บทที่ 7 โอกาสทองมาถึงแล้ว
“เลิกเล่นได้แล้ว”
ทั้งลานเงียบกริบลงทันใด ราวกับมีใครสั่งหยุดเวลา ทุกสายตาหันไปทางต้นเสียงโดยไม่ได้นัดหมายแลเห็นเยี่ยนเซียวเหิงเดินเข้ามาช้าๆ ไม้เท้าหยกในมือแตะพื้นเป็นจังหวะ
กึก! กึก! กึก!
แม้จะเป็นคนตาบอด แต่ทุกย่างก้าวกลับแม่นยำ น่าเกรงขาม ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวหิมะฤดูหนาว
ดวงตาเหม่อลึก แต่แรงกดดันกลับหนักหน่วง
นางกำนัลทั้งหมดก้มหน้าลงทันที ไม่มีใครกล้ามอง ยกเว้นแค่เพียงซูเยวี่ย นางมองเขาตรงๆ หนึ่งวินาทีก่อนจะรีบยอบกายลงอย่างงดงาม
“คารวะท่านพี่เพคะ” น้ำเสียงหวานละมุน เหมือนคนละคนกับเมื่อครู่
เยี่ยนเซียวเหิงไม่ตอบ เขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของนางพอดี ใกล้จนซูเยวี่ยได้กลิ่นจางๆ ของเครื่องหอมจากกายเขา แล้วเสียงเย็นๆ ก็ดังขึ้น
“พระชายาทำงานเก่งยิ่งนัก” คำชมที่ฟังยังไงก็ไม่เหมือนชม ซูเยวี่ยขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้ยิ้มตอบ เขาก็พูดต่อ
“เช่นนั้น พรุ่งนี้ให้นางไปขัดคอกม้าเพิ่ม”
“อะไรนะเพคะ!” ซูเยวี่ยหน้าเปลี่ยนทันที นางเงยหน้าขึ้นถามเสียงดังลืมตัว
“แค่นี้หม่อมฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว! ทั้งกวาด ทั้งเช็ด ทั้งจัดของ ร่างกายหม่อมฉันบอบบาง เอ่อ ไม่คุ้นชินงานหนัก ถ้าฝืนไปมากกว่านี้ หม่อมฉันอาจจะ…” นางเริ่มไหลเป็นน้ำ แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงเข้มก็ดังขึ้นจนนางสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“โกหก!”
คำสั้นๆ เพียงคำเดียว แต่ตัดบททุกอย่าง ซูเยวี่ยชะงัก เยี่ยนเซียวเหิงเอียงศีรษะพลางแค่นเสียงหัวเราะออกมาในลำคอ เสียงนั้นเย็นและน่าขนลุกเป็นอย่างมาก
“เจ้าวิ่งได้รอบตำหนักเมื่อวาน วันนี้ยืนขาเดียวได้นาน แต่กลับบอกว่าอ่อนแอ” เขาหยุดพลางหรี่ตาลงแม้แต่ซุนอวี๋ยังรับมือนางไม่ได้ เขาจึงต้องลงมาดูเอง ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
ซูเยวี่ยมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูรู้ทันนางไปเสียทุกอย่าง ก่อนจะกัดฟันแน่นจนเจ็บ ในใจเดือดปุดๆ
‘คนบ้าอะไร จับผิดเก่งขนาดนี้!’
นางอยากเถียง อยากสวน แต่ทันใดนั้น สมองอันชาญฉลาดก็แล่นอย่างรวดเร็ว
‘เดี๋ยวนะ… ในนิยายนางเอกมักใช้มุกนี้นี่’
มุมปากนางกระตุกขึ้นบางๆ จากโกรธกลายเป็นคิดแผน ไม่นานซูเยวี่ยสูดหายใจ แล้วเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา ดวงตาเริ่มคลอไปด้วยหยดน้ำ น้ำเสียงอ่อนลง
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” นางก้มหน้าเหมือนคนยอมจำนน
“หากท่านอ๋องต้องการให้หม่อมฉันทำเช่นนั้น หม่อมฉันก็จะพยายามทำให้ได้” น้ำเสียงของนางสั่นไหว แววตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจเสียเต็มประดา แม้จะแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่แววตานั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเยี่ยนเซียวเหิงไปได้
ขณะที่หลินเจียมองนางตาโต เมื่อครู่นี่ยังจะเถียงอย่างไม่ยอมอยู่เลย เหตุใดตอนนี่ถึงได้ยอมง่ายนักเล่าทว่าเพียงแค่ซูเยวี่ยหันหลัง นางก็ยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างบางเริ่มโอนเอน
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกเวียนหัวเช่นนี้” เสียงของนางเบาลงเรื่อยๆ จากนั้นก็ทรุดลง ร่างทั้งร่างล้มลงบนพื้นหญ้าหมดสติไปทันใด
“พระชายาเพคะ!” หลินเจียรีบพุ่งเข้าไปประคอง มือสั่นจนแทบจับอะไรไม่อยู่ นางกำนัลที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันตกใจ บรรยากาศรอบบ่อบัวก็แตกตื่นทันที
ซุนอวี๋เองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าที่เคยเย็นชาเริ่มมีรอยร้าว ส่วนหวงซานก็ก้าวเข้ามา แต่เยี่ยนเซียวเหิงกลับยืนนิ่ง สายตาคมกริบของเขาหยุดอยู่ที่ร่างนั้นพร้อมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“แสดงได้ไม่เลว”
หลินเจียชะงัก หันไปมองเขา สลับกับซูเยวี่ยที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่านิ้วกระตุกขึ้นเบาๆ เหมือนคนที่กำลังพยายามแกล้งให้เนียนที่สุดในชีวิต
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังวุ่นวาย เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านข้างเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น!” ชายชราร่างผอมในชุดขันทีชั้นสูงรีบก้าวเข้ามา เขาคือ ‘เฉียนกงกง’ ขันทีคนสนิทจากตำหนักฉางหนิงซึ่งเป็นตำหนักของซ่งไทเฮา
พอเห็นภาพตรงหน้า พระชายาหลิงเยว่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เหล่านางกำนัลแตกตื่น หลินเจียหน้าซีดเผือด เฉียนกงกงถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที
“โอ๊ย! พระชายาเป็นอันใดไป!” เขารีบเดินเข้ามาอย่างร้อนรน
“เร็วเข้า! ไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าค่ะ!” นางกำนัลคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
บรรยากาศยิ่งชุลมุนวุ่นวาย หลินเจียกับคนอื่นๆ ช่วยกันประคองร่างซูเยวี่ยขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อพานางกลับเรือนเล็ก
ไม่นาน ซูเยวี่ยก็ถูกพาตัวกลับมาที่เรือนเล็ก นางถูกวางลงบนเตียง ผ้าห่มถูกคลุมอย่างเรียบร้อย หลินเจียนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง สีหน้ายังไม่หายตกใจ
เฉียนกงกงยืนอยู่ใกล้ๆ คิ้วขมวดแน่นด้วยความเคร่งเครียด ส่วนเยี่ยนเซียวเหิงยืนอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้ายังคงนิ่ง แต่ในใจเขารู้ดีว่าการมาของเฉียนกงกงนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ขันทีจากตำหนักฉางหนิงจะไม่ออกมาข้างนอกโดยไร้เหตุ นั่นหมายความว่า ‘ซ่งไทเฮา’ เสด็จย่าของเขา ต้องมีพระประสงค์บางอย่างแน่ และเวลานี้ทุกอย่างกำลังเข้าทางใครบางคนเกินไป
เขากวาดสายตาไปที่ร่างบนเตียง สตรีผู้นั้นที่เมื่อครู่ยังยืนขาเดียวอย่างแข็งแรง ตอนนี้กลับนอนนิ่งอย่างคนหมดสติ เยี่ยนเซียวเหิงหรี่ตาลงพลางคิดในใจ
‘นางกำลังคิดจะเล่นอะไรอีกกันแน่’
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้” เฉียนกงกงยังคงยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาพึมพำเบาๆแล้วหันไปมองเยี่ยนอ๋อง แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“หมอหลวงมาแล้วเพคะ”
บรรยากาศในเรือนเล็กยิ่งตึงเครียดขึ้น ทุกสายตาหันไปทางประตู ในขณะที่คนที่นอนอยู่บนเตียงนิ้วมือเริ่มขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังจะตื่นในอีกไม่ช้านี้
ไม่นานนักหมอหลวงก็รีบรุดเข้ามาในห้อง กล่องยาถูกวางลงข้างเตียงอย่างรวดเร็ว
“คารวะเยี่ยนอ๋อง กระหม่อมขออนุญาตตรวจพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนเซียวเหิงไม่ตอบ ดวงตาเหม่อมองตรงอย่างคนมองไม่เห็นก่อนจะขานรับในลำคอ หลังจากได้ยินคำอนุญาต หมอหลวงก็นั่งลงข้างเคียง
ทว่ายังไม่ทันได้แตะชีพจร ซูเยวี่ยที่นอนนิ่งอยู่ก็ขยับตัว แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“อืม…” เสียงครางเบาๆ ดังออกมา หลินเจียรีบโน้มตัวเข้าไป
“พระชายาฟื้นแล้วเพคะ!”
ซูเยวี่ยกะพริบตาช้าๆ หันไปมองรอบๆอย่างมึนงง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ พร้อมหันสายตามาหยุดอยู่ที่หมอหลวง
“ท่านหมอไม่ต้องตรวจข้าหรอก ข้าเพียงแค่รู้สึกอ่อนเพลียมาก เพราะตั้งแต่เช้า ข้าทำงานทั้งกวาด ทั้งเช็ดถู ตอนนี้ก็เลยเหนื่อยจนทนไม่ไหวเลยเป็นลมไปเท่านั้นเอง” นางรีบพูดแทรกหมอหลวง พร้อมถอนหายใจเบาๆ ท่าทางเหมือนคนหมดแรงเสียเต็มประดา
วาจาของนางทำให้หมอหลวงชะงัก ส่วนเฉียนกงกงขมวดคิ้วทันที
“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงต่ำ
“เหตุใดพระชายาถึงต้องเหนื่อยถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
คำถามนั้นเหมือนเปิดช่อง ซูเยวี่ยเงียบไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองไปทางเยี่ยนเซียวเหิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง สายตานั้นทั้งลังเล ทั้งหวาดกลัว ทั้งเหมือนอยากพูด แต่ไม่กล้าพูด เพียงแวบเดียวแล้วนางก็รีบก้มหน้าลง
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงแค่อ่อนเพลีย และคงยังไม่ชินกับที่นี่เท่าใดนัก” นางตอบเสียงเบา แต่ท่าทีเมื่อครู่มันชัดเกินไป
เฉียนกงกงหรี่ตาลง สายตาเหลือบไปมองเยี่ยนอ๋องอย่างจับผิด บรรยากาศเริ่มตึงขึ้นอีกครั้ง
เยี่ยนเซียวเหิงถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่นาน เรื่องนี้ต้องไปถึงหูซ่งไทเฮาแน่นอน และหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ สตรีผู้นี้จะยิ่งได้เปรียบ เขาจึงรีบตัดบท
“เฉียนกงกง ท่านมาที่นี่เพราะเหตุใด”
เฉียนกงกงสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบประสานมือ
“ทูลเยี่ยนอ๋อง ไทเฮามีรับสั่งให้พระองค์พาพระชายาไปเข้าเฝ้า ณ ตำหนักฉางหนิงพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้คนบนเตียงแทบกรี๊ดออกมาจริงๆ แต่ซูเยวี่ยต้องกัดฟันไว้สุดชีวิต
‘มาแล้ว! ตามพล็อตเป๊ะ’
เพราะเคยอ่านนิยายมาก่อน แม้จะเป็นเพียงต้นเรื่อง แต่นางก็รู้ว่าในนิยายวันแรกหลังอภิเษก ซ่งไทเฮาจะเรียกเข้าเฝ้า และนั่นคือโอกาสทองของนาง ซูเยวี่ยก้มหน้า ซ่อนรอยยิ้มที่แทบจะหลุดออกมา ในใจเต้นแรง เพราะแผนสำเร็จแล้ว
การแสร้งเป็นลมเมื่อครู่ ไม่ใช่เพราะเหนื่อยจริงแต่เป็นเพราะนางกำลังรอจังหวะให้เฉียนกงกงเห็น ให้เขาเข้าใจเองว่านางถูกกดขี่ ถูกใช้งาน และถูกกลั่นแกล้ง โดยที่นางไม่ต้องเปิดปากฟ้องแม้แต่คำเดียว และตอนนี้เหยื่อก็ติดเบ็ดเรียบร้อยแล้ว
“หากเป็นรับสั่งของไทเฮา ข้าจะรีบไปเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้เลย” ซูเยวี่ยเงยหน้าขึ้น ทำท่าอ่อนแรง น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยน ต่างจากในใจที่กำลังลุกเป็นไฟ เพราะนางจะทำให้ไทเฮากลายมาเป็นพวกเดียวกับนางให้ได้
เวลาผ่านมาราวสองเค่อ เยี่ยนเซียวเหิงกับซูเยวี่ยก็มาถึงจุดหมาย ตำหนักฉางหนิงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามกลางเขตในวัง
หลังคากระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนแสงอาทิตย์ยามสาย เสาแดงสูงเรียงราย ประดับลวดลายมังกรและหงส์อย่างวิจิตร บรรยากาศเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดดันจนผู้มาเยือนต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว
ซูเยวี่ยเดินตามหลังเยี่ยนเซียวเหิงเข้ามา สีหน้าของนางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ อยู่ตลอดเวลา ดวงตาคู่งามเป็นประกาย ราวกับกำลังจะไปงานเลี้ยง ไม่ใช่เข้าเฝ้าไทเฮา
ตรงกันข้ามกับบุรุษด้านหน้า เยี่ยนเซียวเหิงยังคงสีหน้าราบเรียบนิ่งเฉยไร้อารมณ์ จนซูเยวี่ยอดคิดในใจไม่ได้
