บทที่ 3 พระชายาหรือสาวใช้
“พระชายาทำกิริยาเช่นนี้มิได้เพคะ หากผู้ใดเห็นเข้าจะสงสัยเอาได้นะเพคะ”
“สงสัยอะไร” ซูเยวี่ยพลิกตัวนอนคว่ำ เอามือเท้าคางมองนาง
“ก็สงสัยว่าแท้จริงแล้วพระชายามิใช่ท่านหญิงหลิงเยว่อย่างไรเล่าเพคะ” หลินเจียกัดฟันเอ่ยเสียงเบา หากแต่วาจานั้นกลับทำให้ซูเยวี่ยหัวเราะลั่นห้อง
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ชู่ว! เบาเสียงหน่อยเพคะ” หลินเจียหน้าถอดสี รีบยกนิ้วขึ้นแตะปากตัวเอง นางแทบร้องไห้
“ฝ่าบาทอุตส่าห์สั่งให้ท่านเข้ารับการอบรมเรื่องมารยาทก่อนถูกส่งมาที่นี่ อย่าทำให้เสียแผนสิเพคะ”
“แต่ข้าก็มิใช่ท่านหญิงหลิงเยว่ของเจ้าจริงๆ นี่นา” ซูเยวี่ยลุกขึ้นนั่ง พลางหัวเราะคิกคัก
หลินเจียยืนตัวแข็ง น้ำตาคลอเบ้าอย่างคนจะหมดแรงกับนายใหม่
“หากท่านไม่ฟัง หม่อมฉันจะโกรธท่านแล้วจริงๆ นะเพคะ”
‘โกรธแล้วจะทำอะไรได้เล่า?’ ซูเยวี่ยมองอีกฝ่ายแล้วกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ แต่พอเห็นน้ำตาใสๆ ในดวงตาหลินเจีย นางก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย จึงยกมือยอมแพ้
“เอาล่ะ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้”
หลินเจียสูดจมูกเบาๆ ขณะที่ซูเยวี่ยจึงขยับมานั่งตัวตรง สีหน้าเปลี่ยนจริงจังขึ้นอย่างไม่คาดคิด
“แต่ฟังข้าให้ดี ยามนี้ในเมื่อข้ากำลังสวมรอยเป็นท่านหญิงหลิงเยว่ของเจ้า ฉะนั้นแล้วเจ้าก็ต้องปรนนิบัติดูแลข้าให้เหมือนข้าเป็นนายหญิงของเจ้าจริงๆ”
หลินเจียชะงัก ซูเยวี่ยสบตานางตรงๆ
“เพราะหากความจริงเปิดเผย มิใช่แค่ข้าที่ต้องตาย แต่เจ้ารวมถึงทุกคนที่แคว้นโหย่ว ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที หลินเจียค่อยๆ ก้มหน้าลง นางรู้ดีว่าคำพูดนี้เป็นความจริงทุกประการ ซูเยวี่ยถอนหายใจเบาๆ แล้วเอนตัวลงบนเตียงอีกครั้ง
“ดังนั้น ต่อไปนี้ ช่วยกันโกหกให้รอดก่อนเถอะ”
หลินเจียเงยหน้ามองนายหญิงตรงหน้าเป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง หญิงผู้นี้ดูไร้มารยาท พูดจาแปลกประหลาด และชอบทำให้นางปวดหัว แต่บางที อาจไม่ได้โง่อย่างที่คิดก็ได้
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอก
“พระชายา เยี่ยนอ๋องเสด็จเพคะ”
บรรยากาศในห้องหอที่เพิ่งผ่อนคลายเมื่อครู่ พลันตึงเครียดขึ้นทันใด
“เขามาแล้ว!” ซูเยวี่ยสะดุ้งเฮือก นางรีบดีดตัวขึ้นจากเตียงแทบไม่ทัน หันมองหลินเจียอย่างลนลาน
“ข้า…ข้าต้องนั่งยังไงนะ!”
หลินเจียไม่พูดมาก รีบคว้าผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงขึ้นมาตวัดปิดลงอย่างคล่องแคล่ว จัดท่าร่างบางให้นั่งตัวตรงบนเตียง มือวางซ้อนกันอย่างเรียบร้อย
“นิ่งๆ เพคะ อย่าพูดมาก อย่าทำอะไรแปลก”
ซูเยวี่ยพยักหน้ารัวๆ ทันใดนั้น ประตูเปิดออกหลินเจียถอยออกไปทันที ก้มหน้าลงต่ำ แล้วรีบออกจากห้องพร้อมปิดประตูเบาๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างหนักแน่นมั่นคง
ซูเยวี่ยกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้มองไม่เห็นชัดเพราะผ้าคลุมหน้า แต่เพียงแค่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาในห้องเดียวกัน ก็ทำให้หัวใจนางเต้นแรงจนผิดจังหวะ
‘ใจเย็นๆ ต้องยื้อชีวิตไว้ก่อน’ นางสูดหายใจ แล้วเปลี่ยนเป็นบทเป็นพระชายาสายเอาใจทันที
ในตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้ นางก็ลุกขึ้นอย่างนุ่มนวล แล้วรีบปรี่เข้าไปจับแขนเขา
“ท่านพี่มาเหนื่อยๆ มานั่งก่อนเถิดเพคะ เดี๋ยวข้าจะรินชาให้” ยังพูดไม่ทันจบ มือของนางเพิ่งแตะแขนเขาเพียงปลายนิ้ว แรงสะบัดเพียงครั้งเดียวทำให้นางเซถอยหลังไปเกือบล้ม
ซูเยวี่ยหน้าบึ้งทันที ส่วนเยี่ยนเซียวเหิงยืนตัวตรง ไม่แม้แต่จะหันมามอง
“ไม่ต้องมาแตะต้องตัวข้า และไม่ต้องทำเหมือนข้าเป็นคนพิการ” เสียงเขาเย็นชาไร้เยื่อใย
‘โอ๊ย คนอะไรพูดดีๆ ไม่เป็นเลยเหรอ!’ ซูเยวี่ยเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้
‘ดุอย่างกับหมา เอ๊ย เสือ เอ๊ย อะไรก็ช่างเถอะ!’ นางยืนกอดอก ทำปากขมุบขมิบด่าเงียบๆ
‘หน้าหล่อแต่ปากเสียชะมัด! ตาบอดแล้วยังหยิ่งอีกนะ!’
“หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าเหมือนตูดลิง และด่าข้าในใจ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเฉียบคม
ซูเยวี่ยสะดุ้งเฮือก ตัวแข็งทื่อ รีบหันขวับมองคนตัวโตทันที เขารู้ได้อย่างไรว่านางกำลังด่าเขาอยู่! นางรีบยืดตัวตรง ยิ้มแห้งๆ ใต้ผ้าคลุมหน้า
“ทะ…ท่านอ๋องกล่าวอันใดเพคะ หม่อมฉันมิได้ทำเช่นนั้นเลย” นางรีบพลิกบททันที
“หม่อมฉันเพียงคิดว่า ท่านอ๋องมิได้ดูเหมือนคนตาบอดเลยแม้แต่น้อย ทั้งสง่างาม ทั้งองอาจ ทั้ง… เอ่อ มีบารมี ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกว่าท่านพึ่งพาได้” คำชมไหลเป็นน้ำ
‘เอาใจขนาดนี้ น่าจะรอดนะ’ ซูเยวี่ยแทบจะยกมือไหว้ตัวเองในใจ แต่เยี่ยนเซียวเหิงกลับเงียบ ไม่มีท่าทีเคลิ้ม ไม่มีแม้แต่การตอบรับ เขาหันกายเล็กน้อย คล้ายเบื่อจะฟังต่อ
“พอ!” คำเดียวสั้นๆ แต่ตัดบททุกอย่าง ซูเยวี่ยรีบหุบปากลงตามคำสั่งอย่างว่าง่าย จากนั้นเขาเอ่ยต่อโดยไม่มองนาง
“ใครอยู่ข้างนอกเข้ามาเดี๋ยวนี้!”
ประตูถูกเปิดออกแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ นางกำนัลสองคนก้มหน้าก้าวเข้ามา
“ท่านอ๋อง” พวกนางเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียง ราวกับถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
“เก็บข้าวของของพระชายาย้ายไปไว้ที่เรือนเล็กหลังตำหนัก” เสียงเขาเย็นชาเหมือนเดิม หากแต่ว่าคำพูดนั้นทำให้ซูเยวี่ยชะงัก
‘เรือนเล็ก? หลังตำหนัก?’ นางค่อยๆ หันไปมองทิศทางเสียงของเขา แม้จะรู้ว่าเขามองไม่เห็น แต่ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว
ที่นั่นไม่ใช่ห้องหอของพระชายานี่นา!
นางกำนัลหลายคนพร้อมใจกันทยอยเข้ามาในห้องหอ ก้มหน้าทำงานเงียบๆ แต่รวดเร็วราวถูกฝึกมาอย่างดี พวกนางเปิดหีบเสื้อผ้า พับผ้า เก็บเครื่องประดับ แล้วขนของของซูเยวี่ยออกไปทีละอย่าง
ซูเยวี่ยยืนมองตาค้าง ทั้งๆ ที่ของพวกนั้นยังไม่ทันได้วางเข้าที่ด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวก่อน!” ซูเยวี่ยทนไม่ไหว หันไปทางเยี่ยนเซียวเหิง
“ท่านอ๋องจะให้พวกนางเอาของๆหม่อมฉันไปไว้ที่เรือนเล็กทำไมกันหรือเพคะ”
เยี่ยนเซียวเหิงยืนหันหลังให้นาง สีหน้าเรียบเฉยราวหินผา
“นี่คือบทลงโทษที่เจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายในงานอภิเษก”
“บทลงโทษแค่นี้เองหรือเพคะ” ซูเยวี่ยอ้าปากค้าง นางพึมพำเบาๆ ทว่ายังไม่ทันโล่งใจ เยี่ยนเซียวเหิงก็หันไปทางนางกำนัลและเอ่ยต่อ
“ต่อจากนี้ไป พระชายาจะทำหน้าที่เหมือนพวกเจ้าทุกอย่าง ทั้งดูแล รับใช้ และทำความสะอาดตำหนัก”ประโยคนั้นตกลงมาเหมือนฟ้าผ่า
“อะไรนะ!” ซูเยวี่ยแทบกรี๊ดลั่น นางก้มลงมองมือของตัวเองทันที มือขาวเนียนเรียวสวย มือที่ไม่เคยจับไม้กวาด
ภาพตัวเองถือไม้กวาด เช็ดพื้น ซักผ้าผุดขึ้นมาในหัว แล้วนางก็ส่ายหน้าอย่างแรง
“ไม่เอา! หม่อมฉันทำไม่ไหวหรอก!”
ในโลกเดิม นางคือหลินมีมี่ คุณหนูตัวจริงเสียงจริง มีคนคอยดูแลทุกอย่าง ไม่เคยต้องทำงานบ้านแม้แต่นิดเดียว
ซูเยวี่ยเริ่มคิดหาทางเอาตัวรอดแบบคนอ่านนิยาย พระเอกสายตัวร้ายมักชอบแกล้งนางเอกใช่ไหม เช่น จับแขวนต้นไม้!
“ท่านอ๋อง ถ้าท่านอยากลงโทษหม่อมฉัน ท่านจับหม่อมฉันไปแขวนบนต้นไม้ก็ได้เพคะ” นางรีบเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทั้งห้องเงียบกริบ เหล่านางกำนัลชะงักมือ หวงซานที่ยืนอยู่หน้าประตูนิ่งไปหนึ่งจังหวะ หลินเจียเองก็อ้าปากค้าง
เยี่ยนเซียวเหิงหันหน้ามาทางนางเล็กน้อย เสียงเขาราบเรียบ
“ไม่ ข้าไม่ใช่คนใจร้ายเช่นนั้น”
“ไม่ใจร้ายยังไงเพคะ!” ซูเยวี่ยเบิกตากว้าง นางสวนทันที
“แล้วที่ท่านสังหารขุนนางที่เป็นกบฏต่อหน้าผู้คนในท้องพระโรง เลือดกระเด็นเปื้อนผนังจนต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ นั่นไม่เรียกว่าโหดเหี้ยมหรือเพคะ!”
ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง หวงซานหน้าตึง นางกำนัลทุกคนก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เยี่ยนเซียวเหิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
‘ซวยแล้ว! หลุดปาก! จะตอบว่าอ่านจากนิยายก็ไม่ได้!’ ซูเยวี่ยชะงัก นางอึกอัก
“เอ่อ…คือ…” แต่ยังไม่ทันคิดคำตอบ เขาก็เอ่ยขึ้นเอง
“อ้อ… เจ้าคงมีสายข่าวของเจ้าสินะ”
“ใช่เพคะ! ใช่เลย” ซูเยวี่ยรีบพยักหน้ารัวพลางขอบคุณเขาในใจที่คิดเองได้! จากนั้น นางรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญเพคะ ท่านอ๋องอย่าสั่งให้หม่อมฉันกลายเป็นคนใช้เลยได้หรือไม่” น้ำเสียงเริ่มอ้อนปนเว้าวอน
เยี่ยนเซียวเหิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจเขารู้สึกประหลาดอย่างมาก คนส่วนใหญ่เมื่อกลัวตาย จะยอมทุกอย่างขอแค่มีชีวิตรอด แต่สตรีผู้นี้กลับยอมถูกทรมานแบบอื่นได้ด้วยเหตุผลเพียงแค่ไม่อยากเป็นสาวใช้
‘น่าสนใจจริงๆ’ เขาคิดในใจ แต่ยิ่งรู้ว่าเป็นจุดอ่อน เขายิ่งไม่คิดจะปล่อย
“ไม่ได้” คำตอบสั้น กระชับ ไร้ความปรานี
“ไม่เอาาา!” ซูเยวี่ยแทบทรุด นางรีบพุ่งเข้าไปแล้วกอดขาของเขาแน่น
“ท่านอ๋อง! หม่อมฉันขอร้อง หม่อมฉันทำอย่างอื่นก็ได้ ให้คัดลอกคัมภีร์ ให้นั่งสมาธิ ให้อดข้าวก็ได้ แต่อย่าให้หม่อมฉันต้องกวาดพื้นเลย!”
หวงซานยืนอึ้งหนักกว่าเดิม นางกำนัลแทบหยุดหายใจ เพราะไม่มีใครเคยเห็นใครกล้ากอดขาเยี่ยนอ๋องแบบนี้มาก่อน
เยี่ยนเซียวเหิงก้มมองลง แม้ดวงตาจะดูว่างเปล่า แต่แรงกดดันกลับเพิ่มขึ้น
“ปล่อย”
“ไม่ปล่อยเพคะ!”
“ปล่อย”
“ไม่!”
เขาเงียบไปหนึ่งจังหวะ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“หวงซาน”
“พ่ะย่ะค่ะ” ร่างสูงของหวงซานก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
“ลากนางออกไป”
“พ่ะย่ะค่ะ!” หวงซานกับทหารอีกสองนายรีบเข้ามา ซูเยวี่ยถูกดึงออกจากขาเขาอย่างรวดเร็ว
“ไม่เอาาาา! หม่อมฉันไม่อยากเป็นแม่บ้าน ปล่อยนะ! หม่อมฉันจะฟ้อง เอ๊ย จะถวายฎีกา!” เสียงโวยวายดังลั่นห้องหอ แต่สุดท้ายร่างของนางก็ถูกลากออกไปจากห้อง โดยมีหลินเจียวิ่งตามไปด้วยใบหน้าที่ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
“น่ารำคาญจริงๆ” เยี่ยนเซียวเหิงยืนอยู่ที่เดิม ริมฝีปากกระตุกขึ้นบางๆแทบมองไม่เห็น
