บท
ตั้งค่า

11 เร่เข้ามาๆ

11

เร่เข้ามาๆ

แผงค้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างดีในตลาดทิศตะวันออกของเมืองหลวง ถูกเนรมิตให้กลายเป็นร้านน้ำแกงที่มีป้ายผ้าหนาสีขาวสะอาดตาเขียนตัวอักษรสีดำเข้มว่าน้ำแกงแพะเลิศรสตระกูลเว่ย

เว่ยเสี่ยวเหอในชุดทะมัดทะแมงรวบผมสูงเปิดเผยใบหน้าที่บัดนี้ดูผุดผ่องมีสง่าราศีจากการดื่มน้ำทิพย์จิตวิญญาณเป็นประจำ นางยืนอยู่หน้าหม้อดินใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านไฟลุกโชน ควันสีขาวลอยกรุ่นพัดพาเอากลิ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจากกระดูกแพะและสมุนไพรกระจายไปทั่วท้องถนน

"ท่านแม่ขอรับ ลูกค้าเริ่มมากันแล้วขอรับ"

“วันแรกของพวกเราดีจริงๆ”

“ข้าช่วยอะไรท่านแม่ได้บ้าง”

“เจ้าต้องพูดตามนี้ เร่เข้ามาๆ น้ำแกงแพะร้อนๆ กินแล้วสดชื่นฟื้นฟูกำลัง”

“ขอรับ เร่เข้ามาๆ น้ำแกงแพะร้อนๆ กินแล้วสดชื่นฟื้นฟูกำลัง”

อาเป่าในชุดใหม่เอี่ยมพาดผ้าเช็ดโต๊ะผืนเล็กไว้ที่ไหล่ พูดกับมารดาด้วยน้ำเสียงแจ่มใส เด็กน้อยยิ้มจนแก้มปริเมื่อเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มชะลอฝีเท้าและสูดจมูกฟุดฟิด เสียงเล็กๆ นั่นเอ่ยเรียกลูกค้าดังเจื้อยแจ้วได้ยินไปไกลทั่วตรอก

กลิ่นหอมของน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยนั้นประหลาดนัก มันไม่ใช่กลิ่นเนื้อที่หนักจนเลี่ยน แต่มันมีความหอมสดชื่นของขิงแก่ โสม และพริกไทยป่า ผสานกับความหวานล้ำที่ไม่มีใครเคยสัมผัส เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามโต๊ะไม้สี่ห้าตัวที่เว่ยเสี่ยวเหอเตรียมไว้ก็เต็มแน่นไปด้วยผู้คน

"เถ้าแก่เนี้ยเอาน้ำแกงแพะให้ข้าชามหนึ่ง เพิ่มเนื้อด้วยนะ" ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อค้าเร่ตะโกนสั่ง

"ได้เลยเจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ" เว่ยเสี่ยวเหอใช้กระบวยไม้ตักน้ำแกงร้อนๆ ลงในชามดินเผา เนื้อแพะผ่านการเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มทว่าไม่ยุ่ยจนเสียทรง นางโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและผักชีป่าที่เก็บมาจากมิติลับ

ทันทีที่ลูกค้าคนแรกซดน้ำแกงเข้าไปคำหนึ่งดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ร่างกายที่เคยอ่อนล้าจากการเดินทางพลันรู้สึกเหมือนมีกระแสความร้อนไหลเวียน

"โอ้โฮ! นี่มันอร่อยมากจริงๆ ได้ซดเข้าไปแล้วความเหนื่อยของข้าหายวับไปกับตาเลย"

เสียงชื่นชมปากต่อปากดังขึ้นเรื่อยๆ จนร้านน้ำแกงเล็กๆ กลายเป็นจุดสนใจที่สุดในตลาด ผู้คนเริ่มมายืนต่อแถวกันยาวเหยียด เว่ยเสี่ยวเหอหยิบจับสิ่งของอย่างคล่องแคล่ว นางจัดลำดับการบริการและเก็บเงินได้อย่างไม่มีที่ติ โดยมีอาเป่าคอยเป็นหน่วยสนับสนุนที่ขันแข็ง

ทว่าในขณะที่กิจการกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด บรรยากาศที่แสนครึกครื้นกลับเย็นเยียบลง เมื่อมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งประมาณสี่ห้าคนเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางโอหัง พวกมันกล้ามโต ในมือถือไม้พลองและกระบองไม้ไผ่

"ถอยไป! ถอยไปให้หมด! ใครไม่เกี่ยวถอยออกไป!"

หัวโจกของกลุ่มเป็นชายร่างเตี้ยล่ำหน้าตาบูดเบี้ยว มีแผลเป็นลากยาวที่แก้ม มันเดินตรงมาที่หน้าเตาของเว่ยเสี่ยวเหอแล้วใช้เท้าเตะโต๊ะไม้ตัวหนึ่งจนเกือบพลิกคว่ำ ลูกค้าที่กำลังนั่งกินอยู่ต่างพากันลุกหนีด้วยความหวาดกลัว

"เถ้าแก่เนี้ยหน้าใหม่งั้นรึ รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือเขตของลูกพี่หู่ จะมาตั้งร้านขายดีเกินหน้าเกินตาคนอื่นแบบนี้มันไม่ผิดกฎไปหน่อยรึ?"

ชายหน้าแผลเป็นเอ่ยเสียงต่ำพลางกวาดสายตามองเงินตำลึงที่กองอยู่ในกล่องไม้ เว่ยเสี่ยวเหอวางกระบวยลงช้าๆ นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปมองกลุ่มชายเหล่านั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่ง

"กฎงั้นรึ ข้าจ่ายค่าเช่าให้แก่ทางการอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ทราบว่ายังมีกฎที่ไหนอีกที่ข้าต้องรับรู้"

"นังนี่ปากดีนัก! ลูกพี่หู่ถามเจ้าดีๆ ก็จงตอบมา วันแรกขายดีขนาดนี้จ่ายค่าคุ้มครองมาห้าตำลึงเสียดีๆ มิเช่นนั้นร้านของเจ้าได้กลายเป็นกองฟืนแน่"

"ท่านแม่ขอรับ พวกเขาจะมาเอาเงินเราหรือขอรับ"

อาเป่าเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งมาเกาะขาแม่ไว้ เว่ยเสี่ยวเหอลูบหัวลูกชายเบาๆ เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว นางเงยหน้าขึ้นมองหัวโจกที่ชื่อหู่

"ห้าตำลึง เงินจำนวนนั้นซื้อเนื้อแพะของข้าได้ทั้งตัว แต่ถ้าจะให้คนพาลอย่างพวกเจ้า แม้แต่หยดน้ำแกงที่เหลือทิ้งข้าก็ไม่ให้"

"หน็อย! นังคนนี้อยากลองดี"

คนแซ่หู่คำรามด้วยความโกรธ มันเงื้อมือหมายจะคว้าคอเสื้อของเว่ยเสี่ยวเหอเพื่อสั่งสอน ทว่าในเสี้ยวขณะนั้นเองเว่ยเสี่ยวเหอขยับกายเพียงนิดเดียว นางคว้าข้อมือของมันไว้แล้วบิดเพียงเล็กน้อย ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เน้นการใช้แรงน้อยสยบแรงมากทำให้นักเลงร่างล่ำถึงกับเสียหลักถลาลงไปข้างหน้า

โครม!

หน้าของคนแซ่หู่กระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง ลูกน้องของมันที่เห็นลูกพี่เสียท่าต่างพากันพุ่งเข้าใส่เว่ยเสี่ยวเหอพร้อมกัน

เว่ยเสี่ยวเหอคว้าคานหาบไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา นางใช้คานหาบฟาดเข้าที่ข้อพับเข่าของคนที่หนึ่งจนมันล้มคว่ำ ก่อนจะหมุนตัวฟาดเข้าที่ชายโครงของคนที่สองเสียงดังอั๊ก ทุกการเคลื่อนไหวของนางเฉียบขาดแม่นยำไร้ซึ่งความลังเล เพียงไม่ถึงอึดใจนักเลงทั้งห้าคนก็นอนกองอยู่บนพื้นโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวบ้านที่มุงดูอยู่

"ฟังข้าให้ดี" เว่ยเสี่ยวเหอใช้ปลายคานหาบจิ้มไปที่หน้าอกของหัวโจกที่บัดนี้หน้าตาเขียวช้ำ "ถ้าอยากได้เงินให้ทำงานแลก แต่ถ้าอยากได้เรื่องคราวหน้าข้าจะไม่จบแค่การสั่งสอนเบาๆ เช่นนี้แน่"

"ฝากไว้ก่อนเถอะ!"

คนแซ่หู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นพาลูกน้องวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนอย่างทุลักทุเล เมื่อความวุ่นวายสงบลงเว่ยเสี่ยวเหอก็กลับมาจัดโต๊ะไม้ให้เข้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ขออภัยทุกท่านที่ทำให้เสียบรรยากาศ เชิญนั่งทานต่อเถิดเจ้าค่ะ น้ำแกงหม้อใหม่กำลังร้อนได้ที่พอดี"

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันปรบมือและโห่ร้องด้วยความสะใจ บางคนถึงกับตะโกนชมว่านางยอดเยี่ยม ร้านน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยจึงยิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากว่าเดิมหลายเท่า

ทว่าในมุมมืดของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม บุรุษผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบทองจิบชาพลางเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เป็นประกาย

"ท่วงท่าการต่อสู้ประหลาดนัก ไม่เหมือนสำนักใดในแคว้นต้าฉิน” เขาวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน "น่าสนใจจริงๆ ดูท่าว่าข้าต้องลองชิมน้ำแกงแพะของนางดูสักหน่อยแล้ว"

เว่ยเสี่ยวเหอที่กำลังตักน้ำแกงอยู่รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา นางเงยหน้าขึ้นและสบตากับบุรุษลึกลับผู้นั้นเพียงครู่หนึ่ง สัญชาตญาณเตือนนางว่าคนผู้นี้อาจอันตรายยิ่งกว่านักเลงเมื่อครู่นับร้อยเท่า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel