บทที่ 3: อาชาพยศ... กับสตรีผู้คุยกับสัตว์รู้เรื่อง
บทที่ 3: อาชาพยศ... กับสตรีผู้คุยกับสัตว์รู้เรื่อง
ณ คอกม้าหลวง ท้ายค่ายทหาร ยามห้าย (21.00 – 22.59 น.)
กลิ่นมูลสัตว์ผสมกับกลิ่นฟางแห้งลอยตลบอบอวลทันทีที่ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก อาเฟย ดันหลังร่างเล็กของเชลยสาวเข้าไปด้านใน ก่อนจะโยนผ้าห่มเก่าๆ ผืนหนึ่งตามเข้าไป
"คืนนี้เจ้านอนที่นี่ อย่าคิดหนี เพราะทหารยามล้อมไว้หมดแล้ว" อาเฟยกำชับเสียงเข้ม แต่แววตาดูมีความสงสารเจือปนเล็กน้อย "แล้วก็... ระวังตัวด้วย ม้าในคอกนี้ไม่ใช่ลาโง่ๆ แต่มันคือ 'เมฆาทมิฬ' ม้าศึกคู่ใจท่านแม่ทัพ มันดุร้ายและหวงถิ่นมาก อย่าไปแหย่มันล่ะ"
ปัง! ลงกลอนจากด้านนอกเรียบร้อย
ซูเมิ่งเจี๋ย ยืนกอดอกมองความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านช่องระบายอากาศ "เยี่ยม... จากเพนท์เฮาส์หรู สู่คอกม้า Life Coach คนไหนบอกให้ 'ออกจาก Comfort Zone' เดี๋ยวแม่จะไปเผาบ้าน!"
เธอถอนหายใจยาว กวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นี่กว้างขวางกว่าที่คิด แบ่งเป็นล็อคๆ แต่มีคอกหนึ่งที่ใหญ่พิเศษอยู่ด้านในสุด และในเงามืดนั้น... มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งกำลังจ้องเธออยู่
ฮี่ๆๆๆ! ฟรู่วววว!
เสียงคำรามต่ำในลำคอของสัตว์ใหญ่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงกีบเท้าตะกุยพื้นอย่างเกรี้ยวกราด เจ้าของดวงตานั้นค่อยๆ ก้าวออกมาปะทะแสงจันทร์ มันคือม้าสีดำทมิฬตัวมหึมา กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ สูงท่วมหัวเธอ ดูทรงพลังและอันตรายสมชื่อ 'เมฆาทมิฬ'
มันแยกเขี้ยว (ม้าแยกเขี้ยวได้น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ?) และทำท่าจะพุ่งชนผู้บุกรุก
ถ้าเป็นคุณหนูซูคนเดิมคงเป็นลมล้มพับไปแล้ว แต่สำหรับ ซูเมิ่งเจี๋ย นักเจรจาที่เคยดีลกับมาเฟียฮ่องกงมาแล้ว ม้าตัวเดียว... ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
"จุ๊ๆๆ... ใจเย็นพ่อหนุ่มรูปหล่อ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ยกมือขึ้นช้าๆ ในระดับสายตา "โกรธใครมาฮึ? เจ้านายไม่ให้กินหญ้าเกรด A หรือไง?"
ม้าศึกชะงัก มันเอียงคอเล็กน้อยเหมือนงงว่ามนุษย์ตัวจิ๋วนี้ทำไมไม่กลัวมัน ปกติใครเห็นมันต้องวิ่งป่าราบแล้ว ฟรู่วว! มันพ่นลมหายใจใส่หน้าเธอแรงๆ จนผมปลิว เป็นการข่มขวัญ
"โอ้โห... กลิ่นปากไม่เบานะเรา" ซูเมิ่งเจี๋ยย่นจมูก แต่ไม่ถอยหนี เธอก้าวเข้าไปใกล้มันอีกก้าว "มานี่มา... ฉันรู้ว่าแกรำคาญอะไร"
เธอสังเกตเห็นตั้งแต่แรกว่าม้าตัวนี้สะบัดหางและเอาตัวถูไถกับเสาไม้ตลอดเวลา ซูเมิ่งเจี๋ยเดินอ้อมไปด้านข้างอย่างระวังตัว แล้วใช้มือเรียวเล็กเกาเข้าที่จุดหลังใบหูและแผงคอของมัน ซึ่งเป็นจุดที่ม้าเกาเองไม่ถึง
"ตรงนี้ใช่ไหม? คันตรงนี้ล่ะสิ?"
