บทที่ 4 หน้าที่ของพระชายา
ในขณะที่ซูเยวี่ยกำลังดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ในแคว้นเซิ่ง อีกฟากหนึ่ง ณ วังหลวงแห่งแคว้นโหย่ว บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ขันทีและองครักษ์วิ่งกันให้ขวัก เสียงฝีเท้าดังไม่ขาดสาย
ภายในตำหนักบรรทม หลิงเป่ยฮ่องเต้ทรงโยนฎีกาในมือทิ้งลงบนโต๊ะอย่างหงุดหงิด พระพักตร์เต็มไปด้วยความกลุ้มพระทัย
“ยังหาไม่พบอีกหรือ!” เสียงตวาดดังจนขันทีทั้งห้องสะดุ้ง
“ผ่านมาแล้วหลายวัน เหตุใดถึงยังหาตัวหลานข้าไม่พบเสียที!”
“ทูลฝ่าบาท พวกกระหม่อมค้นทั่วเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังไร้วี่แววของท่านหญิง” องครักษ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรีบก้มหน้าต่ำ
หลิงเป่ยฮ่องเต้กำพระหัตถ์แน่น ในใจทั้งโกรธ ทั้งกังวล เพราะคนที่หายไป ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือท่านหญิงหลิงเยว่ หลานสาวที่พระองค์ทรงรักราวกับบุตรแท้ๆ และที่สำคัญที่สุด หากเรื่องนี้หลุดไปถึงแคว้นเซิ่งทุกอย่างอาจพังพินาศ
แต่ในขณะที่วังหลวงโหย่วกำลังปั่นป่วน ผู้ที่ทุกคนกำลังตามหา กลับเดินทางข้ามชายแดนมายังแคว้นเซิ่งเรียบร้อยแล้ว
ลมร้อนพัดผ่านถนนลูกรังสีแดง ฝุ่นปลิวบางเบาร่างบางของสตรีผู้หนึ่งเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน นางอยู่ในชุดสตรีชาวบ้านธรรมดาสีหม่น ใบหน้าถูกปิดครึ่งหนึ่งด้วยผ้าบาง แม้จะแต่งกายเรียบง่าย แต่กิริยาท่าทางกลับดูต่างจากชาวบ้านทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ท่านหญิงหลิงเยว่หยุดเดินช้าๆ พลางเงยหน้ามองป้ายชายแดนของแคว้นเซิ่ง ดวงตาคลอ ในหัวนางย้อนนึกถึงคืนก่อนออกจากวัง หลังจากรู้ความจริง ว่าหลิงเป่ยฮ่องเต้หาสตรีอีกคนมาสลับตัวแทนนางให้ไปอภิเษกกับเยี่ยนอ๋อง
ตอนนั้นหลิงเยว่ทั้งตกใจ ทั้งรู้สึกผิด เพราะนางรู้ดีว่า เยี่ยนอ๋องเป็นคนอันตรายเพียงใด หากวันหนึ่งเขาจับได้ว่าโดนหลอก สตรีผู้นั้นไม่มีทางรอดแน่ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจหนีออกจากวัง และเดินทางมายังแคว้นเซิ่งด้วยตัวเอง เพื่อสารภาพทุกอย่างกับเยี่ยนอ๋อง ต่อให้เขาจะโกรธ จะสังหารนาง นางก็ยอม แต่ยังดีกว่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตายแทนนาง
หลิงเยว่ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันมองซ้ายขวาเพราะคนสนิทที่ช่วยนางหนีออกมา ส่งข่าวบอกว่าจะมี สหายเก่ามารับนางที่นี่ แต่ตอนนี้กลับยังไม่เห็นผู้ใด
นางเดินทางมาไกลหลายวัน ทั้งเหนื่อย ทั้งอ่อนแรง ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่าเลือน
“อึก!” หลิงเยว่ยกมือกุมขมับ ร่างบางโอนเอนไปมา
ในเวลาเดียวกัน อีกด้านของถนน เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นอย่างรวดเร็ว กวนเจียรุ่ยกำลังควบม้ามาพร้อมกับ โล่เซียวผู้ติดตามคนสนิท แต่ในหัวของเขาตอนนี้ กลับเต็มไปด้วยภาพของสตรีที่หนีงานอภิเษก
เขานึกถึงตอนที่ซูเยวี่ยวิ่งหนีวุ่นวายวันนั้น ทั้งโวยวาย ทั้งโกหกหน้าตาย แต่สุดท้ายกลับเอาตัวรอดได้อย่างแนบเนียน
เมื่อนึกถึงตรงนั้น กวนเจียรุ่ยก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
“น่าสนใจจริงๆ”
“คุณชายขอรับ” โล่เซียวหันมามองอย่างงงๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ สีหน้าของโล่เซียวก็เปลี่ยนทันที
“คุณชาย ระวัง!” เขาร้องเสียงดัง กวนเจียรุ่ยสะดุ้ง ได้สติกลับมา พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นสตรีร่างบางผู้หนึ่งยืนโอนเอนอยู่กลางทางม้า!
“หลบไป!” เขาตะโกนทันที แต่หลิงเยว่กำลังหน้ามืด ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนมองไม่ชัด พอรู้ตัวอีกที ม้าก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
“กรี๊ด!” นางร้องลั่นด้วยความตกใจ กวนเจียรุ่ยรีบดึงบังเหียนสุดแรง
“ฮี้!” อาชาตัวใหญ่ส่งเสียงร้องดัง มันยกขาหน้าขึ้นสูงทั้งสองข้าง ฝุ่นแดงฟุ้งกระจาย แต่แรงกระชากนั้นรุนแรงเกินไป
ปึก!
หลิงเยว่เสียหลัก ร่างบางหงายหลังล้มลง ศีรษะกระแทกเข้ากับก้อนหินริมทางอย่างจัง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ ร่างของนางแน่นิ่งไปทันที
โล่เซียวหน้าเปลี่ยนสี ขณะที่กวนเจียรุ่ยรีบกระโดดลงจากม้าแล้ววิ่งเข้าไปหา แต่พอเห็นเลือดสีแดงบางๆ ไหลจากข้างศีรษะของนาง สีหน้าของเขาก็เคร่งขึ้นทันที
ตอนนี้เป็นเวลาต้นยามซวี (19.00 - 20.59 น.)
ซูเยวี่ยถูกลากออกมาจนถึงเรือนเล็กด้านหลังตำหนัก
ประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนร่างของนางจะถูกปล่อยลงบนพื้นเบาๆ ทว่าในความรู้สึกนางคือแรงมากแล้ว
“โอ๊ย!” หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นทันที ปัดกระโปรงแดงยับยู่ยี่อย่างหัวเสีย
หลินเจียที่วิ่งตามมาถึง รีบปิดประตูแล้วหันมามองนางอย่างเป็นห่วง
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะพระชายานะ ไม่ใช่สาวใช้ ไม่ใช่คนกวาดพื้น แล้วนี่คืออะไร เรือนเล็กหลังตำหนัก นี่มันห้องเก็บของหรือเปล่าเนี่ย” ซูเยวี่ยหันไปโวยวาย นางกวาดตามองไปรอบๆ แม้จะไม่ถึงกับทรุดโทรม แต่ก็เรียบง่ายเกินกว่าจะเรียกว่าที่อยู่ของพระชายา
เตียงไม้ธรรมดา โต๊ะตัวเล็ก หน้าต่างบานเดียว ซูเยวี่ยเบ้ปากอย่างดูแคลน
“ข้าจะไม่อยู่!”
หลินเจียถอนหายใจเบาๆด้วยความหนักใจ แล้วเดินเข้ามาใกล้
“พระชายา ใจเย็นก่อนเพคะ”
“ใจเย็นอะไร!” ซูเยวี่ยสวนกลับ “เขาจะให้ข้าไปจับไม้กวาด จับผ้าถูพื้นนะ!”
“มือข้านี่นะ จะให้ไปขัดพื้น สกปรกจะตาย!” นางยกมือขึ้นมองอย่างเวทนา
หลินเจียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครบอกให้พระชายาสร้างเรื่องวุ่นวายในงานอภิเษกนี่เพคะ”
ซูเยวี่ยชะงัก หันขวับมาสบตากับหลินเจียทันใด
“ในเมื่อทำไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองเพคะ” น้ำเสียงหลินเจียไม่ได้แข็ง แต่จริงจัง ซูเยวี่ยอ้าปากจะเถียง แต่ก็พูดไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริง ตอนนั้นนางเป็นคนวิ่งหนีเอง สร้างเรื่องเอง
“อย่างไร พระชายาก็ยังมีมือมีเท้า มีชีวิตอยู่ครบถ้วน มิได้ถูกลงโทษร้ายแรง ที่ท่านอ๋องลงโทษเพียงเท่านี้ ก็นับว่าปรานีมากแล้วเพคะ” หลินเจียพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
ซูเยวี่ยนิ่งไป ภาพที่เขาเคยพูดว่า ‘ตัดลิ้น’ ลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง ก็จริง… ยังดีที่ไม่โดนฆ่าทันที
หลินเจียขยับเข้ามาใกล้ แล้วลดเสียงลงอย่างอ่อนโยน
“อีกอย่าง ตอนนี้ท่านอ๋องยังโกรธอยู่ เดี๋ยวเมื่อพระองค์หายโกรธ ก็อาจจะสั่งยกเลิกโทษเอง”
ซูเยวี่ยเริ่มนิ่งลง หลินเจียจึงส่งยิ้มให้นางบางๆ
“พระชายาไม่ต้องกังวลไปหรอกเพคะ เรื่องทำความสะอาด หม่อมฉันจะช่วยทำเอง”
“เจ้าพูดจริงหรือ” ซูเยวี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสว่างวาบเป็นประกายด้วยความดีใจ
“จริงเพคะ” หลินเจียพยักหน้า “พระชายานั่งอยู่เฉยๆ อย่างงดงามก็พอ ที่เหลือให้หม่อมฉันจัดการเอง”
