ตอนที่ 11 ถ้าอยากได้นัก ก็เอาไปสิ
ทุกคนที่ยืนอยู่บนสะพาน ต่างนิ่งอึ้ง พูดไม่ออกทั้งหมด เมื่อทราบความจริงที่ออกจากปากของหยวนหลิงเซียนว่า ผู้ที่ยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าบ่าวไปรับเจ้าสาวแล้ว ก็คือตัวนางเอง มิใช่ท่านอ๋องที่เป็นผู้ยกเลิกงานแต่ง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ฟางซูจินเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ เพื่อให้ได้ยินเพียงนางและหลิงเซียน เมื่อเห็นว่าคนอื่น ๆ เริ่มถอยห่างจากทั้งคู่
“ก็หมายความว่า นับจากนี้ต่อไป ข้ากับลี่อ๋องของเจ้า ไม่สิ ข้ากับท่านอ๋องมิได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก หากเจ้าอยากจะแต่งให้เขานัก ก็ใช้ความสามารถที่มี เป็นพระชายาของเขาให้ได้เล่า ไม่ต้องหลอกใช้ผู้อื่นด้วยคำพูดหวานหู หว่านล้อมให้ทำเรื่องที่ตัวเองไม่อยากทำ หรือทำไม่ได้ ผลักให้ผู้อื่นออกหน้าให้ แล้วตัวเองก็คอยดันอยู่ด้านหลัง พอมีเรื่องก็โยนให้พวกนางรับผิดชอบแทนเจ้า แล้วก็รับบทเป็นคนดี แบบนี้ข้าว่ามัน…. ไม่ค่อยยุติธรรมกับคนที่เจ้าเรียกว่า สหาย สักเท่าไหร่ว่าหรือไม่”
“หยวนหลิงเซียน!”
เพียงจบคำพูดนั้น หลิงเซียนก็เดินผ่านไปทันที โดยไม่พูดสิ่งใดอีก ส่วนสตรีคนอื่น ๆ ก็ได้แต่มองฟางซูจิน และเริ่มคิดตามคำพูดที่หลิงเซียนพูด เมื่อซูจินหันมา ก็พบกับสายตาหวาดระแวง บางคนที่คิดได้ ก็ถึงกับมองนางด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที
“พวกเจ้าคงจะไม่ได้เชื่อ ที่นางพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนั้นหรอกนะ”
บางคนก็เชื่อไปแล้ว แต่บางคนยังเห็นว่าท่าทางของฟางซูจินยังดูน่าสงสาร แต่ก็ไม่มีผู้ใดเลยสักคนที่กล้าเดินเข้าไปหา เพราะหลังจากที่คิดได้ เมื่อนึกย้อนกลับไป ทุกอย่างก็เป็นดังที่หยวนหลิงเซียนพูดทั้งสิ้น
“นางมักจะให้ข้าคอยออกหน้า เพราะคำพูดยุยงของนาง ทำให้ข้าเผลอด่าหยวนหลิงเซียน และทุกครั้งก็เป็นข้าที่เจ็บตัว สุดท้ายฟางซูจินผู้นี้ ก็เดินเข้ามาทำเป็นเห็นใจข้าที่ถูกตี เพราะคำพูดยุยงของนาง ที่ผ่านมาข้าทำอะไรอยู่”
“น้องหญิงเจิ้ง”
“เอ่อ… ข้าออกมาเดินเล่นนานแล้ว ท่านแม่คงตามหาอยู่ ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“ข้าไปด้วยสิ”
หลายคนเดินตามนางไป เหลือเพียงสามคนที่ยังยืนอยู่ ซูจินหันมามองเย่อิง ที่ยืนดูนางอยู่
“น้องหญิงเย่ เจ้าเองก็คงจะมิได้เชื่อคำของนางใช่หรือไม่”
"พี่หญิงฟาง ข้าขอถามท่านเพียงคำเดียว ท่านตอบข้ามาตามตรงได้หรือไม่"
“ได้สิ เจ้าถามมาได้เลย เราเป็นสหายกันมิใช่หรือ”
ซูจินยังคงยืนยิ้มให้กับเย่อิงและสหายอีกสองคน ที่ยืนตรงหน้า เย่อิงมือไม้สั่นแต่ก็อดถามตรง ๆ ไม่ได้
“พี่หญิงฟาง เมื่อครู่ท่านพูดกับข้าว่า ท่านอ๋องเป็นผู้ยกเลิกงานแต่ง เขาไปช่วยท่านที่จวน ท่านกลัวว่าคุณหนูหยวนจะโทษท่าน ทำให้ท่านอับอาย ข้ารู้สึกโกรธมาก จึงเดินมาหาเรื่องนาง แต่ท่านกลับออกตัวว่าท่านผิดเอง ข้าอยากถามว่า มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ท่านต้องการโยนให้ข้าทะเลาะกับหยวนหลิงเซียนแทนท่านจริงหรือ”
“น้องหญิงเย่ข้าเปล่านะ! เจ้าอย่าไปเชื่อคำยุยงของคนนอก ทำให้เราต้องทะเลาะกันสิ คุณหนูหยวนผู้นั้นเป็นอย่างไร พวกเจ้าก็น่าจะรู้ดีมิใช่หรือ ครั้งก่อนเจ้าสองคนก็เคยถูกนางตีจนหน้าแดงก่ำ ส่วนเจ้าก็ถูกนางดุด่าเรื่องบิดาของเจ้าที่ไปกินข้าวหอจินหรูแล้วไม่มีเงินจ่าย มิใช่ข้าหรอกหรือที่ช่วยพวกเจ้า”
“แต่ว่าทุกครั้งก่อนที่จะเกิดเรื่อง เป็นท่านที่พูดถึงนางก่อน ทำให้พวกเรารู้สึกโกรธ จนลงมือแทนท่าน ข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว พี่หญิงฟางข้าต้องรีบกลับไปที่โต๊ะก่อน ขอตัว”
“ข้าไปด้วยเย่อิง”
“ข้าไปกับพวกเจ้าด้วย”
“เดี๋ยวก่อน… พวกเจ้า”
ทั้งหมดเดินกลับไป โดยไม่หันมาคุยกับฟางซูจินอีกเลย ซูจินไม่คิดเลยว่า การได้พบกับหยวนหลิงเซียนอีกครั้งในวันนี้ จะกลายเป็นนางที่ถูกมองไม่ดี และตอนนี้ คำว่า “สตรีมือที่สาม” ก็กลายเป็นนางที่ต้องรับแทนไป เมื่อบอกมิได้ว่าเหตุใดจึงถูกวางยาพิษ ในช่วงเวลารับเจ้าสาวของลี่อ๋อง
“นางสารเลวหยวนหลิงเซียน ข้าไม่มีทางยอมแพ้เจ้า คนหยาบคายไร้ค่า ชาติตระกูลต่ำต้อยเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดจะมาเป็นชายาท่านอ๋อง ข้าไม่ยอมเป็นอันขาด”
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านเรียกหาเจ้าค่ะ”
ฟางซูจินเชิดหน้าขึ้นมาอีกครั้ง นางปรับสีหน้าและเดินกลับเข้าไปในห้องโถงงานเลี้ยง โดยมีสาวใช้เดินตามไป ครั้งนี้ถือว่านางแพ้ให้กับหยวนหลิงเซียนเป็นครั้งแรก แต่สำหรับนาง อย่างไรก็ไม่เห็นว่าหลิงเซียนเป็นคู่แข่งอยู่ดี
ศาลาริมสวน
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ได้เวลาเสด็จไปที่โถงงานเลี้ยงแล้ว”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรลู่เกิง”
“กระหม่อม…”
ตลอดเวลาที่เหล่าสตรียืนถกเถียงกันที่เชิงสะพาน ลี่อ๋องยืนฟังอยู่ที่ศาลานี้ โดยมีผ้าม่านกั้นอยู่ แต่เขาก็ได้ยินเสียงสนทนาทั้งหมด เนื่องจากอยู่ไม่ไกล เมื่อหันไปมองสีหน้าองครักษ์หนุ่มคู่กาย ก็รู้ว่าลู่เกิงเอง ก็ตกใจไม่น้อย ถึงความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูหยวนในวันนี้
“ข้าคิดว่าสิ่งที่นางพูด มีเหตุผลสามในสี่ส่วนเลยทีเดียว”
“กระหม่อมให้คนตามสืบหาคนร้ายที่วางยาพิษคุณหนูฟาง แต่ก็ไร้วี่แววพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ! ทำให้ข้าชวนคิดยิ่งนักว่า ในวันนั้นที่นางถูกวางยาพิษ เป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่”
"แต่ว่าในวันนั้น พระองค์มิได้ไปเพราะเหตุผลที่คุณหนูฟางถูกลอบวางยาพิษ แต่ไปเพราะจับผู้ลอบวางยาพิษในกองทัพมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"
“นั่นยิ่งทำให้ข้าสงสัยว่า ผู้ใดไปส่งข่าวที่สกุลหยวนว่า ข้าไปจวนแม่ทัพฟาง เพราะคุณหนูฟางถูกลอบวางยาพิษ แม้ว่าเรื่องในกองทัพ จะเป็นความลับที่มิอาจหลุดลอดออกมาได้ แต่ข้าก็หาเข้าใจไม่ว่า เหตุใดจึงเกิดข่าวลือเรื่องนี้ขึ้นมาได้ หากมิใช่วันนี้ที่ได้ยินกับหู ก็คงจะไม่รู้ว่า คนทั้งเมืองเฉินซีพูดถึงเรื่องนี้ บิดเบือนความจริงกันไปมากเพียงใด”
“เป็นกระหม่อมที่สะเพร่าเอง ไม่ดูแลเรื่องนี้ให้ดีทำให้ท่านอ๋องถูกวิพากย์วิจารณ์ในทางที่เสื่อมเสีย สมควรถูกลงโทษพ่ะย่ะค่ะ”
ลี่อ๋องหันมามองหน้าลู่เกิง องครักษ์หนุ่มที่คุกเข่าตรงหน้า
“เจ้าสะเพร่าเอง หรือว่าจงใจให้เกิดข่าวลือนี้ขึ้นมา และช่วยปกปิดข้ากันแน่”
“ท่านอ๋องพระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อม…”
“ลู่เกิง… ข้าไว้ใจเจ้าไม่ต่างกับน้องชายแท้ ๆ หากอยากจะสารภาพ ก็รีบพูดมาเถอะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
ลู่เกิงนิ่งไปทันที เขารู้ตัวว่าผิด และไร้ข้อแก้ตัวใด ๆ จึงคุกเข่าและโขกศีรษะลงกับพื้น
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่น่าหลงเชื่อคำของแม่ทัพฟาง กระหม่อมหลงผิดไปชั่วขณะ จึงช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับ กระหม่อมสมควรตายพันครั้ง”
วันนี้หากเขาไม่มาคอยท่าอยู่ที่นี่ ตามที่ลู่เกิงชี้ทาง ก็คงไม่เห็นบางอย่างที่ยืนยันในสิ่งที่เขาคิด องครักษ์ข้างกายที่ไว้ใจ แต่กลับเข้าข้างแม่ทัพฟางอย่างเปิดเผย
“เจ้าอยู่กับข้ามาหลายปี ย่อมรู้จักนิสัยของข้าดี ส่วนข้าเองก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนจริงจัง และห่วงใยข้าจากใจจริง แต่ข้อเสียของเจ้าก็คือใจอ่อนและเชื่อคนง่าย ครั้งนี้ข้าจะไม่ลงโทษเจ้า แต่คงจะวางใจให้เจ้าอยู่ข้างกายอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว”
“ท่านอ๋อง….”
“เวินฉาง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์อีกคนที่ถูกเรียกออกมาให้ปรากฏตัว ซึ่งลู่เกิงเองก็ทราบดี ถึงการมีอยู่ของ “เวินฉาง” องครักษ์ในเงามืดของท่านอ๋องอีกคน
“จากนี้เจ้ามาช่วยงานข้าแทนลู่เกิง ส่วนเจ้า… ไปสำนึกตัวที่กองทัพหน้าเมือง หากข้าไม่เรียกก็อย่าได้กลับมาอีก ไปได้แล้ว”