับเขียนจดหมายในหมู่บ้านเป็นคนเขียนให้ โดยเนื้อความในจดหมายมีเนื้อหาดังนี้
"ถึงเหวินไฉ ลูกรักผู้กตัญญู
ตอนนี้ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยเกิดอาเพศ นังเว่ยเสี่ยวเหอมันถูกผีสิงรวยผิดปกติจนไปเปิดร้านน้ำแกงแพะในเมืองใกล้ๆ จวนตระกูลตู้ของเจ้าแล้ว มันจ้างนักเลงมาทำร้ายแม่กับน้องจนเกือบตาย แม่ต้องกินน้ำตาทุกวัน ส่วนเม่ยเอ๋อร์ก็น่าสงสารนัก งานบ้านหนักหนาจนเล็บนางหักไปสามนิ้วแล้ว เจ้าต้องรีบจัดการมันก่อนที่มันจะรวยจนไปฟ้องคุณหนูตู้เรื่องเมียเก่าเจ้านะลูกรัก"
"เขียนให้มันดูน่าสงสารกว่านี้อีกนิดสิ บอกไปด้วยว่าข้าต้องซักผ้าให้ท่านแม่จนมือพอง พี่เหวินไฉจะได้รู้สึกผิด"
จางเม่ยเอ๋อร์ยืนกำกับพลางชี้นิ้วสั่งคนรับเขียนจดหมาย เมื่อเขียนเสร็จนางมองจดหมายนั้นด้วยแววตาอาฆาต ทั้งคู่เดินกลับบ้านของตนเองท่าเดินยังกะแผลกอยู่
"คอยดูเถอะเว่ยเสี่ยวเหอ ถ้าพี่เหวินไฉส่งคนไปจัดการร้านเจ้าเมื่อไหร่ ข้าจะไปแย่งเอาเงินตำลึงทองมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้หมดเลย ส่วนตอนนี้ เอิ่ม...ท่านแม่เจ้าคะ น้ำในถังหมดแล้ว ท่านแม่ลุกเป็นคนไปเติมให้หน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
"ก้นข้ายังเจ็บเจ้าไปเองสิ!"
"ข้าไม่ไปเล็บข้าเพิ่งหัก!"
สองแม่ลูกตระกูลจางเริ่มเปิดฉากปะทะฝีปากกันเองอย่างดุเดือดท่ามกลางกองผ้าที่ยังไม่ได้ซักและหม้อข้าวที่ไหม้เกรียม ความคิดถึงเว่ยเสี่ยวเหอที่เคยทำงานทุกอย่างงกๆ เริ่มผุดขึ้นมาในหัว แต่ความอิจฉามีมากกว่าพวกนางจึงเลือกที่จะทำลายความสุขของผู้อื่น มากกว่าจะสำนึกในความผิดของตนเอง
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังทะเลาะกันเรื่องใครจะไปตักน้ำ เว่ยเสี่ยวเหอที่อยู่ร้านน้ำแกงในเมืองหลวงก็พลันจามออกมาเบาๆ
"มีคนบ่นถึงท่านแม่รึเปล่าขอรับ” อาเป่าถามขณะช่วยจัดโต๊ะ
"คงเป็นพวกแมลงหวี่แมลงวัน ช่างพวกมันเถอะ เตรียมรับลูกค้าต่อดีกว่า วันนี้ท่านลุงหน้านิ่งคนนั้นน่าจะมาอีกแน่ๆ ถึงไม่อยากซวยเพราะต้อนรับคนแบบนั้นแต่เราเป็นแม่ค้าไม่ควรปฏิเสธเงิน"
ภายในห้องหนังสือที่จวนตระกูลตู้ จางเหวินไฉกำลังนั่งกุมขมับจ้องมองจดหมายของมารดาที่ส่งมาถึงมือเมื่อครู่ ยิ่งอ่านข้อความที่ว่าเว่ยเสี่ยวเหอถูกผีสิงรวยจนเปิดร้านน้ำแกงแพะในเมืองหลวงก็ทำเอาเขาลนลาน หัวใจของขุนนางหนุ่มเต้นรัวด้วยความขลาดกลัว
"นางกล้าดีอย่างไรมาเปิดร้านอยู่ในเมืองหลวงใกล้จมูกข้าถึงเพียงนี้ หากนางรวยขึ้นมาแล้ววันดีคืนดีเกิดนึกอยากทวงคืนตำแหน่งฮูหยินข้าไม่ฉิบหายวายวอดหรอกรึ ไม่ได้ๆ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง"