ซูเยวี่ยนิ่งไปสองวินาทีแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างสดใส ราวกับเป็นคนละคนกับคนที่อ้าปากร้องโวยวายเมื่อครู่
“หลินเจีย เจ้าคือนางฟ้าของข้าเลย” น้ำเสียงนางนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด
“พระชายา…” หลินเจียหน้าแดงขึ้น เพราะแม้กระทั่งท่านหญิงหลิงเยว่ตัวจริงยังไม่เคยชมนางเช่นนี้มาก่อนเลย
ซูเยวี่ยถอนหายใจยาว แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงไม้ แม้คิ้วจะยังขมวดอยู่ แต่ความโมโหเมื่อครู่ ค่อยๆ คลายลง อย่างน้อยนางก็ยังมีชีวิตอยู่ และมีคนช่วย ก็ยังพอที่ยื้อชีวิตต่อไปได้อีกนิด
เช้าวันถัดมา
ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี แสงแรกของวันเพิ่งจางๆ คลี่ตัวอยู่ริมขอบฟ้า เวลาเพียงแค่ปลายยามอิ๋นราวตีสี่กว่าๆ เสียงเคาะประตูไม้ก็ดังขึ้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
หลินเจียสะดุ้งตื่น รีบลุกจากฟูกบางๆ ที่ปูนอนข้างเตียง แล้ววิ่งไปเปิดประตูอย่างงัวเงีย พอเปิดออก ก็พบกับหญิงวัยกลางคนในชุดนางกำนัลอาวุโสยืนเชิดหน้าอยู่ด้านนอก สีหน้าเข้มงวด ดวงตาคมกริบ
นางคือซุนอวี๋ หัวหน้านางกำนัลผู้ควบคุมงานในตำหนักเยี่ยนอ๋อง
“ได้เวลาลุกขึ้นไปทำงานแล้ว” น้ำเสียงนางราบเรียบ แต่แฝงอำนาจ
หลินเจียชะงักไป พลางหันออกไปมองนอกหน้าต่าง ปรากฏว่าฟ้ายังมืดอยู่เลย
“แต่ว่าตอนนี้เพิ่งปลายยามอิ๋นเองนะเจ้าคะ ที่แคว้นโหย่ว พวกเราจะเริ่มทำงานกันตอนยามเหม่า” นางเผลอถามออกไปด้วยความแปลกใจ
ซุนอวี๋ได้ยินเช่นนั้นก็เชิดหน้าขึ้น สายตามองหลินเจียตั้งแต่หัวจรดเท้า
“กฎของที่นี่เป็นเช่นนี้ ข้าเป็นผู้ควบคุมดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามกฏ” นางเอ่ยช้าๆ แต่หนักแน่น ก่อนจะหยุดไปเพียงเสี้ยววินาที
“หากไม่พอใจก็เก็บข้าวของกลับแคว้นโหย่วไปเสีย” นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
หลินเจียเงียบทันที ริมฝีปากเม้มแน่น ไม่กล้าเถียงต่อ เพราะนางรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่แคว้นโหย่ว ไม่ใช่ถิ่นของนาง และยิ่งไปกว่านั้น สองแคว้นนี้ไม่ถูกกันมานานแล้ว
แคว้นเซิ่งเป็นแคว้นนักรบ แข็งกร้าว ยึดหลักอำนาจกำลัง ส่วนแคว้นโหย่วขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนโยน วัฒนธรรม และการทูต
ในอดีต ทั้งสองแคว้นเคยทำศึกกันหลายครั้งเลือดไหลเป็นสายน้ำ แม้ตอนนี้จะทำสัญญาสงบศึกและเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการอภิเษก แต่ความระแวงและอคติยังคงฝังลึกในใจผู้คน โดยเฉพาะในตำหนักแห่งนี้
ซุนอวี๋กวาดตามองหลินเจีย ก่อนจะเหลือบเข้าไปในห้อง
“พระชายายังไม่ตื่นบรรทมอีกหรือ”
“เดี๋ยวข้าจะปลุกพระชายาเองเจ้าค่ะ” หลินเจียรีบก้มหน้าตอบอย่างอ่อนน้อม นางไม่อยากมีเรื่อง เพราะอยู่ที่นี่มีแต่จะเสียเปรียบ
หากแต่ซุนอวี๋ไม่สนใจ นางยกมือขึ้นแล้วผลัก หลินเจียออกอย่างเด็ดขาด ก่อนก้าวเข้าไปในห้อง หลินเจียหน้าซีด รีบหันกลับไปมองด้านในอย่างตกใจ
บนเตียง ซูเยวี่ยยังนอนห่มผ้าอยู่ในท่าเดิม ผมยุ่งหัวฟูจากการเสียดสี หน้าซุกหมอน หายใจสม่ำเสมอดูนอนสบายเกินไปสำหรับพระชายาที่กำลังโดนลงโทษ
ซุนอวี๋เห็นเช่นนั้นก็หรี่ตาลง แล้วเดินตรงเข้าไปหยุดยืนข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดังพอให้ได้ยินชัด