ฮี่... เจ้าเมฆาทมิฬส่งเสียงครางแผ่วเบา ขาหน้าของมันเริ่มอ่อนแรง ดวงตาที่ดุร้ายเมื่อครู่เริ่มปรือลงด้วยความฟิน "ใช่ไหมล่ะ? เจ้านายแกคงเอาแต่ขี่ออกรบ ไม่เคยเกาหลังให้เลยสินะ ผู้ชายก็งี้แหละ ไม่ละเอียดอ่อน!"
เธอนวดเฟ้นไปตามกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดของมัน พูดคุยกับมันราวกับเพื่อนสนิท "ต่อไปนี้ฉันเรียกแก 'เจ้าดำ' ละกันนะ... ตกลงไหม? ถ้าตกลง คืนนี้แบ่งฟางให้ฉันนอนครึ่งนึง โอเค?"
เจ้าม้าศึกผู้ยิ่งใหญ่เอาหัวมหึมาของมันมาดุนไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต ก่อนจะย่อตัวลงนอนกับพื้นฟาง และยอมให้มนุษย์ตัวจิ๋วเอนหลังพิงพุงนุ่มๆ ของมันต่างหมอน
ณ กระโจมแม่ทัพ ยามสอง (23.00 – 00.59 น.)
ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว... แต่ เยี่ยหลวนเฉิน ยังคงนั่งตาค้างอยู่บนเตียง ดวงตาคมกริบจ้องมองเพดานกระโจมด้วยความหงุดหงิด อาการปวดศีรษะกลับมากำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีค้อนปอนด์ทุบอยู่ในหัว
เขาพยายามข่มตาหลับ พยายามนับแกะ พยายามเดินลมปราณ แต่ไม่มีอะไรช่วยได้ กลิ่น... เขาต้องการกลิ่นนั้น...
"บ้าที่สุด!" แม่ทัพหนุ่มสบถลั่น ลุกขึ้นเตะเก้าอี้ไม้จนหักกระเด็น นี่เขาตกต่ำถึงขนาดต้องพึ่งพากลิ่นกายของเชลยหญิงกะโปโลคนหนึ่งเชียวรึ? ศักดิ์ศรีแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินอยู่ที่ไหน!
แต่ร่างกายไม่ฟังคำสั่งสมอง ขาของเขาพาตัวเองเดินออกจากกระโจมไปโดยอัตโนมัติ ท่ามกลางความมืดมิดของค่ายทหาร
"ท่านแม่ทัพ? จะไปไหนหรือขอรับ?" ทหารยามหน้ากระโจมทัก
"หุบปาก... ข้าจะไปเดินตรวจเวร" เยี่ยหลวนเฉินตอบเสียงเย็นชา ทั้งที่ใส่ชุดคลุมนอนตัวเดียว เขาเดินดุ่มๆ ฝ่าความมืด มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียว... คอกม้า
เมื่อมาถึงหน้าคอกม้า เขาเห็นทหารยามสองคนกำลังสัปหงก เยี่ยหลวนเฉินไม่ได้ปลุกพวกมัน แต่ใช้วิชาตัวเบาไร้เสียงเปิดประตูคอกม้าเข้าไปเงียบเชียบดั่งแมวขโมย
เขาคาดว่าจะเห็นภาพนางนั่งร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความหวาดกลัว หรือไม่ก็นอนขดตัวหนาวสั่นอยู่ที่มุมห้อง ซึ่งนั่นจะทำให้เขารู้สึกสมเพชและไล่นางกลับไปได้ง่ายขึ้น
ทว่า... ภาพตรงหน้ากลับทำให้กรามของท่านแม่ทัพค้าง
ภายใต้แสงจันทร์สลัว... เจ้าเมฆาทมิฬ ม้าศึกที่ขึ้นชื่อว่าดุร้ายที่สุด กัดทหารเลี้ยงม้าแขนหักมาแล้วสามคน บัดนี้กำลังนอนตะแคง เหยียดขาอย่างสบายใจเฉิบ โดยมี ซูเมิ่งเจี๋ย นอนหลับปุ๋ย หนุนพุงของมันต่างหมอน แถมขาข้างหนึ่งของนางยังพาดก่ายไปบนคอของม้าศึกผู้ยิ่งใหญ่!
"..." เยี่ยหลวนเฉินพูดไม่ออก นี่มันใช่เชลยที่ถูกทำโทษแน่รึ? นี่มันดูสุขสบายกว่าตอนนอนบนเตียงเขาเสียอีก!
เขาขยับตัวก้าวเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะปลุกนางให้ตื่นมาสำนึกผิด แต่ทันทีที่เข้าใกล้ระยะสามก้าว...
ฟรู่ววว! แฮ่! เจ้าเมฆาทมิฬลืมตาโพลง มันผงกหัวขึ้น แยกเขี้ยวขู่คำรามใส่ผู้บุกรุกทันที ทั้งที่คนคนนั้นคือเจ้านายของมันเอง! สายตาของมันบอกชัดเจนว่า 'อย่าเข้ามานะ นังหนูนี่กำลังหลับ!'
เยี่ยหลวนเฉินคิ้วกระตุก "ไอ้ทรยศ... ข้าเลี้ยงเจ้ามาห้าปี แค่คืนเดียวเจ้าเปลี่ยนเจ้านายเลยรึ?"
เขาปล่อยจิตสังหารกดดันใส่ม้า จนเจ้าเมฆาทมิฬหงอยลงและยอมสงบปากสงบคำ แต่ยังคงใช้ตัวบังร่างนางเอกไว้อย่างหวงแหน
เยี่ยหลวนเฉินถอนหายใจ ย่อตัวลงนั่งข้างๆ กองฟางนั้น ในระยะใกล้ขนาดนี้... กลิ่นหอมประหลาดนั้นลอยมาแตะจมูกเขาอีกครั้ง มันหอมเย็น... สงบ... และลึกซึ้ง
ความโกรธขึ้งและความปวดร้าวในหัวค่อยๆ มลายหายไปราวกับหมอกควันที่ถูกแสงแดดไล่ แม่ทัพหนุ่มเผลอจ้องมองใบหน้ายามหลับของนาง แพขนตายาวงอน... ริมฝีปากสีชมพูที่ชอบต่อปากต่อคำ ตอนนี้เผยอออกเล็กน้อย ดูไร้พิษสง นางเป็นใครกันแน่? แม่มด? เทพธิดา? หรือแค่ตัวป่วน?
โดยไม่รู้ตัว มือหนาเอื้อมออกไป ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากนางออกให้อย่างเบามือ สัมผัสที่ปลายนิ้ว... ผิวนางนุ่มลื่นดุจแพรไหม
"งืมมม... ฮ้าววว..." ซูเมิ่งเจี๋ยขยับตัวละเมอ พลิกตัวหันหน้าเข้าหาแหล่งความอบอุ่นใหม่ (ซึ่งก็คือเข่าของเยี่ยหลวนเฉิน) แล้วซุกหน้าลงไปถูไถ "ท่อนซุง... หมอนข้างท่อนซุง... ทำไมนิ่มจัง..."
เยี่ยหลวนเฉินตัวแข็งทื่อ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ผลักนางออก มุมปากที่มักจะคว่ำลงเสมอ ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปาก... รอยยิ้มที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว
"หมอนข้างรึ?" เขาพึมพำเสียงเบา "ได้... ถ้าข้าเป็นหมอนข้าง เจ้าก็จงเป็นยาของข้าต่อไปเถอะ"
แทนที่จะกลับกระโจม ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรตัดสินใจเอนตัวลงพิงกับกองฟางข้างๆ นาง หลับตาลงซึมซับความสงบสุขที่เขาโหยหา
คืนนั้น... ทหารยามหน้าคอกม้าสาบานได้ว่า พวกเขาได้ยินเสียงกรนเบาๆ ประสานกันของคนสองคนและม้าอีกหนึ่งตัว ดังออกมาจากคอกม้าที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน!
