12 เซียวอวี่หราน
12
เซียวอวี่หราน
เมื่อบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในระยะสายตา ท่วงท่าการเดินของเขานิ่งสงบประดุจสายน้ำ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ฝูงชนต้องแหวกทางให้อย่างไม่รู้ตัว
เขาคือเซียวอวี่หราน หรือที่ผู้คนในราชสำนักต่างรู้จักกันในนามท่านอ๋องสิบเอ็ด เจ้าของฉายาอ๋องไร้ใจ
เป็นที่เล่าขานกันว่าทรงเป็นโอรสที่เกิดจากสนมชั้นผู้น้อย แต่ด้วยปรีชาสามารถด้านการรบตั้งแต่วัยเยาว์เขาจึงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์ชายแดนทิศประจิม ทว่าในการศึกครั้งสุดท้ายเมื่อสามปีก่อน เซียวอวี่หรานถูกลอบวางยาพิษประหลาดที่เรียกว่าเหมันต์นิรันดร์ ยาพิษนี้ไม่ฆ่าเขาให้ตายในทันทีแต่จะค่อยๆ แช่แข็งเส้นลมปราณทีละน้อย ทำให้ร่างกายหนาวเหน็บอยู่ตลอดเวลาแม้ในฤดูร้อน ใบหน้าของเขาจึงมักจะเรียบเฉยเย็นชาประดุจน้ำแข็ง และอารมณ์ความรู้สึกก็คล้ายจะถดถอยจนกลายเป็นคนไร้หัวใจในสายตาผู้อื่น
ที่สำคัญโรคประหลาดนี้ทำให้เขาทานสิ่งใดไม่ลง รสชาติอาหารทุกอย่างเมื่อสัมผัสลิ้นของเขาก็ดุจขี้เถ้า ร่างกายที่เคยกำยำจึงเริ่มซูบผอมและอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนต้องกลับมาพักรักษาตัวที่เมืองหลวง
“น้ำแกงแพะชามหนึ่ง”
เสียงของเขาไม่เบาไม่แรง แต่มันกังวานและทรงพลังจนเว่ยเสี่ยวเหอที่กำลังยุ่งอยู่กับหม้อน้ำแกงต้องเงยหน้าขึ้นมอง
นัยน์ตาคมกริบประดุจเหยี่ยวของเซียวอวี่หรานสบเข้ากับดวงตาเด็ดเดี่ยวของนาง เว่ยเสี่ยวเหอชะงักไปครู่หนึ่ง สัญชาตญาณร้องเตือนว่าชายตรงหน้ามิใช่คนธรรมดา กลิ่นอายจางๆ ของคาวเลือดและอำนาจจากตัวเขานั้นรุนแรงยิ่งกว่าแม่ทัพทหารที่นางเคยพบมาในชาติก่อน
“เชิญท่านผู้สูงศักดิ์นั่งก่อนเจ้าค่ะ”
เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยเสียงเรียบ นางไม่ได้อ่อนน้อมจนเกินงามแต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้าง
“อาเป่า นำน้ำชาไปรับรองแขกท่านนี้”
อาเป่าวิ่งเข้ามาด้วยความกระตือรือร้น แต่พอเข้าใกล้เซียวอวี่หรานเด็กน้อยกลับชะงักฝีเท้าพลางทำจมูกฟุดฟิด
“ท่านลุง ท่านลุงตัวเย็นจังเลยขอรับ เย็นเหมือนน้ำแข็งในบ่อหลังบ้านข้าเลย”
เซียวอวี่หรานหลุบตามองเด็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชาพลันสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นความไร้เดียงสานั้น
“เจ้าสัมผัสได้รึ”
“ขอรับ แต่ท่านแม่บอกว่าน้ำแกงของท่านแม่จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้น ท่านลุงรอเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะรีบเอามาให้”
ไม่นานนักน้ำแกงแพะชามโตที่ควันกรุ่นก็ถูกวางลงตรงหน้าท่านอ๋องสิบเอ็ด เว่ยเสี่ยวเหอจงใจเลือกเนื้อส่วนที่ดีที่สุดและตักน้ำแกงที่เคี่ยวจากน้ำทิพย์จิตวิญญาณเข้มข้นลงไปมากกว่าปกติ นางสังเกตเห็นใบหน้าซีดขาวและริมฝีปากที่อมม่วงเล็กน้อยของเขาย่อมดูออกว่าชายผู้นี้กำลังเผชิญกับพิษเย็นเข้าแทรก
เซียวอวี่หรานมองน้ำแกงที่มีสีนวลราวกับน้ำนมและมีกลิ่นหอมสะอาดอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักเข้าปากเพียงเล็กน้อย
ทว่าทันทีที่น้ำแกงสัมผัสลิ้น รสชาติกลับนุ่มนวลไม่ได้รู้สึกว่ากินขี้เถ้าเหมือนอาหารชนิดอื่นๆ ที่ฝืนใจกินมาตลอดหลายปี
ความร้อนไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารและไปยังเส้นลมปราณที่ถูกทำลายมานานปี เซียวอวี่หรานรู้สึกเหมือนในร่างกายเริ่มแตกร้าว ความอบอุ่นที่โหยหามานานแล่นพล่านไปถึงปลายนิ้วมือปลายนิ้วเท้า
“นี่มัน”
เขารำพึงออกมาอย่างลืมตัวก่อนจะตักกินอีกคำและอีกคำอย่างรวดเร็ว เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เขารับรู้ถึงรสชาติ เป็นครั้งแรกที่ความร้อนแรงของอาหารสามารถต่อกรกับพิษเหมันต์นิรันดร์ในกายได้ เว่ยเสี่ยวเหอมองดูอาการของเขาด้วยความพึงพอใจ นางรู้ดีว่าน้ำทิพย์จิตวิญญาณในมิติของนางมีฤทธิ์หยางบริสุทธิ์ ย่อมเป็นยาถอนพิษเย็นชั้นเลิศ
เซียวอวี่หรานทานจนหมดชามแม้แต่หยดสุดท้าย ใบหน้าของเขาเริ่มมีสีเลือดฟาด ความเย็นยะเยือกในแววตาจางลงไปหลายส่วน เขาวางเงินตำลึงทองหนึ่งก้อนลงบนโต๊ะ ซึ่งมูลค่าของมันมหาศาลเกินกว่าน้ำแกงร้อยชามเสียอีก
“แม่นางเว่ย” เขาเรียกชื่อนางตามป้ายร้าน “น้ำแกงของเจ้าใส่อะไรลงไป”
เว่ยเสี่ยวเหอเดินเข้ามาเก็บชาม นางเหลือบมองทองก้อนนั้นแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น
“เครื่องเทศและสมุนไพรพื้นบ้านทั่วไปเจ้าค่ะ”
เซียวอวี่หรานเหยียดยิ้มที่มุมปาก “สมุนไพรพื้นบ้านทั่วไปงั้นรึ ข้าไปหาหมอหลวงมาทั่วแผ่นดินกินยามานับพันขนาน แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้ารู้สึกอุ่นได้เท่ากับน้ำแกงเพียงชามเดียวของเจ้า”
เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยหนักอึ้งบัดนี้เบาสบายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ “ข้าคือเซียวอวี่หราน ข้าจะกลับมาที่นี่อีกทุกวัน และหวังว่าเจ้าจะเตรียมน้ำแกงนี้ไว้ให้ข้าเสมอ ราคาเท่าไรข้ายินดีจ่ายไม่อั้น”
เว่ยเสี่ยวเหอจ้องมองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไป การมาถึงของอ๋องสิบเอ็ดหมายถึงลาภยศมหาศาล แต่ขณะเดียวกันมันก็นำพาพายุมาสู่ร้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วย
“ท่านแม่ขอรับ ท่านลุงคนนั้นดูจะชอบน้ำแกงแพะของเรานะขอรับ”
“อาเป่าต่อไปนี้เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะคนที่มีกลิ่นอายเหมือนดาบเช่นนั้นมักจะพาศัตรูตามหลังมาเสมอ”
ที่บ้านของตระกูลจางในหมู่บ้านชิงสุ่ย บัดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ของข้าวก้นหม้อ นางจางนอนเอกเขนกเอามือกุมก้นที่ยังไม่หายระบมจากการถูกโบย สายตาจ้องมองเพดานพลางถอนหายใจทิ้งประหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ส่วนจางเม่ยเอ๋อร์ บุตรสาวผู้เคยแต่งตัวสวยไปวันๆ บัดนี้สภาพไม่ต่างจากสาวใช้ในโรงครัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปื้อนเขม่าถ่าน และที่สำคัญที่สุดเล็บมือบัดนี้หักบิ่นจนนางอยากจะกรีดร้องให้ลั่นทุ่ง
"โอ๊ย! ข้าไม่ไหวแล้วนะท่านแม่"
จางเม่ยเอ๋อร์โยนตะหลิวไม้ทิ้งลงพื้นเสียงดังเคร้ง หันขวับไปทางมารดาที่นอนหมดอาลัยตายอยาก
"ดูมือข้าสิ ทั้งหยาบ ทั้งกร้าน ทั้งดำ ตั้งแต่เว่ยเสี่ยวเหอมันถูกไสหัวออกไปงานบ้านทุกอย่างก็ตกมาอยู่ที่ข้า ข้าต้องตื่นแต่เช้ามืดมาหุงข้าว ซักผ้า ถูเรือน จนหลังข้าจะหักเป็นสองท่อนอยู่แล้วนะเจ้าคะ"
นางจางปรายตามองลูกสาวอย่างเพลียๆ "แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ข้าก็ยังลุกไม่ขึ้นแผลที่ก้นข้ามันจะปริแตกทุกครั้งที่ขยับตัว"
"ท่านแม่ก็เอาแต่ห่วงก้นตัวเอง" จางเม่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าเร่าๆ "ข้าโมโหท่านแม่กับพี่เหวินไฉจริงๆ เลย จะไล่เว่ยเสี่ยวเหอออกไปทำไมก็ไม่รู้ น่าจะเก็บมันไว้เป็นทาสรับใช้ในบ้านต่อ อย่างน้อยข้าก็จะได้มีคนคอยนวดเท้าคอยซักผ้าให้ นี่อะไร พี่ชายก็ไปเสวยสุขเป็นเขยขวัญท่านเสนาบดี ทิ้งคนสวยเช่นข้าไว้ให้ทำงานหนักจนเล็บจะหลุดหมดมืออยู่แล้ว"
นางจางขยับตัวเปลี่ยนท่า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงริษยา
"ใครจะไปคิดล่ะว่าแม่ม่ายนั่นจะมีดี ข้าเพิ่งได้ยินพวกชาวบ้านพูดกันเมื่อเช้าว่าตอนนี้มันไปเปิดร้านขายน้ำแกงแพะอยู่ที่ตลาดทิศตะวันออกในเมืองหลวงขายดีจนคนต่อแถวกันยาวเหยียด มีเงินตำลึงทองใช้สอยไม่ขาดมือ"
