ตอนที่ 10 มาทักทาย หรือมาหาเรื่อง
“นี่เจ้า!”
ฟางซูจินถึงกับตกใจ เมื่อจู่ ๆ หลิงเซียนก็ตอกกลับนางมาเช่นนี้ ซึ่งโดยปกตินิสัยของหลิงเซียน ไม่สามารถทนการยั่วยุจากพวกนางได้เกินสามประโยค ก็เป็นอันต้องมีเรื่องมีราวตบตี หรือทำร้ายจนชินตา
แต่บัดนี้หลิงเซียนกลับใช้คารมคมคาย คำพูดที่เอ่ยออกมาไม่กี่ประโยค แต่สามารถทำให้ผู้อื่นคล้อยตามได้ เพราะตอนนี้หลายคน เริ่มหันมามองฟางซูจิน ด้วยแววตาสงสัย
“น้องหญิงหยวน เหตุใดเจ้าถึงได้พูดเช่นนั้น นี่เจ้าไม่พอใจข้าจริง ๆ งั้นหรือ ต่อให้ข้ามีร้อยคำขอโทษ คิดว่าคงจะทำให้เจ้ายกโทษให้มิได้ใช่หรือไม่ แต่ข้ายืนยันกับเจ้าได้ว่า ข้ามิได้อยากจะขัดขวางงานแต่งของเจ้าจริง ๆ”
“นี่คุณหนูฟาง ตั้งแต่เดินมาพบกับพวกเจ้า ข้ายังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องงานแต่งของข้ากับท่านอ๋องเลยแม้แต่คำเดียว มีแต่พวกเจ้าที่เอาแต่พูดถึง ไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้ เจ้าเตรียมคำพูดมาตั้งแต่ออกจากจวนเลยหรือไม่”
ซูจินแทบล้มทั้งยืน เมื่อถูกหลิงเซียนถามกลับมาเช่นนั้น ทำเอาแต่ละคนที่ยืนเผชิญหน้าอยู่ เริ่มมีท่าทีตกใจและเริ่มกลัวขึ้นมา แต่หลิงเซียนกลับยืนตัวตรง จ้องมองแต่ละคนด้วยสายตาที่เฉียบคม ราวกับอ่านใจพวกนางได้
“ว่าอย่างไรเล่า ตกลงพวกเจ้าตั้งใจเดินเข้ามาทักทายข้า หรือเข้ามาเพื่อหาเรื่อง และสร้างสถานการณ์ให้ใครบางคนเป็นผู้ถูกกระทำ เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมากันแน่”
ฟางซูจินถึงกับตกใจจนออกทางสีหน้า จนต้องรีบแก้ตัวออกมาทันที
“หยวนหลิงเซียนนี่เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่ คิดว่าข้าหลอกใช้พวกนางงั้นหรือ ช่างเป็นคำใส่ความที่ร้ายกาจนัก”
ฟางซูจินร้อนรนจนเผลอหลุดปากพูดออกมาเอง ซึ่งท่าทางลุกลี้ลุกลนเช่นนี้ ไม่ค่อยมีผู้ใดเห็นมาก่อน
“คุณหนูฟาง ข้ายังมิได้พูดถึงเจ้าเลยสักคำเดียว เหตุใดจึงเข้าใจว่าข้าหมายถึงเจ้ากันเล่า”
“ขะ ข้า…”
“พี่หญิงฟางอย่าไปฟังนางนะเจ้าคะ ตอนนี้นางกำลังใช้เล่ห์กลใหม่ ทำให้พวกเราทะเลาะกันเอง หยวนหลิงเซียนเจ้ามันคนไม่เอาไหน แม้แต่สหายสักคนก็ไม่อยากมีใครคบหาด้วย ยังจะมาพูดให้ร้ายพี่หญิงฟางอีกงั้นหรือ”
“เหอะ! สหายงั้นหรือ หากจะต้องมีสหายเช่นพวกเจ้า… ข้าขอไม่มีดีกว่า อ้อ จริงสิ มิใช่ว่าพวกเจ้าไม่อยากคบหาข้า แต่เพราะไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่า บิดาของตัวเองเป็นหนี้สกุลหยวนอยู่มากกว่า ถึงได้แต่คอยหาเรื่องข้า เพื่อระบายความแค้นและลืมความเป็นจริงไปชั่วขณะ ข้าพูดถูกหรือไม่คุณหนูเจิ้ง คุณหนูเย่”
สายตาของหลิงเซียนที่กวาดมองไปรอบ ๆ ซึ่งทำเอาแต่ละคนไม่กล้าสบตานาง เพราะรู้ดีว่าเรื่องที่หลิงเซียนพูดมา ล้วนแต่เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น
“ระ เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้า เป็นเรื่องระหว่างบิดาข้ากับบิดาเจ้า เหตุใดไม่แยกแยะดีชั่ว เอามาพูดด้อยค่าคนอื่นเช่นนี้มันถูกแล้วงั้นหรือ”
“เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าเล่า เพียงแค่อิจฉาในความมั่งมีของข้า ซึ่งเป็นบุตรีคหบดีร่ำรวย เป็นเจ้าหนี้ของพวกเจ้า ก็หาเรื่องไม่ชอบข้า และรวมกลุ่มกัน พูดจาถากถางหยาบคาย หาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อให้ข้าโวยวายและมีเรื่องกับพวกเจ้า นี่ใช่เรื่องที่ควรทำแล้วใช่หรือไม่ นี่เรียกว่าแยกแยะแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน ข้าฟังไม่รู้เรื่อง เจ้ามันคนพาลหาเรื่อง ไม่ควรมางานเลี้ยงนี้ด้วยซ้ำไป คนอะไรหน้าไม่อาย ถูกยกเลิกงานแต่งไปยังกล้าออกงานเช่นนี้อีก เป็นข้าคงไม่มีหน้าออกจากจวนแล้ว ใช่หรือไม่พี่หญิงฟาง”
“ข้า… ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าเรื่องนี้…ข้า”
“จะบอกว่าข้าผิดเองอีกแล้วหรือฟางซูจิน ดูเหมือนว่าเจ้าจะรับบทผู้ถูกกระทำจนเคยชินไปแล้วสินะ เช่นนั้นข้าจะบอกความจริงให้พวกเจ้าได้รู้แจ้ง เมื่อครู่ได้ยินว่า มีคนกล่าวหาว่าข้าเป็นผู้วางยาพิษนาง หากมีความคิดสักหน่อยจะคิดได้ว่า ข้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น"
“เพราะอะไรเล่า นอกจากเจ้าแล้วในเมืองเฉินซีแห่งนี้ จะมีผู้ใดเกลียดพี่หญิงฟางมากเท่าเจ้าอีก เจ้ามันเป็นมือที่สามที่สมควรตาย”
“งั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าบอกเหตุผลข้ามาหน่อยว่า เหตุใดข้าจะต้องวางยาพิษฟางซูจิน ในวันแต่งงานของตัวเองด้วยเล่า”
“เรื่องนี้!”
พวกนางเถียงไม่ออก เพราะไม่เคยคิดมาก่อน
“เหตุใดข้าจะต้องหาเรื่องใส่ตัว วางยาศัตรูในวันที่เสี่ยงจะให้เจ้าบ่าวในงานจะต้องเลือกไปช่วยคน แทนที่จะมารับเจ้าสาว หากข้าทำเช่นนั้น ไม่ดูโง่เกินไปหน่อยหรือ หากลองคิดกลับไปดี ๆ พวกเจ้าก็จะรู้ว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ คือผู้ใดกันแน่”
ฟางซูจินแทบจะล้มทั้งยืน เมื่อหลิงเซียนพูดเหตุผลทั้งหมดออกมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีผู้ใดคิดมาก่อน แต่แค่นางพูดไม่กี่ประโยค ทุกคนก็เริ่มเข้าใจ และหันมามองฟางซูจินทันที แม้แต่เย่อิงที่เอาแต่พูดแทนนาง ก็เริ่มพูดไม่ออก
“แต่ว่าวันนั้นพี่หญิงฟาง ก็ถูกวางยาพิษจริง ๆ”
หลิงเซียนยิ้ม และเดินเข้ามามองใบหน้าของซูจินใกล้ ๆ ทำเอาสตรีที่ยืนรายล้อมถึงกับขนลุก กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของหยวนหลิงเซียน ที่เคยเอาแต่โวยวายและใช้กำลัง พวกนางไม่เคยเห็นหลิงเซียนที่พูดจามีเหตุผล และท่าทางราวกับสตรีชั้นสูงเยี่ยงนี้
“คุณหนูฟาง เจ้าช่างมีใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก ในเมืองเฉินซีนี้เรียกได้ว่า ไม่มีผู้ใดเทียบเจ้าได้เลย พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
“เรื่องนั้นย่อมเป็นเรื่องจริง ใครจะไม่รู้บ้างว่าพี่ซูจินงดงามที่สุดในเมืองเฉินซี เพราะว่าพี่หญิงดูแลตัวเองเป็นอย่างดี”
“นั่นสินะคุณหนูอวี้พูดถูกต้องเลย ข้าเองก็เห็นด้วยว่า ใบหน้าที่งดงามของคุณหนูฟาง คงจะถูกดูแลมาเป็นอย่างดีจริง ๆ ถึงได้ดูผุดผ่อง อิ่มเอิบชุ่มชื่น ผิวเปล่งปลั่งดุจโบตั๋นแรกแย้ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงสามวัน นางพึ่งจะถูกวางยาพิษ”
รอยยิ้มของซูจินที่พึ่งอิ่มเอมไปกับคำชม หุบลงไปแทบจะทันที เมื่อหลิงเซียนพูดจบ ทุกคนเริ่มหันไปและสังเกตตามคำพูดของหลิงเซียนทันที ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลายคนเริ่มลังเล และสงสัยในตัวฟางซูจินไม่น้อย
“ฮึก! น้องหญิงหยวน…. เหตุใดเจ้าถึงได้พูดเช่นนี้ หรือเจ้าคิดว่าการที่ข้าถูกวางยาพิษ ล้วนเป็นเรื่องที่สมควรเกิดขึ้น หรือเจ้ากำลังคิดว่าข้าเป็นผู้วางแผนขัดขวางงานอภิเษกของท่านอ๋องกับเจ้างั้นหรือ”
“ข้ายังไม่ทันพูดอันใดเลย เหตุใดเจ้าถึงได้รีบกล่าวหาตัวเองเช่นนั้น หรือว่า….”
เฮือก!
ทุกคนเริ่มถอยห่างจากทั้งคู่ และเริ่มไม่มั่นใจว่า ควรจะเชื่อผู้ใดดี หลิงเซียนเห็นว่า สตรีไม่ว่ายุคสมัยใดก็ล้วนแต่หูเบา เชื่อคนง่ายเพียงแค่พวกนางได้ฟังความและได้มีเวลาคิด แม้นว่าจะตามไม่ทัน ขอเพียงมีเหตุผลก็พร้อมจะเชื่อได้ทันที
“พะ พี่หญิงฟาง ระ เรื่องนี้ จริงหรือเจ้าคะ หรือว่าท่าน… ดื่มยาพิษเอง”
“ไม่จริง! นางโกหก เหตุใดข้าจะต้องทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนั้น พวกเจ้ามองดูให้ดีสิ นางคือหยวนหลิงเซียน ที่พวกเจ้าเกลียดนักหนา นางมักจะหาเรื่องดูถูกดูแคลนพวกเจ้า ตบตีพวกเจ้าเพราะคิดว่าอยู่ต่ำกว่านาง พวกเจ้าลืมไปหมดสิ้นแล้วงั้นหรือ”
“เฮ้อ… พอสู้ไม่ได้ก็ยกเอาเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาพูด พอได้แล้วฟางซูจิน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ให้ข้าพอเรื่องอันใดกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นได้เพียงแค่มือที่สาม ระหว่างข้ากับลี่อ๋อง ผู้ที่สมควรจะแต่งให้เขา ควรจะเป็นข้า มิใช่เจ้าตั้งแต่แรก”
ฟางซูจินเริ่มเผยธาตุแท้ของตนออกมา เมื่อเห็นหลิงเซียนพูดไม่หยุด และดูเหมือนว่าหลาย ๆ คนเริ่มเชื่อนาง
“นี่สินะความในใจที่แท้จริงของเจ้า เช่นนั้นข้าจะบอกให้พวกเจ้าทราบโดยทั่วกัน หลังจากที่ท่านอ๋องไปช่วยเจ้าแล้ว พระองค์กลับไปรับเจ้าสาวแม้นว่าจะเลยฤกษ์แต่งงานไปแล้วก็ตาม”
“ไม่จริง! เจ้าโกหก ท่านอ๋องไม่มีทาง ทำเช่นนั้นแน่ ถึงอย่างไรตอนนี้เจ้าก็มิได้แต่งเข้าจวนอ๋อง”
“เจ้าพูดถูกต้องแล้ว ข้ามิได้เข้าจวนอ๋อง แต่งานแต่งครั้งนี้ คนที่เป็นผู้ยกเลิกก็คือข้า มิใช่ท่านอ๋อง ส่วนคนที่ทำให้งานแต่งครั้งนี้ยกเลิก จะเรียกว่าอย่างไรนั้น คิดว่าพวกเจ้า… คงจะคิดเองได้นะ ใช่หรือไม่ฟางซูจิน”