ฮ่องเต้เฉินหรง
ตำหนักหงส์
ภายในห้องพระ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ ผนังห้องประดับด้วยภาพวาดเทพเจ้าจีนในท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม ผ้าแพรสีแดงทองปักลายมังกรและหงส์แขวนไว้ด้านหลังพระพุทธรูปหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่ตั้งอยู่กลางแท่นบูชา
เทียนสีแดงคู่ใหญ่สองเล่มถูกจุดอยู่บนเชิงเทียนทองคำ เปลวไฟกำลังลุกโชน
กลิ่นหอมของธูปไม้จันทน์อบอวลไปทั่วห้อง ควันธูปบางเบาล่องลอยปกคลุมพื้นที่เหมือนหมอกจางๆ แสงเทียนที่ลอดผ่านทำให้ทุกอย่างดูพร่าเลือนและชวนให้รู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่โลกความฝันที่ไม่มีอยู่จริง
มีร่างบางงามระหงกำลังประทับนั่งคุกเข่าบนเบาะปักลายดอกเหมยสีแดงเข้ม ด้านหน้าของพระพุทธรูป หัตถ์หนึ่งถือ ลูกประคำ ไม้จันทน์ที่เคลือบเงาจนดูมันวาว ดวงตาเรียวหลับพริ้ม คล้ายกำลังดิ่งลึกเข้าสู่สมาธิ
เสียงเคาะไม้จังหวะสม่ำเสมอดัง "ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก" ประสานกับเสียงสวดมนต์แผ่วเบาของร่างบาง
ร่างบางที่กำลังสวดมนต์อยู่คือฮองเฮาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ฮองเฮาหยางหลานซู นายเหนือตำหนักในทั้งหมด
จากนั้นก็มีเสียงวิ่งและเหนื่อยหอบของนางกำนัลคนสนิทอยู่ด้านนอกห้องพระ
“ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮา” นางกำนัลอิงหลัวที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้องพระ
ฮองเฮาที่กำลังเคาะไม้อยู่หยุดลง ลืมตาและหันมาด้านนอกห้องพระ
“มีอะไร อิงหลัว” ฮองเฮาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พระ…สนมหนิงเหอขอหย่ากับฝ่าบาทแล้วเพคะ!” นางกำนัลอิงหลัวพูดด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบด้วยความเหนื่อยจากการวิ่งอย่างรีบร้อนมารายงานเจ้านาย ดวงตาคู่นั้นกำลังมองไปยังฮองเฮาที่กำลังอยู่เบื้องหน้านาง
ภายในห้องพระเต็มไปด้วยความเงียบงันอยู่จังหวะหนึ่ง ฮองเฮามองนางกำนัลด้วยสายตาคมกริบและเย็นชา
“ว่าอย่างไรนะ?” ฮองเฮาเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ชัดทุกคำ เสมือนคำพูดนั้นแช่แข็งอากาศรอบตัว
“พะ…พระสนมหนิงเหอเพคะ” อิงหลัวกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยอีกครั้ง “นางได้ทำเรื่องขอหย่ากับฝ่าบาทแล้วจริงๆ เพคะ”
ร่างของฮองเฮาไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย แต่เพียงแค่นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายเย็นยะเยือกที่เปล่งออกมาทำให้อิงหลัวต้องก้มหน้าต่ำลง ไม่กล้าสบตากับเจ้านายอีก
“ช่างเป็นเรื่องที่…น่าสนใจยิ่งนัก” ฮองเฮาเอ่ยพลางนับลูกประคำในมืออย่างเชื่องช้า แววตาฉายแววบางอย่างที่ไม่อาจอ่านออก
ตำหนักกลาง
ภายในตำหนักกลาง ซิงเซียว นางกำนัลคนสนิทของพระสนมหนิงเหอเดินเข้ามาอย่างสำรวม
“มหาขันทีเหยียนฟู่เจ้าค่ะ…” ซิงเซียวเอ่ยเสียงเบา พลางย่อตัวทำความเคารพอีกฝ่าย ขณะที่สายตาของนางมองไปยังขันทีที่ยืนอยู่กลางห้อง
มหาขันทีเหยียนฟู่ ยืนอยู่ด้วยความสงบ ร่างผอมบางของเขาดูสูงโปร่ง แม้จะเป็นขันที แต่เขากลับดูมีอำนาจราวกับขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ชุดขันทีสีม่วงเข้มที่เขาสวมปักลายเมฆมงคลอย่างประณีต
ใบหน้าของเหยียนฟู่เรียวยาว แต่แฝงไว้ด้วยความคมชัดของโหนกแก้มสูงและดวงตาเรียวเล็กที่ดูเหมือนจะมองทะลุทุกความลับในใจคนอื่น ดวงตาคู่นั้นเป็นสีดำสนิท แต่กลับมีประกายที่บ่งบอกถึงความเฉียบแหลม
“มีเรื่องอันใดหรือ?” เหยียนฟู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ซิงเซียวกลืนน้ำลายเงียบๆ ในใจก็แอบหวาดกลัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“พระสนมหนิงเหอ” ซิงเซียวเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “พระสนมหนิงเหอต้องการหย่ากับฝ่าบาทเจ้าค่ะ”
เหยียนฟู่เลิกคิ้วเล็กน้อย มือที่ประสานกันไว้ด้านหน้าค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ เขามองซิงเซียวด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “พระสนมหนิงเหอขอหย่ากับฝ่าบาทงั้นหรือ?"
“ใช่เจ้าค่ะ”
“เหตุใดพระสนมจึงขอหย่าในตอนนี้เล่า” เหยียนฟู่ถามด้วยความสงสัย อยู่ตำหนักเย็นเกือบปีเพิ่งมาทำเรื่องขอหย่าฝ่าบาท เพราะจริงๆแล้วสำหรับสนมที่ไปอยู่ตำหนักเย็นเท่ากับว่าฮ่องเต้อนุญาตให้หย่าได้กลายๆแล้วเพราะหมดความโปรดปราน ไม่มีโอกาสกลับมารับใช้อีก เขานึกว่าอีกฝ่ายจะรีบทำเรื่องหย่าแล้วออกไปจากวังตั้งนานแล้ว แต่นี้ประวิงเวลาเกือบปีถึงทำเรื่องหย่า
ซิงเซียวก้มหน้ายิ่งกว่าเดิม “ข้ามิอาจทราบได้เจ้าค่ะ แต่…พระสนมตรัสว่านางต้องการอิสรภาพ”
มหาขันทีเหยียนฟู่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ได้ แจ้งพระสนมหนิงเหอว่าข้าจะทำเรื่องให้ ไม่เกินสองสามวันจะมีขันทีไปเชิญพระสนมมาที่ตำหนักกลาง”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ซิงเซียวถอนหายใจ เมื่อแจ้งเรื่องขอหย่ากับฝ่าบาทผ่านมหาขันทีเหยียนฟู่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นซิงเซียวก็รีบเดินออกมาจากตำหนักกลางทันที ระหว่างทางก็มีขันทีและนางกำนัลเรียกนางไว้ แต่นางก้มหน้าก้มตาเดินไม่สนใจใคร ตอนนี้ใจของนางกำนัลตัวน้อยอยู่ที่ตำหนักเย็นแล้ว อยากรีบกลับไปดูแลองค์ชายน้อย
ภายใน ห้องทรงงานของฮ่องเต้ ที่ประดับด้วยเครื่องเรือนไม้อย่างดี โต๊ะทรงงานขนาดใหญ่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เต็มไปด้วยฎีกาเล่มหนาและคำร้องเรียนจากทั่วอาณาจักร ฮ่องเต้เฉิงหรงประทับนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะ ดวงตาคมกำลังอ่านอักษรบนแผ่นกระดาษอย่างตั้งใจ
ประตูห้องทรงงานเลื่อนเปิดออกเบาๆ เสียงฝีเท้าดังขึ้นมา ผู้ที่เข้ามาคือ มหาขันทีเหยียนฟู่ ที่ก้าวเข้ามาอย่างสำรวม เขาก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ฝ่าบาท...กระหม่อมมีเรื่องต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เฉิงหรงที่กำลังพลิกฎีกาอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงสายตาไว้ที่แผ่นกระดาษ
“ว่ามา” พระสุรเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา
เหยียนฟู่มองพระพักตร์ของฮ่องเต้ด้วยความลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พระสนมหนิงเหอ...นางได้ทำเรื่องขอหย่ากับฝ่าบาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เฉิงหรงลดฎีกาในมือแล้วปิดลงอย่างรวดเร็ว
“หนิงเหอหรือ?” พระองค์ถาม น้ำเสียงที่เอ่ยคำนี้ไม่ได้แฝงความโกรธเคือง มีเพียงความสงสัยที่ชัดเจน
ฮ่องเต้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไหล่กว้างของเขายกขึ้นเล็กน้อยขณะประสานนิ้วทั้งสองไว้ด้วยกัน พระพักตร์นิ่งเฉย แต่คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นเล็กน้อย
“นางเป็นใคร? บอกข้าที”
เหยียนฟู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลังเลก่อนจะเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “พระสนมหนิงเหอหรืออันกุ้ยเหรินพ่ะย่ะค่ะ เป็นสนมในตำหนักเย็นคนล่าสุด”
“ตำหนักเย็น...” พระองค์พึมพำ ทวนคำอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงเนตรคมกริบของพระองค์ฉายแววว่างเปล่า ราวกับพยายามค้นหาความทรงจำ แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้น
“หนิงเหอ...” พระองค์กล่าวช้าๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอนกายไปข้างหน้า “ข้าจำไม่ได้ นางเป็นสนมของข้าจริงหรือ?”
เหยียนฟู่พยักหน้าเบาๆ ก่อนตอบอย่างสุภาพ “พ่ะย่ะค่ะ พระสนมหนิงเหอเป็นหนึ่งในสนมที่ถูกแต่งตั้งขึ้นเมื่อสองปีก่อน แต่ตอนนี้โดนลงโทษให้ไปอยู่ตำหนักเย็นได้เกือบปีแล้วพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้เฉิงหรงหัวเราะในลำคอเบาๆ ริมฝีปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันบางอย่าง “ไม่แปลกใจเลยว่าข้าจำไม่ได้ ข้าจำได้แค่ฮองเฮา...และกุ้ยเฟยเท่านั้น”
เหยียนฟู่ฟังฮ่องเต้ตรัสแล้ว ในใจก็อดสงสารพระสนมหนิงเหอไม่ได้ ฮ่องเต้ลืมพระสนมหนิงเหอสนิทเลย ทั้งที่แต่ก่อนพลิกป้ายพระสนมหนิงเหอบ่อยกว่าใครๆในตำหนักใน ความโปรดปรานมาไวไปไวดั่งสายลมผ่าน
“ได้ ให้นางมาทางเรื่องหย่าพรุ่งนี้ได้เลย” ฮ่องเต้ตรัสอย่างเฉยชา ในเมื่อเขาจำไม่ได้แล้วจะเก็บอีกฝ่ายไว้ในวังทำไม สู้ปล่อยไปดีกว่า