เขากลัวว่าความลับเรื่องเมียเก่าและลูกติดจะรั่วไหลถึงหูตู้จือหลานเมียใหม่จอมโหดผู้มีงานอดิเรกคือการสะสมแส้หนัง ทำให้จางเหวินไฉตัดสินใจทำบางอย่าง เขาเรียกผู้ติดตามที่พอจะคุยกันได้สองสามคน พร้อมกับสวมชุดขุนนางเต็มยศ คิดในใจว่าด้วยตำแหน่งขุนนางย่อมข่มขู่เว่ยเสี่ยวเหอให้ขวัญหนีดีฝ่อได้
ที่ร้านน้ำแกงแพะตระกูลเว่ย วันนี้ลูกค้ายังคงแน่นขนัด กลิ่นหอมของน้ำแกงโชยไปไกลสามบ้านแปดบ้าน เว่ยเสี่ยวเหอกำลังตักน้ำแกงด้วยท่าทางคล่องแคล่วโดยมีอาเป่าคอยส่งเสียงเจื้อยแจ้วเรียกลูกค้า
"ถอยไป! ถอยไปให้หมด! เจ้าหน้าที่มาตรวจความเรียบร้อย"
เสียงตะโกนที่ฟังดูพยายามจะทุ้มของจางเหวินไฉดังขึ้น เขาเดินเข้ามาในร้านพลางเอามือไพล่หลัง พยายามทำหน้าตาให้ดูน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชาวบ้านที่กำลังซดน้ำแกงอยู่อย่างเอร็ดอร่อยถึงกับชะงัก
เว่ยเสี่ยวเหอเงยหน้าขึ้นมอง เพียงเห็นหน้าอดีตสามีสารเลวนางก็หยักยิ้มเย็นที่มุมปาก ความคับแค้นแทนเจ้าของร่างเดิมสุมเต็มอก
"ที่แท้ก็ท่านขุนนางจางผู้สูงส่ง ลมอะไรหอบท่านมาหรือเจ้าคะ"
จางเหวินไฉหน้ากระตุก ก้าวเข้ามาตบโต๊ะดังปัง แต่ดันเจ็บมือเองจนต้องแอบสั่นมือลับหลัง
"นางเว่ยเสี่ยวเหอ! เจ้าบังอาจนัก! ข้าได้รับแจ้งมาว่าร้านของเจ้าขายของไม่สะอาด ใช้เนื้อสัตว์เน่าเหม็นมาทำน้ำแกงให้ชาวบ้านกิน ข้าขอสั่งให้เจ้าปิดร้านเดี๋ยวนี้!"
"เนื้อเน่างั้นรึ" เว่ยเสี่ยวเหอเลิกคิ้ว "ท่านขุนนางตาถั่วหรืออย่างไร ลูกค้าทุกคนที่นั่งอยู่นี่กินแล้วแข็งแรงปึ๋งปั๋ง หรือท่านอยากจะลองชิมดูสักชามเผื่อสมองที่ฝ่อไปจะได้กลับมาทำงานเป็นปกติบ้าง"
"เจ้า!” จางเหวินไฉเริ่มลนลานเมื่อเห็นชาวบ้านเริ่มทำหน้าสงสัย "เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครจะมาอวดดีในเมืองหลวง ข้าสั่งให้เจ้าไสหัวกลับไปอยู่ในที่ของเจ้าซะ รีบไปก่อนที่ข้าจะสั่งให้คนมาพังร้านแผงลอยเล็กๆ นี้ทิ้ง"
“คนสารเลวเช่นท่านจะมาอวดเบ่งอะไรตรงนี้!”
เว่ยเสี่ยวเหอก้าวออกมาจากหลังเตา จ้องตาเขาด้วยสายตาที่ทำให้จางเหวินไฉรู้สึกเหมือนถูกมีดคมๆ จ่ออยู่ที่คอ
"จางเหวินไฉท่านจำอดีตได้ดี! ท่านคิดว่าข้าเหมือนขยะที่ท่านเขี่ยทิ้ง แล้วตอนที่ท่านป่วยจนเกือบตายใครกันที่ขึ้นเขาไปหาของป่ามาต้มยาให้ท่านกิน ใครกันที่ซักผ้าห่มเปื้อนฉี่ของท่านตอนท่านเมามายจนไม่ได้สติ ท่านเอาเงินสินเดิมของข้าไปซื้อชุดบัณฑิตแล้วพอได้ดีก็ถีบหัวส่ง ท่านมันไม่ใช่คนแต่เป็นหมาป่าตาขาว!"
"หุบปาก! เรื่องไร้สาระพวกนั้นใครจะไปจำ" จางเหวินไฉตะโกนหน้าแดงก่ำ "พวกเจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม! ไปทำลายหม้อน้ำแกงซะ”
ผู้ติดตามของจางเหวินไฉเตรียมจะพุ่งเข้าไปพังเตา ทว่าในขณะนั้นเองเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากโต๊ะมุมร้าน
"ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องหม้อน้ำแกง ข้าจะตัดมือมันทิ้ง"
