บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ

“พระชายา ได้เวลาลุกขึ้นทำงานแล้วเพคะ”

ไม่มีการตอบสนอง ซูเยวี่ยยังคงนอนนิ่ง ซุนอวี๋นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ยื่นมือไปเปิดผ้าห่มออกทันทีลมเย็นยามเช้าปะทะร่างของคนที่นอนหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์

“หนาวววว!” ซูเยวี่ยสะดุ้งเฮือก ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ผมฟู หน้าตางัวเงีย

“ใครแย่งผ้าห่มฉัน!” นางเงยหน้าขึ้น สบตากับซุนอวี๋ ก่อนจะเงียบไปหนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาทีจากนั้นเสียงกรีดร้องดังลั่นเรือนเล็กอีกครั้ง

“กรี๊ดดดด!”

เสียงกรี๊ดของซูเยวี่ยดังลั่นเรือนเล็ก ซุนอวี๋ถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว สีหน้าที่เคยนิ่งเคร่งมีแววตกใจวูบหนึ่ง

“พระชายาเป็นอันใดเพคะ!”

ซูเยวี่ยหอบหายใจแรง มือกุมอก ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วตอบกลับเสียงสั่น

“เปล่า ข้าตกใจเจ้านั่นแหละ” นางชี้ไปที่ซุนอวี๋พูดจบก็หันมองซ้ายขวา เห็นผ้าห่มของตัวเองกองอยู่ข้างเตียง นางขมวดคิ้ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วจ้องซุนอวี๋ด้วยดวงตาเขียวปั๊ด

“ข้าเป็นถึงพระชายาของเยี่ยนอ๋อง เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติกับข้าราวกับคนไร้มารยาทเช่นนี้” น้ำเสียงแข็งกร้าวจนหลินเจียที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบกุมขมับ

‘มาอีกแล้ว พระชายาจะอาละวาดอีกแล้ว’

แต่ซุนอวี๋กลับไม่สะทกสะท้าน นางเชิดหน้าขึ้น ดวงตาเย็นเฉียบ

“หม่อมฉันได้รับคำสั่งจากเยี่ยนอ๋องโดยตรง ให้ปฏิบัติต่อพระชายาเสมือนนางกำนัลคนหนึ่งในตำหนักนี้ เพราะฉะนั้น หม่อมฉันย่อมมีสิทธิ์ นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อชัดถ้อยชัดคำ

“และตอนนี้พระชายาควรลุกไปล้างหน้า เปลี่ยนอาภรณ์ และเข้าทำงานได้แล้วเพคะ”

คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่หน้า ซูเยวี่ยอ้าปากจะโต้กลับ แต่พอหันไปเห็นสายตาของหลินเจียที่พยายามส่ายหน้าเบาๆ อย่างขอร้อง นางก็ชะงัก

‘โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะโดนเล่นงานเพิ่ม ต้องนิ่งก่อนแล้วค่อยหาทางเอาคืนทีหลัง’ ในหัวของซูเยวี่ยเริ่มคิดเร็ว

ในพริบตาเดียว สีหน้าของนางก็เปลี่ยน จากคนจะระเบิด กลายเป็นสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ซูเยวี่ยสูดหายใจเข้าเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบร้อย

ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ หลินเจียกะพริบตาปริบๆ ซุนอวี๋ก็เช่นกัน เมื่อครู่ยังเหมือนจะโวยวายลั่นเรือน แต่จู่ๆ กลับยอมรับคำโดยดี ผิดคาดเกินไป

ซุนอวี๋หรี่ตาลง ความรู้สึกไม่พอใจวาบขึ้นมาในใจ

‘เหตุใดทำไมไม่โวยวายต่อ เหตุใดถึงไม่สร้างปัญหา’ นางตั้งใจจะกดดันให้อีกฝ่ายหลุด ให้ทำผิด ให้โดนลงโทษ หรือดียิ่งกว่าหากถูกส่งตัวกลับแคว้นโหย่วเพราะในตำหนักนี้ ไม่มีใครยินดีต้อนรับสตรีจากแคว้นโหย่วเลยแม้แต่คนเดียว

ความเกลียดชังที่สั่งสมจากสงครามในอดีตยังคงอยู่ หลายครอบครัวสูญเสียคนรักให้กับศึกระหว่างสองแคว้น สำหรับคนแคว้นเซิ่ง แคว้นโหย่วไม่ใช่แค่ศัตรูเก่า แต่คือแคว้นที่อ่อนแอ เจ้าเล่ห์ และไม่น่าไว้วางใจ

การที่พระชายาของเยี่ยนอ๋องมาจากแคว้นนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนไม่พอใจ ซุนอวี๋จึงตั้งใจจะกดดันนางตั้งแต่วันแรก แต่ซูเยวี่ยกลับไม่หลงกล

“ข้าจะรีบเตรียมตัว” ซูเยวี่ยก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน ท่าทางเรียบร้อย ราวกับคนละคนกับเมื่อครู่

ซุนอวี๋ได้แต่กะพริบตา ก่อนจะหันหลังออกไปอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

เมื่อประตูปิดลง หลินเจียรีบหันมามองซูเยวี่ย สายตาเต็มไปด้วยความโล่งอก ส่วนซูเยวี่ยยังคงยืนนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พลางคิดในใจ

‘หากไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ เกมนี้ ข้าต้องเล่นให้เป็น จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง’ เพราะคนอย่างหลินมีมี่ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อให้ผู้ใดรังแกได้ง่ายๆ หรอก

ถึงจะเป็นคนจากตำหนักของเยี่ยนอ๋องก็ช่างปะไร อีกไม่นานนางจะทำให้ทุกคนในตำหนักนี้อยู่ภายใต้อาณัติของนางให้จงได้!

หลังจากหลินเจียช่วยจัดการล้างหน้า บ้วนปากให้เรียบร้อย ซูเยวี่ยก้มมองขันน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับกิ่งไม้เล็กๆ สีเขียวอ่อนที่วางพิงอยู่ข้างขันเงิน

“นี่คืออะไรหรือหลินเจีย” นางหยิบขึ้นมาถือ หมุนดูไปมา

หลินเจียที่กำลังจัดผ้าเช็ดหน้าอยู่จึงหันมาตอบ

“กิ่งต้นหลิวเพคะ ใช้ทำความสะอาดฟัน”

“อะไรนะ!” ซูเยวี่ยนิ่งไปสองวินาที นางยกกิ่งไม้นั้นขึ้นมาใกล้หน้าอีกครั้ง

“คนที่นี่ใช้กิ่งไม้แปรงฟันหรือ”

“ใช่เพคะ” หลินเจียตอบพลางขมวดคิ้ว เหตุใดพระชายาถามแปลกๆในเมื่อทุกคนต่างก็ใช้กิ่งต้นหลิวแปรงฟันกันถ้วนหน้าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

“แบบนี้มันจะสะอาดได้อย่างไรกัน” ซูเยวี่ยมองกิ่งหลิวในมืออย่างไม่อยากเชื่อ นางบ่นพึมพำ พลางจิ้มปลายกิ่งดู

‘โอ๊ย…โลกนี้ไม่มีแปรงสีฟันจริงๆ ด้วย!’ นางถอนหายใจ แล้วนั่งลงคิดจริงจัง ภาพความรู้จากโลกเดิมค่อยๆ ลอยขึ้นมา

ขนหมูป่าติดกับด้ามไม้หรือกระดูก…

‘ใช่! แบบนั้นแหละ!’

“ข้าจะทำแปรงสีฟัน!” หญิงสาวเอ่ยเสียงใส ตานางเริ่มเป็นประกาย

“แปรงอะไรนะเพคะ” หลินเจียถามพร้อมกะพริบตาปริบๆ

ซูเยวี่ยไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับหันมาคว้าแขนนาง

“ขนหมูป่ามีหรือไม่ ไม้ไผ่ล่ะ หรือกระดูกก็ได้ ต้องมีของพวกนี้สิ”

“ขนสัตว์มีในตลาด ไม้ไผ่ก็มีตามเรือนช่างกระดูกก็…” หลินเจียยังงงอยู่ แต่ก็พยายามตอบตามที่รู้ แต่ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ซูเยวี่ยก็ลุกพรวดขึ้นเสียก่อน

“ไป! ไปหากันเดี๋ยวนี้เลย” นางหันไปคว้าแขนของหลินเจีย แต่ยังไม่ทันก้าว หลินเจียก็รีบดึงแขนไว้

“ตอนนี้ไม่ได้เพคะ”

“เพราะเหตุใด” ซูเยวี่ยหันกลับมาถามพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ตอนนี้ต้องไปทำความสะอาดตำหนักก่อน เอาไว้เลิกงานแล้วค่อยไปหาของที่พระชายาต้องการนะเพคะ” หลินเจียตอบเสียงเบา แต่จริงจัง

“เฮ้อออออ!” ซูเยวี่ยถอนหายใจแรงจนแทบปลิวสีหน้าหงุดหงิดสุดๆที่โดนขัดใจ แต่สุดท้ายก็ยอมแต่โดยดี เพราะรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมที่จะทำนิสัยเอาแต่ใจได้

หลินเจียยกยิ้มบางๆจากนั้นจึงหันไปหยิบชุดนางกำนัลสีฟ้าอ่อนเรียบๆ มาวางไว้

“พระชายา เปลี่ยนอาภรณ์ก่อนนะเพคะ สายแล้ว เดี๋ยวโดนท่านซุนอวี๋ตำหนิ”

“ข้าไม่ใส่” ซูเยวี่ยมอง แล้วส่ายหัวไปมา คำตอบของนางทำให้หลินเจียชะงักไปทันที

“แต่…”

“ข้าจะใส่ชุดตามตำแหน่งพระชายาของข้า ถึงจะถูกลงโทษ แต่ข้าก็ยังเป็นพระชายา หาใช่นางกำนัล เหตุใดต้องใส่ชุดนางกำนัลด้วย” ซูเยวี่ยพูดชัดถ้อยชัดคำ

หลินเจียอ้าปากอย่างคนพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่นางเอ่ยมานั้นก็เป็นเรื่องจริง สุดท้ายจึงทำได้แค่ถอนหายใจ

“เช่นนั้นก็แล้วแต่พระชายาเถิดเพคะ” นางตอบอย่างจนใจ เพราะรู้ว่าคนอย่างซูเยวี่ยยิ่งบังคับยิ่งดื้อรั้น

ซูเยวี่ยยิ้มกริ่ม ก่อนจะเดินนวยนาดไปยังหีบใส่อาภรณ์และเลือกสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงชาดปักลายดอกเหมยสีทองอ่อน ผ้าชั้นนอกเป็นผ้าไหมบางโปร่งแขนยาวปล่อยพลิ้ว ด้านในเป็นชั้นผ้าซ้อนสีขาวงาช้าง ขับให้สีแดงดูนุ่มขึ้น เอวคาดด้วยสายรัดไหมสีทองเส้นบาง

ผมยังเกล้าแบบเจ้าสาวเมื่อคืน เพียงแต่หลวมลงเล็กน้อย เพิ่มปิ่นเงินเรียบๆ หนึ่งชิ้น แม้จะไม่หรูเท่าชุดพิธีเมื่อคืน แต่ก็ยังชัดเจนว่า นี่คือชุดของพระชายา

หลังจากแต่งกายเสร็จเรียบร้อย เมื่อทั้งสองเปิดประตูออกมา ก็พบว่าซุนอวี๋ยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

“พระชายาสายเกินสองเค่อแล้วนะเพคะ” นางเอ่ยทันที จากนั้นสายตาก็กวาดมองซูเยวี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วขมวดคิ้ว

“พระชายา เหตุใดจึงยังสวมอาภรณ์เช่นนี้ หม่อมฉันสั่งให้เปลี่ยนเป็นชุดนางกำนัลมิใช่หรือ” น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น

หากแต่ซูเยวี่ยกลับยกคางขึ้นแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ

“เจ้าสั่ง แต่ท่านอ๋องมิได้สั่ง ท่านอ๋องเพียงตรัสให้ข้าทำงานเหมือนนางกำนัล หาได้ตรัสให้ข้าละทิ้งฐานะพระชายาไม่”

ซุนอวี๋ชะงักไป ซูเยวี่ยจึงแย้มยิ้มบางๆ ก่อนจะขยับเข้าไปเผชิญหน้ากับนางกำนัลอาวุโส

“หรือว่าหัวหน้านางกำนัลคิดจะตีความพระบัญชาเอง”

คำพูดนั้นแทงตรงจุด ซุนอวี๋รีบหุบปากลงทันใด หากเถียงต่อ ก็เท่ากับว่าล้ำเส้น ซึ่งเป็นความผิดใหญ่

ซูเยวี่ยก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว น้ำเสียงยังคงสุภาพ แต่กดดัน

“ในเมื่อข้ายังเป็นพระชายา ก็ย่อมมีสิทธิ์สวมอาภรณ์ของพระชายา”

ซุนอวี๋เม้มปากแน่นเพราะโต้ไม่ได้ จริงๆ แล้วนางตั้งใจจะกดอีกฝ่ายให้ต่ำที่สุด แต่กลับโดนสวนจนเงียบ สุดท้ายจึงทำได้แค่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“แล้วแต่พระชายาเถิดเพคะ” น้ำเสียงไม่พอใจชัดเจน แต่ก็ต้องยอม

หลินเจียแอบมองซูเยวี่ยด้วยสายตาทึ่งๆ ส่วนซูเยวี่ยยกยิ้มมุมปากเล็กๆ เพราะเกมนี้เริ่มสนุกแล้วสิ!

ซุนอวี๋ยืนกอดอกมองคนที่ยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยความขัดใจ สีหน้าของนางเย็นเฉียบ ก่อนจะเริ่มออกคำสั่งทีละอย่าง

“พระชายาต้องไปทำความสะอาดที่ลานด้านตะวันออก กวาดให้สะอาด เช็ดทุกแผ่นหินที่ระเบียงทางเดิน ส่วนห้องเก็บของให้จัดเรียงชั้นใหม่ทั้งหมด แล้วก็บ่อบัวด้านหลังต้องขัดขอบหินให้เงา”

งานแต่ละอย่าง ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่งานของคนคนเดียว ทว่าซูเยวี่ยกลับยืนฟังอย่างเงียบๆ แม้จะรู้ดีว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ก็ไม่เถียง

“ได้” นางตอบสั้นๆ เพียงคำเดียว ท่าทีสงบเกินคาด

‘อดทนดีนัก ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าจะทนได้สักกี่น้ำ’ ซุนอวี๋คิดพร้อมหรี่ตาลง ก่อนที่จะหันไปมองเหล่านางกำนัล พวกนั้นรีบยื่นอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมา ทั้งไม้กวาด ผ้าถูพื้น ถังน้ำ และแปรงขัด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel