ตอนที่ 8 วิธีเรียกร้องความสนใจแบบใหม่
จ้าวตงหมิงนิ่งงันไปทันที ราวกับกำลังใช้ความคิดบางอย่าง หลังจากองครักษ์ของเขาพูดจบ
“หรือว่านี่จะเป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจแบบใหม่ ที่คุณหนูหยวนผู้นั้นคิดขึ้นมาได้”
“เจ้าต้องการจะสื่อความหมายว่าอย่างไรกันแน่”
“กระหม่อมคิดว่าคุณหนูสกุลหยวนผู้นั้นเห็นว่า ท่านอ๋องไม่ไปรับนางในวันอภิเษกตามฤกษ์ ครั้งนี้ทำให้นางโกรธมาก จึงได้ประชดประชัน และทำเป็นไม่สนใจพระองค์”
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ มิได้คิดว่านางอาจจะเปลี่ยนใจ ชอบเงินมากกว่าข้าหรอกหรือ”
“เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ผู้ใดในเฉินซีจะไม่รู้เล่าว่า คุณหนูหยวนผู้นี้ คลั่งไคล้พระองค์มากขนาดไหน ยิ่งนางทราบว่าพระองค์กับคุณหนูฟางเป็นคู่หมายกันมาก่อน นางยิ่งอยากเอาชนะ มิเช่นนั้นจะถึงกับใช้อำนาจของบิดา นำเรื่องการช่วยเหลือเงินและเสบียง มาบีบให้พระองค์อภิเษกกับนางได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเถอะ งานอภิเษกนั่นก็ถูกนางยกเลิกไปแล้วนี่”
“แต่ว่าพระองค์จะทูลต่อฝ่าบาทเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ หากทางฝ่าบาททรงทราบ เรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายแล้ว”
“ข้า.... ยังมิได้คิดเรื่องนี้เลย”
แน่นอนว่าลี่อ๋องเอง ก็มีความกังวลพระทัยอยู่ไม่น้อยในเรื่องนี้ แต่พระองค์ยังไม่มีเวลาตรึกตรอง นอกจากปล่อยให้เรื่องนี้ไหลไปตามเหตุการณ์ไปก่อน
“ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการฟื้นฟูเมืองเฉินซี หลังจากทำศึกมานานหลายเดือน ทั้งบ้านเรือน ความเป็นอยู่ของราษฎรและผู้อพยพ ยังต้องใช้เวลาและ… กำลังทรัพย์อีกมาก อย่าลืมว่าศึกชายแดนประจิมก็ยังไม่สงบ”
“เช่นนั้นพระองค์จะปล่อยให้เรื่องอภิเษกค้างคาไปเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ นี่มิเท่ากับว่าแม้นจะมิได้ทำพิธีรับเจ้าสาว แต่ราชโองการอภิเษก ก็ยังมิได้ถูกยกเลิกไป เช่นนี้คุณหนูหยวนผู้นั้น…”
“เมืองหลวงอยู่ไกลจากเฉินซีมากนัก หลังจากเสด็จพ่อมอบราชโองการแล้ว ก็มิได้ใส่พระทัย ด้วยดินแดนประจิมยังติดพันศึกยังไม่จบสิ้น เรื่องนี้เอาไว้เราจัดการเรื่องผู้อพยพที่ด่านหน้าเมืองเฉินซีเสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการก็ยังไม่ช้าไปหรอก”
“เช่นนั้นกระหม่อมจะรีบไปเตรียมม้า เพื่อไปที่ด่านหน้าประตูเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
"อืม รีบไปเถอะ"
ลู่เกิงรีบไปจัดเตรียมม้าทันที เนื่องจากท่านอ๋องต้องการเดินทางไปที่หน้าด่าน ส่วนเรื่องการอภิเษก ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงอีกเลย
ตลาดในเมืองเฉินซี
“หนึ่งล้านตำลึง ยอดไปเลยมีเงินทุนสำรองแล้ว ตอนนี้ต้องเร่งหาทางทำให้งอกเงย”
“คุณหนูเจ้าคะ ถึงโรงน้ำชาของนายท่านเจ้าค่ะ”
“หอจินหรู อืม ยิ่งใหญ่สมฐานะ”
เมื่อหลิงเซียนกำลังจะเดินเข้าไป สายตาก็พลันชำเลืองไปเห็นสุดตรอกทางเดิน ซึ่งเป็นเหมือนประตูเมืองอีกฝั่งของเฉินซี นางเห็นผู้คนแต่งตัวมอซอ เดินอยู่ไกล ๆ จึงหันไปถามสาวใช้
“หลี่ชิง ประตูเมืองฝั่งนั้นมีอะไรกันหรือ”
หลี่ชิงมองออกไปและหันกลับมาตอบทันควัน
“นั่นเป็นประตูฝั่งทิศใต้ ลี่อ๋องให้ผู้อพยพจากสงครามมาพักอาศัยเจ้าค่ะ ที่นั่นมีเพียงเจ้าหน้าที่ของทางการที่เข้าไป ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปหรอกเจ้าค่ะ เพราะว่า…มีแต่ผู้คนอดอยาก คนป่วยแล้วก็คนใกล้ตาย สภาพแต่ละคนน่าหดหู่ยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“แล้วทางท่านเจ้าเมืองเล่า ขุนนางในพื้นที่ ลี่อ๋องผู้นั้น ไม่ทำอะไรสักหน่อยหรือ”
“เรื่องนี้คุณหนูไปตามนายท่านเอาเองดีกว่าเจ้าค่ะ บ่าวเองก็ไม่ทราบรายละเอียดแต่ได้ยินเพียงว่า ท่านอ๋องเร่งสั่งการให้ช่วยเหลือแล้ว แต่เพราะผู้อพยพมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น…”
“หากมีผู้อพยพมากขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มเกิดการจลาจล ลักขโมย โจรผู้ร้าย และคนหิวตาย การช่วยเหลือคนต้องใช้เงินซื้อปัจจัยสี่ ทุกยุคทุกสมัยล้วนไม่ต่างกัน เขานำเงินมาคืนข้าถึงหนึ่งล้านตำลึงแล้ว จะมีเงินมากพอที่จะช่วยผู้อื่นหรือ”
“เรื่องนั้น…"
“เอาล่ะช่างเถอะ เจ้าบอกว่านี่คือโรงน้ำชาของท่านพ่อใช่หรือไม่ พาข้าเข้าไปหน่อยสิ”
"เจ้าค่ะ แต่ว่าคุณหนู วันนี้ท่านบอกว่าจะมาดูชุดและเครื่องประดับ ใหม่ ๆ มิใช่หรือเจ้าคะ เรายังมิได้เตรียมชุดสำหรับงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้เลย มัวแต่แวะร้านของสกุลหยวนแบบนี้ เมื่อใด…"
“เรื่องนั้นหาได้ต้องรีบไม่ ชุดที่ข้ามีในตู้นั่นพอใส่ไปได้สามฤดูกาลเลยกระมัง ข้าหาได้ต้องหาใหม่ให้สิ้นเปลือง โอ้โห… หรูหราจริง ๆ ด้วย”
สิ่งที่ทำให้นางตื่นตาตื่นใจ มากกว่าการออกมาเดินเที่ยวเล่นซื้อของ นั่นก็คือกิจการของสกุลหยวน ซึ่งมีทั้งโรงน้ำชาที่ใหญ่ที่สุด ร้านขายยาและเครื่องประทินโฉม หลี่ชิงยังบอกนางอีกว่า สกุลหยวนมีที่ดินติดริมแม่น้ำยาวสุดลูกหูลูกตา อยู่ด้านหลังโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งนี่เอง
“ทั้งหมดนั่น ยาวไปถึงตีนเขานั่นเลยหรือ เยี่ยมไปเลย”
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้ เหตุใดจู่ ๆ วันนี้ถึงได้ถามเล่าเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร ก็แค่นึกอยากทำอย่างอื่นที่มันมิได้น่าเบื่อ ที่ดินติดน้ำ ติดภูเขา นี่มันทำเลทองเลยมิใช่หรือ”
หลี่ชิงรินน้ำชาอยู่ที่โต๊ะ จึงมิได้ใส่ใจสิ่งที่คุณหนูกำลังรำพึงออกมา จนกระทั่งกลับมาถึงจวน หลิงเซียนก็รีบกลับเข้าห้อง และเขียนบางอย่างลงในบันทึกของนางทันที
“คุณหนูเจ้าคะ ชุดที่จะสวมในวันพรุ่งนี้ ยังมิได้เลือกเลยเจ้าค่ะ”
“อืม ชุดไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละหลี่ชิง เจ้าไม่รู้หรือว่าคุณหนูของเจ้างามเพียงใด ไม่ว่าสวมชุดไหน ๆ ก็งามทั้งนั้น เจ้าเลือกไปเลย”
“เอ่อ ให้บ่าวเลือกจะดีจริงหรือเจ้าคะ”
“เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าชอบสิ่งใดมากที่สุด มิใช่ว่าเจ้าช่วยแต่งตัวให้ข้าอยู่ทุกวันหรอกหรือ”
หลี่ชิงยิ้มออกมาในทันที เมื่อได้รับความไว้วางใจให้เลือกชุดที่จะสวมในงานสำคัญเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“เช่นนั้นบ่าวเลือกให้เลยนะเจ้าคะ”
“อืม เลือกไปเลย”
วันถัดมา
“หลี่ชิง นี่เจ้า…. จะให้ข้าสวมชุดสีเขียวนกยูงนี่จริงหรือ”
“คุณหนูบอกบ่าวเมื่อวานนี่เจ้าคะว่า ให้บ่าวคัดเลือกชุดมาให้ท่าน บ่าวเห็นว่าชุดผ้าไหมเซียนซีสีเขียวอ่อนลายนกยูงนี้ ท่านไม่เคยสวมเลยตั้งแต่สั่งตัดมา ก็เลยเลือกให้ท่านโดยเฉพาะเจ้าค่ะ ท่านไม่ชอบหรือเจ้าคะ”
เพียงเห็นสีหน้าหม่นของสาวใช้ ที่รู้สึกผิดขึ้นมา นางก็อดสงสารไม่ได้ หลี่ชิงมิได้มีความผิด เพียงแต่เมื่อชาติก่อน นางเกลียดสีเขียวมากที่สุด เพราะแฟนคนแรกของนางสวมเขาให้นาง และไปคบหากับน้องสาวเพื่อนสนิทลับหลัง นับตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับสีเขียวอีกเลย
“ช่างเถอะ ไม่เหมือนกันสักหน่อย ชุดนี้สวยมากเลยมิใช่หรือ เอาล่ะ เช่นนั้นก็แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวจะไปร่วมงานเลี้ยงไม่ทัน”
“เจ้าค่ะ”
แม้นว่าจะไม่ชอบสีเขียว แต่เมื่อชุดผ้าไหมหรูหราที่หลี่ชิงเลือกให้ พร้อมกับเครื่องประดับทองสลับหยก ที่เข้ากันกับชุด หลิงเซียนก็พบว่าสีเขียวนี้ก็มิได้เลวร้ายเท่าใดนัก
“คุณหนูงดงามอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ เจ้าค่ะ”
“หน้าซีดไปหน่อยนะ เอามานี่เถอะข้าจัดการเอง”
“เอ๊ะ แต่ว่า….”
เมื่อหลิงเซียนมองดูเครื่องประทินโฉมที่มี ก็เริ่มผัดหน้าและแต่งแต้มสีสันลงบนใบหน้าด้วยตัวเอง จนทำให้ฟลี่ชิงถึงกับตะลึงเมื่อนางจัดการผัดหน้าจนเสร็จ
“คุณหนู… ปกติท่านมักจะแต่งใบหน้าด้วยสีสด ไม่คิดว่าแต่งเช่นนี้ จะงดงามราวกับภาพวาด งานนี้ท่านต้องไปพบกับเหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองเฉินซี ข้าคิดว่าพวกนางคงไม่พ้นหาเรื่องท่านอีกเป็นแน่"
“เช่นนั้นก็ยิ่งต้องไปเจอกันสักหน่อย ไหน ๆ ก็ส่งบทตัวร้ายมาให้ข้าแล้ว ก็ต้องเล่นให้สมบทบาทหน่อยสิ มิเช่นนั้นงานเลี้ยงนี้ คงจะน่าเบื่อมากเป็นแน่”