15 ไม่ได้วัดกันที่สายเลือด
15
ไม่ได้วัดกันที่สายเลือด
เซียวอวี่หรานที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ตลอด เขาลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาอาเป่าแล้วย่อตัวลงข้าง ๆ มือใหญ่ที่เคยถือดาบสังหารศัตรูนับพันบัดนี้วางลงบนหัวของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
"เจ้าหนู ในโลกนี้คนที่เรียกว่าบิดาไม่ได้วัดกันที่สายเลือดแต่วัดกันที่การกระทำ คนที่ทำร้ายแม่ของเจ้าและทอดทิ้งเจ้าย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้คำว่าบิดาแม้เพียงครึ่งคำ"
อาเป่าหยุดร้องไห้ชั่วขณะ มองดูใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม
"ต่อจากนี้ไป ระหว่างที่รอเจ้าโตใครที่รังแกแม่ของเจ้าข้าจะจัดการแทนให้เอง”
อาเป่ามองหน้าท่านอ๋องสลับกับหน้ามารดา ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าและใช้นิ้วเล็ก ๆ ปาดน้ำตา
"จริงหรือขอรับ”
“จริงแน่นอน”
เว่ยเสี่ยวเหอมองสบตากับท่านอ๋องแล้วยิ้มบางๆ กระชับอ้อมกอดอาเป่าไว้แน่น เดิมทีนางไม่เคยต้องการการคุ้มครองจากผู้ใด แต่ย้อนคิดดูแล้วนางไม่ได้ตัวคนเดียวแต่มีอาเป่าด้วยอีกคน การได้รับการปกป้องจากผู้สูงศักดิ์นั้นก็ถือเป็นเรื่องดี ลองมองให้ลึกซึ้งเซียวอวี่หรานคนนี้ดูเหมือนไม่ได้เลวร้าย ขอแค่เขาปกป้องร้านค้าของนางและปกป้องอาเป่านางก็จะตอบแทนเขาด้วยการปรุงชาขจัดพิษรักษาเขาเอง
ตกเย็น เว่ยเสี่ยวเหอจูงมืออาเป่าเดินไปตามเส้นทางลูกรังที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชิงสุ่ย แม้ร่างกายของนางจะแข็งแกร่งด้วยน้ำทิพย์จิตวิญญาณเพียงใดแต่นางสังเกตเห็นฝีเท้าของอาเป่าที่เริ่มช้าลง เด็กน้อยพยายามกลั้นหาวและเดินเตาะแตะด้วยความเหนื่อยล้าจากการช่วยงานในร้านมาทั้งวัน
"ท่านแม่ขอรับ อีกไกลไหมขอรับกว่าจะถึงบ้าน"
อาเป่าถามเสียงอู้อี้พลางเอามือเล็ก ๆ ขยี้ตา เว่ยเสี่ยวเหอมองดูลูกชายด้วยความสงสารจับใจ ระยะทางจากตลาดทิศตะวันออกกลับไปยังกระท่อมท้ายทุ่งนั้นกินเวลาร่วมหนึ่งชั่วยามทุกวัน นางกับลูกต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อเตรียมของ และต้องเดินทางกลับในยามค่ำคืนท่ามกลางความมืดและลมหนาว
ร้านน้ำแกงแพะนั่นเล็กเกินไป นางครุ่นคิด ในตอนแรกเช่าร้านค้าแผงลอยเพียงเพื่อหยั่งเชิงตลาด พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้ตั้งเตาเคี่ยวน้ำแกงและตั้งโต๊ะม้านั่งสำหรับลูกค้าเหลือเพียงซอกเล็ก ๆ ไว้เก็บถ้วยชาม อย่าว่าแต่จะนอนพักผ่อนเลย แค่จะเอนหลังนั่งพักในระหว่างวันยังทำได้ยาก
"อาเป่าอดทนอีกนิดแม่ตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้เราจะไปหาบ้านหลังใหม่ในตลาดกัน"
"บ้านหลังใหม่ในตลาดหรือขอรับ เราจะไม่ต้องเดินไกล ๆ แบบนี้ทุกวันแล้วใช่ไหมขอรับท่านแม่"
"ใช่แล้ว เราจะมีที่อยู่ที่ปลอดภัย"
เว่ยเสี่ยวเหอแย้มยิ้มในใจ นางมีเงินสะสมจากการขายผักและน้ำแกงมากพอที่จะเช่าหรือแม้แต่ซื้อจวนหลังย่อม ๆ ในเขตชั้นนอกของเมืองได้ไม่ยากนัก
เมื่อกลับถึงกระท่อมท้ายทุ่ง เว่ยเสี่ยวเหอวางอาเป่าลงบนเตียงไม้อย่างเบามือ นางจัดการจุดตะเกียงน้ำมันจนแสงไฟวูบวาบส่องสว่างไปทั่วห้อง ก่อนจะเดินไปที่มุมห้องแล้วขุดเอากล่องไม้ที่ฝังไว้ใต้ดินออกมา
นางเปิดกล่องออก แสงจากตะเกียงสะท้อนกับเหรียญอีแปะและเงินตำลึงที่กองรวมกันอยู่จนเป็นประกาย เว่ยเสี่ยวเหอเริ่มคัดแยกและนับเงินอย่างละเอียด
"หนึ่งตำลึง...สองตำลึง...สิบตำลึง..."
นางนับวนไปจนครบจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมด รวมกับเงินที่เพิ่งได้มาจากการขายวันนี้และเงินกำนัลจากท่านอ๋องสิบเอ็ด ตัวเลขที่ปรากฏออกมาทำให้นางต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
"มากพอจริงๆ ด้วย"
นางพึมพำกับตัวเอง เงินที่มีอยู่ในตอนนี้ มากพอที่จะไปเช่าตึกแถวสองชั้นในย่านที่ไม่ไกลจากเดิมนัก พื้นที่ชั้นล่างสามารถเปิดเป็นร้านน้ำแกงแพะที่จุคนได้มากขึ้น มีห้องครัวที่เป็นสัดส่วน ส่วนชั้นบนก็สามารถดัดแปลงเป็นที่พักอาศัยที่ปลอดภัยและสะดวกสบายสำหรับนางและอาเป่า
“เร่เข้ามาๆ น้ำแกงแพะอร่อยๆ กินแล้วสดชื่นฟื้นฟูกำลัง งึม งึม”
นางมองไปที่อาเป่าที่ละเมอพึมพำถึงน้ำแกงแพะแล้วยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู พรุ่งนี้นางตั้งใจว่าจะฝากร้านไว้กับหลงจู๊ข้างๆ ชั่วคราว แล้วออกไปเดินสำรวจหาร้านใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการธุระที่ร้านเสร็จ เว่ยเสี่ยวเหอก็ออกเดินสำรวจย่านใกล้เคียงทันที นางต้องการตึกแถวที่ทำเลดีพอจะเปิดกิจการและมิดชิดพอจะซ่อนความลับ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าตึกแถวสองชั้นสภาพกึ่งเก่ากึ่งใหม่หลังหนึ่ง ตัวตึกทำจากไม้เนื้อแข็งชั้นดี มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และที่สำคัญคืออยู่ห่างจากถนนเส้นหลักเพียงไม่กี่ก้าว
“แม่นางสนใจตึกหลังนี้รึ”
“ข้าสนใจ”
เถ้าแก่ร้านข้างๆ มองตึกหลังนั้นด้วยสายตาหวาดระแวง ลังเลว่าจะพูดหรือไม่พูดดี แต่สุดท้ายก็พูด
“ข้าบอกตามตรงนะ ราคาเช่าหรือราคาซื้อขาดน่ะถูกยิ่งกว่าผักหญ้าเสียอีก แต่ไม่มีใครกล้าอยู่ที่นี่เกินสามคืนหรอก”
“ทำไมหรือเจ้าคะ”
“ก็มันดุน่ะสิ ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่าตึกผีสิง กลางค่ำกลางคืนจะมีเสียงร้องครวญคราง บางทีก็มีเงาดำพุ่งผ่านหน้าต่าง ข้าวของเคลื่อนย้ายเองได้ ใครเข้ามาอยู่ก็มักจะเจอดีจนต้องหอบผ้าผ่อนหนีไปกลางดึกทุกราย”
เว่ยเสี่ยวเหอเหยียดยิ้มเย็น ตอนเป็นทหารนางเคยนอนเฝ้าศพในป่าลึก นางไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ สิ่งที่นางเชื่อมีเพียงคนและอาวุธเท่านั้น หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นมันต้องมีเหตุผลหรือกลลวงบางอย่างซ่อนอยู่
“ข้าจะซื้อขาดเจ้าค่ะ”
“หา!”
คืนแรกของการเข้าพำนัก เว่ยเสี่ยวเหอพาอาเป่าเข้ามานอนที่ชั้นบน นางจัดแจงปูที่นอนและวางกับดักเส้นลวดเส้นเล็กๆ ไว้ตามจุดสำคัญรอบบ้าน หากมีสิ่งใดเคลื่อนผ่านจะรู้ได้ในทันที
“ท่านแม่ข้ากลัวขอรับ ชาวบ้านบอกว่าที่นี่มีผี”
“ผีที่ไหนจะสู้แม่เจ้าได้ นอนเถิด มีแม่อยู่ตรงนี้ไม่มีอะไรทำร้ายเจ้าได้”
นางตบหลังลูกชายเบาๆ จนเขาเคลิ้มหลับไป ท่ามกลางความมืดมิดในยามดึกสงัด เสียงลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านช่องไม้ดังหวูด ทันใดนั้นเองสัญชาตญาณของเว่ยเสี่ยวเหอก็ทำงาน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่พยายามลงน้ำหนักให้ดูเบาหวิวเริ่มดังขึ้นจากชั้นล่าง ตามมาด้วยเสียงขูดขีดผนังและเสียงโหยหวนเบาๆ ที่พยายามดัดให้ดูน่าสยดสยอง
แกรก...แกรก...
“ไปซะ! ออกไปจากที่นี่! ไม่เช่นนั้นข้าหักคอพวกเจ้า!”
เสียงพึมพำลอยลมมา เว่ยเสี่ยวเหอลืมตาโพล่งในความมืด นางค่อยๆ ขยับตัวออกจากเตียง หยิบกระบองไม้สั้นที่เตรียมไว้ข้างหมอน แล้วใช้ทักษะการเคลื่อนที่ไร้เสียงก้าวลงไปที่ชั้นล่าง
นางเห็นเงาดำตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่มุมห้องครัว เงาที่ดูสูงโย่งและมีเส้นผมรุงรังปิดหน้าปิดตากำลังขยับโต๊ะเก้าอี้ให้เกิดเสียงดัง เว่ยเสี่ยวเหอไม่รอช้า นางพุ่งตัวเข้าใส่เป้าหมายประดุจเสือดาวตะปบเหยื่อ
“โอ้ย!”
เสียงผีร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อถูกเว่ยเสี่ยวเหอกอดคอจากด้านหลัง
“หึ…ผีบ้านเจ้าสิ ร้องเสียงหลงเชียวนะ”
