บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 แผนสลับตัวเจ้าสาว

หนังสือนิยายที่นางซื้อจากร้านหน้าห้าง ปกสีแดงทอง เขียนตัวโตว่า ‘ชายาตัวแทนของปีศาจตาบอด’

นิยายจีนโบราณยอดฮิตติดอันดับขายดีประจำเดือน นางเพิ่งอ่านไปได้ไม่ถึงสิบหน้า จำได้แค่ว่า ท่านหญิงหลิงเยว่ถูกส่งมาแต่งงานกับตัวร้ายแห่งแคว้นเซิ่ง ผู้ตาบอด อารมณ์ร้าย สังหารคนไม่เลือกหน้า แล้วหลังจากนั้น นางก็เผลอหลับคาหนังสือ ก่อนจะตื่นมาอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว!

หลินมีมี่ค่อยๆ ก้มมองชุดแดงบนตัว มองมือเรียวขาวของตนเอง มองผู้คนแต่งชุดโบราณรอบกายจากนั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วพูดเสียงสั่น

“เดี๋ยวนะ… อย่าบอกว่าฉันทะลุมิติเข้ามาในนิยายอย่างนั้นหรือ!” คำพูดนั้นหลุดออกจากปากหลินมีมี่เบาๆ แต่ในหัวกลับหมุนติ้วเร็วยิ่งกว่าพัดลมเบอร์สาม

ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางไหลทะลักเข้ามาราวน้ำเชี่ยว ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา ‘ซูเยวี่ย’ ร่างนี้ชื่อซูเยวี่ย

บุตรสาวของคนขายฟืนในเมืองชายแดน ชีวิตยากจนข้นแค้น บิดาทำงานหนักจนล้มป่วยและจากไปตั้งแต่นางยังไม่โตนัก หลังจากนั้นมารดาเลี้ยงก็เผยธาตุแท้ รีดไถทุกอย่างที่เหลืออยู่ในบ้าน ก่อนสุดท้ายจะขายนางให้เถ้าแก่โรงน้ำชาแลกเงินถุงหนึ่ง

“โอ๊ย! เปิดมาก็ชีวิตรันทดเลยเหรอ” หลินมีมี่หน้าเหวอ

ความทรงจำยังไหลต่อ วันแรกที่ซูเยวี่ยถูกพาตัวเข้าโรงน้ำชา ยังไม่ทันถูกฝึกให้รับแขก ขุนนางผู้หนึ่งซึ่งติดตามเสด็จผ่านเมืองนั้นกลับเห็นนางเข้าโดยบังเอิญ

เขาชะงักตั้งแต่แรกมอง เพราะใบหน้าของซูเยวี่ยนั้นละม้ายคล้ายกับท่านหญิงหลิงเยว่ หลานสาวสุดที่รักของหลิงเป่ยฮ่องเต้ ถึงแปดในสิบส่วน

ขุนนางผู้นั้นจึงซื้อซูเยวี่ยออกจากโรงน้ำชาทันที แล้วนำตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้า จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

หลิงเป่ยฮ่องเต้กำลังทุกข์พระทัยอย่างหนัก เพราะแคว้นเซิ่งส่งราชสาส์นมาขออภิเษกท่านหญิงหลิงเยว่กับเยี่ยนเซียวเหิง ภายนอกอ้างว่าสานสัมพันธ์สองแคว้น แต่ผู้มีสมองล้วนรู้ดีว่าแคว้นเซิ่งต้องการจับหลิงเยว่ไว้เป็นตัวประกัน ไม่ให้แคว้นโหย่วคิดก่อศึก

หลิงเป่ยฮ่องเต้ลังเลอยู่หลายวัน จะส่งหลานสาวอันเป็นดั่งแก้วตาดวงใจไปเสี่ยงภัยก็ทำไม่ได้ จะปฏิเสธก็เสี่ยงเปิดศึก แล้วซูเยวี่ยก็กลายเป็นทางออก สตรีสามัญชนไร้ตัวตน ผู้หน้าตาคล้ายท่านหญิงพอจะหลอกคนภายนอกได้

“นี่มันแผนสลับตัวเจ้าสาวชัดๆ” หลินมีมี่อ้าปากค้าง

ความทรงจำสุดท้ายของร่างนี้แล่นเข้ามา ซูเยวี่ยคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ทอง มิได้ร้องไห้ มิได้ปฏิเสธตรงกันข้าม นางยอมรับโดยดี เพราะคนที่โตมาอย่างอดอยาก โดนดูถูกเหยียบย่ำ และไร้ค่าในสายตาผู้อื่น ย่อมเห็นว่านี่คือโอกาสพลิกชะตา

จากบุตรสาวคนขายฟืนกลายเป็นพระชายาอ๋องมีคนนับร้อยรับใช้ มีเงินทองไม่สิ้นสุด มีชีวิตสุขสบายเหนือผู้ใด ซูเยวี่ยจึงตอบตกลง แต่หลินมีมี่จำได้ลางๆ จากหน้าที่อ่านค้างไว้ว่านี่ไม่ใช่เทพนิยาย แต่นี่คือนิยายสายตัวร้าย

เพราะเมื่อเยี่ยนเซียวเหิงรู้ว่าตนถูกหลอกให้แต่งกับตัวปลอม เขาโกรธจนสั่งประหารซูเยวี่ยด้วยมือตนเอง จากนั้นยกทัพบุกแคว้นโหย่ว เลือดนองทั้งเรื่อง

หลินมีมี่หน้าซีดเป็นกระดาษ มือเย็นเฉียบ ค่อยๆ หันไปมองชุดเจ้าสาวสีแดงบนตัวเอง แล้วชี้หน้าตัวเองอย่างสั่นๆ

“นั่นหมายความว่าฉันคือผู้หญิงที่กำลังจะโดนฆ่าตายตอนต้นเรื่อง!” นางเงียบไปหนึ่งอึดใจ จากนั้นก็ร้องลั่นสวน

“ไม่เอาาาาา!”

หลินมีมี่เพิ่งร้องจบประโยค ก็หมุนกายหมายจะวิ่งหนีอีกรอบทันที แต่ยังไม่ทันก้าวเท้า ร่างสูงผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้พอดี นางหยุดตัวแทบหน้าคะมำ

บุรุษผู้นั้นสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มปักดิ้นทอง ร่างสูงสง่า ไหล่กว้างดุจขุนเขา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาไม่แพ้กวนเจียรุ่ย หากแต่เย็นชาและดุดันกว่าหลายเท่า

ในมือเขาถือไม้เท้าหยกขาว ดวงตาคู่คมเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย คล้ายคนมองไม่เห็นแต่บรรยากาศรอบกายกลับกดดันจนผู้คนไม่กล้าหายใจแรง

หลินมีมี่ตัวแข็งทื่อ ไม่ต้องมีใครบอก นางก็รู้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือเยี่ยนเซียวเหิง ปีศาจตาบอดแห่งแคว้นเซิ่ง ตัวร้ายอันดับหนึ่งของเรื่อง และเป็นคนที่จะสังหารนางในอนาคต!

“กลับไปเข้าพิธีกับข้า” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดังขึ้น ไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำอ่อนโยน มีแต่คำสั่งล้วนๆ

หลินมีมี่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เยี่ยนเซียวเหิงขยับไม้เท้าหยกแตะพื้นเบาๆ

“หากเจ้ากลับไปดีๆ ข้าจะลดโทษให้เจ้ากึ่งหนึ่ง”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบจนขนลุก

“แต่หากยังดื้อดึง เจ้าจะตายในตอนนี้ แล้วข้าจะส่งร่างไร้วิญญาณของเจ้ากลับไปให้หลิงเป่ยฮ่องเต้แทน”

หลินมีมี่เข่าแทบทรุด นี่มันตัวร้ายของจริง! ไม่ใช่แนวปากร้ายใจดี นี่คือแนวฆ่าจริงไม่อิงนิยายรัก!

ขานางอ่อนแรงจนเซถอย แต่หลินเจียรีบพุ่งเข้ามาประคองไว้ได้ทัน แล้วก้มหน้ากระซิบข้างหูเสียงแผ่ว

“พระชายา หากท่านไม่ยอมเข้าพิธี กลับแคว้นโหย่วไปก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดีเพคะ เพราะท่านขัดพระกระแสรับสั่งของหลิงเป่ยฮ่องเต้ไม่ได้”

หลินมีมี่หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม สมองเริ่มคำนวณแบบคนเอาตัวรอด ไม่แต่งก็ตาย หนีก็ตาย กลับบ้านก็ตาย แต่ถ้าแต่งก่อนก็ยังไม่ตายทันที

สรุปคือ… ต้องยื้อชีวิตก่อน!

นางสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง ปรับสีหน้าในพริบตาจากคนจะร้องไห้เมื่อครู่ กลายเป็นยิ้มหวานสดใสราวดอกไม้แรกแย้ม ทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก

หลินมีมี่ค่อยๆ ลุกขึ้น ยืดหลังตรง เดินไปหยุดตรงหน้าเยี่ยนเซียวเหิงอย่างมั่นใจปลอมๆ จากนั้นก็เอ่ยเสียงใส

“ท่านอ๋องสอบผ่านแล้วเพคะ”

ทุกคนล้วนเงียบกริบทั้งลาน หวงซานขมวดคิ้ว ส่วนหลินเจียอ้าปากค้าง แม้แต่กวนเจียรุ่ยยังเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

เยี่ยนเซียวเหิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นเสียงเข้ม

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

หลินมีมี่หัวเราะเบาๆ อย่างนางเอกละครคุณธรรม

“เมื่อครู่ หม่อมฉันเพียงต้องการทดสอบท่านอ๋องเท่านั้น ว่าท่านต้องการอภิเษกกับหม่อมฉันจริงหรือไม่ และเห็นความสำคัญของหม่อมฉันมากเพียงใด และผลสรุปคือมาก” นางยกมือแตะอกตนเองอย่างซาบซึ้งเกินจริง

“หม่อมฉันดีใจยิ่งนัก ที่ว่าที่พระสวามีของหม่อมฉันเห็นความสำคัญของหม่อมฉันถึงเพียงนี้”

ลมพัดผ่านเงียบๆ หนึ่งวูบ ไม่มีใครพูดอะไรเพราะทุกคนกำลังตะลึงกับความหน้ามึนที่สามารถพลิกสถานการณ์ของเจ้าสาวผู้นี้

หวงซานมองฟ้าเงียบๆ หลินเจียแทบอยากเป็นลม ขณะที่กวนเจียรุ่ยยกพัดขึ้นปิดบังรอยยิ้ม ส่วนเยี่ยนเซียวเหิงนั้น ริมฝีปากเขากระตุกนิดหนึ่งอย่างยากจะอ่านความหมาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“พูดจบแล้วหรือ”

“จบแล้วเพคะ” หลินมีมี่รีบพยักหน้า

“เช่นนั้นก็กลับไปเข้าพิธี”

“…” นางยิ้มค้างทันที

บุรุษผู้นั้นหมุนกาย ใช้ไม้เท้าหยกแตะพื้นเดินนำกลับไปอย่างไม่สนใจนางอีก ทิ้งให้หลินมีมี่รีบยกกระโปรงวิ่งตามไปแบบชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

“เดี๋ยวก่อนเพคะ พระสวามี รอหม่อมฉันด้วย!”

ทั้งสองเดินกลับเข้าสู่ลานพิธีท่ามกลางความโล่งอกของผู้คนรอบด้าน

หลินเจียแทบทรุดลงกับพื้น หากเจ้าสาวยังวิ่งหนีต่อไปอีกนิด นางเชื่อว่าวันนี้ต้องกลายเป็นงานแต่งนองเลือดแน่

ส่วนหวงซานก็ถอนหายใจยาวอย่างคนเพิ่งรอดตายมาอีกคน เพราะหากเยี่ยนอ๋องทรงกริ้วขึ้นจริงๆ คนที่โดนก่อนคงเป็นเขา

ซูเยวี่ยหรือหลินมีมี่ในร่างของซูเยวี่ยถูกพากลับไปยืนข้างเยี่ยนเซียวเหิงอีกครั้ง นางยิ้มหวานจนแก้มแทบค้าง ทั้งที่ในใจร้องไห้โฮ จากนั้นพิธีอภิเษกก็เริ่มต้นใหม่อย่างสมบูรณ์

เสียงขานพิธีดังขึ้นกังวาน เจ้าบ่าวเจ้าสาวยืนเคียงกันต่อหน้าแท่นบูชาฟ้าดิน

“คำนับฟ้าดิน!”

ทั้งสองโค้งกายลงพร้อมกัน ซูเยวี่ยแทบหน้ามืด เพราะเมื่อครู่นางเพิ่งวิ่งรอบตำหนักมาเป็นลี้

“คำนับบรรพชน!” นางย่อตัวลงอีกครั้ง ขาเริ่มสั่น

“คำนับซึ่งกันและกัน!” นางหันไปทางเยี่ยนเซียวเหิง ย่อตัวคำนับเขาอย่างงดงามที่สุดเท่าที่คนใกล้เป็นลมจะทำได้ ในใจคิดเพียงว่า ‘รีบจบเถอะ ขอร้องล่ะ!’

จากนั้นยังมีพิธีดื่มสุรามงคล รับตราประจำจวน ฟังคำอวยพร และขั้นตอนอีกยืดยาวจนหลินมีมี่เริ่มสงสัยว่าคนสมัยโบราณแต่งงานกันหรือฝึกความอดทนกันแน่

หลายครั้งนางแทบทรุดลงตรงนั้น แต่ทุกครั้งที่เซไปนิดหนึ่ง จะรู้สึกว่ามือของเยี่ยนเซียวเหิงขยับเข้ามารับจังหวะอย่างพอดีราวกับรู้

นางแอบเหลือบมองเขา คนตาบอดอะไรรู้ตำแหน่งเป๊ะขนาดนี้ แต่เขากลับยืนนิ่ง สีหน้าเย็นชา ราวไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

กระทั่งพิธีสุดท้ายสิ้นสุดลง เสียงโห่แสดงความยินดีดังขึ้นทั่วลาน ซูเยวี่ยแทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ เพราะในที่สุดก็จบแล้ว!

ทันทีที่คนรับพิธีบอกให้นำพระชายาไปส่งห้องหอ นางไม่รอให้ใครเชิญซ้ำ รีบยกชายกระโปรงขึ้นสองมือแล้วก้าวฉับๆ ไปทางตำหนักชั้นในทันที

ทุกคนมองตามตาค้าง เพราะเจ้าสาวผู้นี้กระตือรือร้นในการเข้าหอเกินไปหรือไม่!

ภายในห้องหอ

ห้องหอถูกตกแต่งด้วยผ้าแดง โคมแดง และเตียงมังกรหงส์ขนาดใหญ่หอมกลิ่นไม้จันทน์

ทันทีที่ประตูปิดลง เหลือเพียงนางกับหลินเจีย ซูเยวี่ยก็รีบถอดรองเท้าแล้วกระโดดขึ้นเตียงทันที

“โอ๊ยยยยย ขาจะหลุดแล้ว!” นางนอนแผ่ กลิ้งซ้ายกลิ้งขวาอย่างคนหมดสภาพ

“แต่งงานหรือเข้าค่ายทหารเนี่ย”

หลินเจียตกใจจนหน้าเขียว รีบวิ่งเข้ามาห้าม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel