บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 สวมบทพระชายาผู้น่าสงสาร

‘คนอะไร…หน้าตายยิ่งกว่าหุ่นยนต์ มีความรู้สึกบ้างไหมเนี่ย’ นางเบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่เกรงใจ เพราะคิดว่าเขาคงไม่เห็นหรอก ก็เขาตาบอดนี่นา

แต่หารู้ไม่ว่าความจริงคือเขาเห็นทุกอย่าง ตั้งแต่บนเกี้ยว เห็นตอนที่นางแอบมอง เห็นรอยยิ้ม เห็นแววตาที่เหมือนกำลังคิดแผนอะไรบางอย่าง และเมื่อครู่นี้ก็เห็นนางเบ้ปากใส่เขาชัดเจน

มุมปากของเยี่ยนเซียวเหิงขยับเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น ทว่าเขายังคงเดินนำหน้า ไม้เท้าหยกแตะพื้นเป็นจังหวะดังกึก! กึก! กึก!

ซูเยวี่ยเดินตามหลังเขา ก้าวเบาๆ แต่มั่นใจ ในหัวเต็มไปด้วยแผนการ

‘หากเข้าไปเจอซ่งไทเฮาต้องทำตัวน่าสงสาร แต่ก็ต้องไม่ดูโง่ ที่สำคัญต้องพอดี’

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น ทันใดนั้นเองเยี่ยนเซียวเหิงก็หยุดเดินแบบไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ซูเยวี่ยที่กำลังเหม่อคิดแผนก็ชนเข้ากับแผ่นหลังเขาอย่างจัง

“โอ๊ย!” นางร้องขึ้น ยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองป้อยๆ ตัวเซถอยหลังหนึ่งก้าว

“ท่านอ๋องจะหยุด เหตุใดถึงไม่บอกก่อนล่ะเพคะ” นางบ่นทันที แต่เยี่ยนเซียวเหิงไม่หันกลับ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้ามองไม่เห็นหรือ”

‘เอ้า!โยนกลับเฉยเลย’ ซูเยวี่ยทำหน้าบึ้ง เถียงกลับทันควัน

“หม่อมฉันก็มองแต่ทางข้างหน้านี่เพคะ จะให้มองแผ่นหลังท่านตลอดหรือไง”

จากนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง เยี่ยนเซียวเหิงจึงพูดต่อน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงบางอย่าง

“เมื่อครู่เจ้ามองอยู่ไม่ใช่หรือ”

‘เดี๋ยวนะ… เขาหมายถึงอะไร’ ซูเยวี่ยตัวแข็งไปหนึ่งวินาที นางรีบกลบเกลื่อน

“มองอะไรเพคะ หม่อมฉันไม่ได้มองอะไรเลย” นางแสร้งทำเป็นเอ่ยด้วยเสียงงอแง

เยี่ยนเซียวเหิงไม่ตอบ เขาหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่คมของเขาเหม่อลอยและว่างเปล่าเหมือนคนที่มองไม่เห็นสิ่งใดจริงๆ แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้ซูเยวี่ยรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างจ้องมอง

“จำไว้ให้ดี ต่อหน้าพระพักตร์ของซ่งไทเฮา ห้ามเจ้าปากมาก ห้ามพูดเกินความจำเป็นแม้แต่คำเดียว” เยี่ยนเซียวเหิงก้มหน้าลง เสียงทุ้มต่ำกดต่ำจนแทบเป็นกระซิบ เขาเว้นจังหวะแล้วพูดต่อช้าๆ

“หากเจ้าพูดสิ่งใดที่ไม่ควรพูด ข้าจะเป็นคนตัดมันออกเอง”

คำว่า ‘มัน’ ไม่ได้ระบุ แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ซูเยวี่ยกลืนน้ำลาย คอแห้งทันที

“เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่เย็นจนเหมือนมีดแนบลำคอ

“เข้า…เข้าใจเพคะ” นางตอบเสียงเบา ทว่าในใจด่าเขาไปสิบรอบ

‘โหดชะมัด!’

หากแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ซูเยวี่ยเงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องชะงักไป เมื่อดวงตาของเขาเหมือนจะสบเข้ากับดวงตาของนาง ไม่ใช่เหม่อลอย ไม่ใช่เลื่อนผ่าน แต่เหมือนมองเห็น แต่เพียงชั่วพริบตา มันก็กลับไปว่างเปล่าเช่นเดิม

เยี่ยนเซียวเหิงหมุนกาย เดินจากไปทันที ก้าวยาวอย่างมั่นคงโดยไม่หันกลับมาอีก

ซูเยวี่ยยืนแข็งอยู่ที่เดิม หัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว

‘เมื่อครู่นี้ เขามองข้าจริงๆ ใช่หรือไม่ แต่เขาตาบอดไม่ใช่หรือ’

ความสงสัยแล่นวาบในหัว แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อเสียงเขาก็ดังขึ้นโดยไม่หันหลังกลับ

“ยืนทำอะไรอยู่ หรืออยากให้ข้าบอกคนมาลากเจ้าอีกครั้ง” น้ำเสียงเริ่มเย็นลงอีกระดับ

“ปะ…ไปเดี๋ยวนี้ล่ะเพคะ!” ซูเยวี่ยสะดุ้ง รีบตอบทันที นางรีบยกกระโปรงขึ้น รีบก้าวตามเขาไป แม้ขาจะขยับ แต่ในหัวยังคงวนอยู่กับคำถามเดิม

เขา…ตาบอดจริงหรือเปล่า!

ทั้งสองก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงของตำหนักฉางหนิง ภายในเงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันจนซูเยวี่ยรับรู้ได้

พื้นหินขัดมันสะท้อนเงา เสาแดงสูงเรียงราย โคมทองห้อยลงมาเป็นระเบียบ ทุกอย่างดูเรียบ แต่ไม่มีสิ่งใดธรรมดา

บนแท่นสูงสุด ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งประทับนั่งนิ่ง นางคือซ่งไทเฮา ซูเยวี่ยเงยหน้ามองเพียงแวบเดียว แล้วก็ต้องรีบก้มลงทันที

“ถวายบังคมเสด็จย่าพ่ะย่ะค่ะ”

“ถวายบังคมไทเฮาเพคะ”

ทั้งสองกล่าวขึ้นด้วยเสียงพร้อมเพรียง ซูเยวี่ยก้มหน้าอยู่ แต่แอบช้อนสายตาขึ้นมองไปยังสตรีหงส์

‘นี่แหละซ่งไทเฮา’

สตรีผู้ที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ไม่ได้งดงามแบบสาวแรกรุ่น แต่มีบางอย่างที่หนักแน่นจนน่าหวาดเกรง ใบหน้าคมเรียบ ริ้วรอยบางเบา คิ้วเรียวเข้ม ดวงตาลึกคม และนิ่งราวบ่อน้ำไร้ก้น

เพียงมองครั้งเดียว ก็รู้ว่านี่คือคนที่เคยอยู่เหนือคนมานับไม่ถ้วน เสื้อผ้าของนางเรียบหรู สีเข้ม ไม่ฉูดฉาด แต่กลับยิ่งขับให้รัศมีอำนาจของนางชัดเจนยิ่งขึ้น

นางไม่ต้องยกเสียง ไม่ต้องขยับตัวมาก แต่แค่นั่งอยู่ ก็ทำให้คนทั้งห้องไม่กล้าหายใจแรง

ซูเยวี่ยก้มหน้าลงอีกครั้ง ในหัวเริ่มคิดเร็ว ในนิยาย ซ่งไทเฮาไม่ได้ชอบสตรีจากแคว้นโหย่ว รวมถึง หลิงเยว่ด้วย แต่ซ่งไทเฮาเป็นคนที่ยุติธรรมที่สุดในวังนี้ ไม่เข้าข้างใครโดยไร้เหตุผล และไม่ปล่อยให้ใครถูกรังแกโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน แม้จะไม่ชอบ แต่ก็ไม่กลั่นแกล้ง งั้นก็หมายความว่า นางยังมีโอกาส

ซูเยวี่ยเริ่มวางแผนในใจทันที ถ้านางทำให้ซ่งไทเฮาเห็นว่า นางไม่ใช่คนอ่อนแอไร้ค่า ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่เป็นคนที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม นางก็อาจดึงซ่งไทเฮามาเป็นพวกได้ มุมปากนางกระตุกเล็กน้อย เพราะถ้าทำได้ ผลลัพธ์จะมหาศาล

ในวังหลังนี้ ซ่งไทเฮาคืออำนาจสูงสุด หากมีนางหนุนหลังจะไม่มีใครกล้ารังแกซูเยวี่ยอย่างเปิดเผย ซุนอวี๋ก็ต้องถอย แม้แต่คนหัวขบถอย่างเยี่ยนเซียวเหิงก็ต้อง เกรงใจบ้าง และที่สำคัญที่สุด นางจะไม่ตายง่ายๆ

ซูเยวี่ยสูดหายใจเบาๆ ก้มหน้าต่ำอย่างเรียบร้อย ซ่อนทุกความคิดไว้ใต้ท่าทีอ่อนโยน เช่นนั้น นางจะเริ่มเล่นบทพระชายาผู้น่าสงสารตั้งแต่ตอนนี้เลยแล้วกัน

บรรยากาศในท้องพระโรงนิ่งสงัด ทันใดนั้นซ่งไทเฮาก็ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น ดวงตาคมลึกจับจ้องมาที่ซูเยวี่ยโดยตรง ไม่ใช่แค่มอง แต่เป็นการพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจ

ซูเยวี่ยรู้สึกได้ทันที แผ่นหลังของนางตึง ลมหายใจติดขัด เพราะสายตาแบบนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ยังไม่ทันตั้งตัว ซ่งไทเฮาก็เอ่ยขึ้น เสียงไม่ดัง แต่หนักแน่น

“เกิดเรื่องอันใดที่ตำหนักของเจ้า เหิงเอ๋อร์”

คำถามนั้นไม่ได้มองมาที่ซูเยวี่ย แต่มองไปที่เยี่ยนเซียวเหิง เยี่ยนเซียวเหิงก้มศีรษะลงตอบ

“ทูลเสด็จย่า หลานสั่งลงโทษพระชายาให้ทำความสะอาดตำหนัก เพราะนางสร้างความวุ่นวายในวันอภิเษกพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบตรงไปตรงมา ไม่มีการปกปิด ซ่งไทเฮานิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตวัดสายตามาที่ซูเยวี่ยทันที

“เป็นความจริงหรือไม่” น้ำเสียงเรียบ แต่กดดันจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกบีบคอ

ซูเยวี่ยรู้สึกหัวใจเต้นแรง แต่ก็รู้ว่านี่คือจังหวะของนางที่จะเล่นบทพระชายาผู้น่าสงสารต่อพระพักตร์ของซ่งไทเฮา นางก้มหน้าลง พลางสูดหายใจ ก่อนจะตอบ

“ทูลเสด็จย่า การอภิเษกครั้งนี้มิได้เกิดจากความรักของพวกเราทั้งสองคน หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ต้องจากบ้านจากเมืองเดินทางไกลมายังแคว้นเซิ่ง เพื่ออภิเษกกับบุรุษผู้ไม่รู้จัก” น้ำเสียงนุ่มและสั่นไหว จากนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคลอเล็กน้อยอย่างพอดี

ทั้งห้องเงียบลงทันที ซูเยวี่ยจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเริ่มอ่อนลงและมีความเศร้าปนอยู่ มือบีบชายแขนเสื้อแน่น

“ข้าจึงอยากรู้ว่าท่านอ๋องต้องการอภิเษกกับหม่อมฉันจริงหรือไม่ และเห็นความสำคัญของหม่อมฉันมากเพียงใด หากเขาไม่ต้องการอภิเษกกับหม่อมฮัน เขาคงปล่อยให้หม่อมฉันสร้างความวุ่นวายและหนีออกจากงานอภิเษก” เอ่ยพร้อมเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เสียงเบาลงตอนท้ายเหมือนคนไม่มั่นใจ เหมือนคนที่กลัวจะไม่ได้รับคำตอบ

ซูเยวี่ยกัดริมฝีปาก ดวงตาสั่นนิดๆ ทุกอย่างพอดี ไม่มากและไม่ดูเสแสร้งจนเกินไป แต่พอให้น่าสงสาร

ซ่งไทเฮานิ่ง ดวงตายังคงจับจ้องนาง อ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ ส่วนเยี่ยนเซียวเหิงยืนเงียบ สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ในใจรู้ดีว่านางกำลังบิดเรื่องจากความวุ่นวายให้กลายเป็นเรื่องของหัวใจ และที่น่ารำคาญคือมันฟังดูสมเหตุสมผล

ทั้งห้องยังคงเงียบ แต่ความเงียบนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะตอนนี้ซูเยวี่ยไม่ใช่คนผิดเพียงฝ่ายเดียวอีกแล้ว แต่กลายเป็นสตรีที่น่าสงสารในสายตาของผู้มีอำนาจสูงสุด

ซ่งไทเฮาทรงทอดพระเนตรซูเยวี่ยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสถามเสียงเรียบ

“แล้วผลสรุปเป็นเช่นใด”

คำถามสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน ซูเยวี่ยสูดหายใจเบาๆ จากนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหันไปมองเยี่ยนเซียวเหิง สายตานั้นเปลี่ยนทันที จากเมื่อครู่ที่น่าสงสารกลายเป็นซาบซึ้ง

“ทูลเสด็จย่า เยี่ยนอ๋องทำให้หม่อมฉันรู้ว่าพระองค์ทรงต้องการอภิเษกกับหม่อมฉันจริงๆ เพคะ” เสียงนุ่ม ละมุน นางเม้มริมฝีปากเข้าหากันเหมือนเก็บความรู้สึกไม่อยู่

คำพูดนั้นฟังดูหวาน แต่แฝงอะไรบางอย่าง เพียงไม่นาน ซูเยวี่ยก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง สีหน้าซาบซึ้งใจเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเจ็บปวด

“หม่อมฉันเพียงอยากทดสอบจึงทำสิ่งไม่สมควร แต่ไม่คิดว่าการกระทำของหม่อมฉันจะทำให้เยี่ยนอ๋องทรงไม่พอพระทัยถึงเพียงนี้ ถึงกับสั่งลงโทษจนหม่อมฉันเป็นลมไป” คำสุดท้ายแผ่วลงแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

“ฮึก!” ซูเยวี่ยร้องไห้ออกมา แม้จะไม่โวยวาย แต่ก็ชัดเจนว่าเสียใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel