บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 นางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร

เสียงประทัดมงคลดังสนั่นอยู่ด้านนอกเกี้ยวเจ้าสาว ขณะที่ล้อไม้เคลื่อนผ่านพื้นหินช้าๆ ก่อนจะหยุดลงพร้อมแรงกระตุกเบาๆ จนม่านแดงปักดิ้นทองไหวเอน

ภายในเกี้ยวเจ้าสาว ร่างบางในชุดหงส์มงคลยังคงเอนศีรษะหลับสนิท ไม่นานผ้าม่านก็เปิดออก เผยให้เห็นนางกำนัลผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นคนที่อยู่ในชุดเจ้าสาวกำลังนอนหลับตาพริ้ม นางก็ลอบกลอกตามองบนเล็กน้อย พลางคิดในใจว่าหากไม่ใช่เพราะรับสั่งของหลิงเป่ยฮ่องเต้ นางคงไม่ยอมมารับใช้สตรีผู้นี้หรอก

“ซู… เอ่อ พระชายาตื่นได้แล้วเพคะ ถึงตำหนักของเยี่ยนอ๋องแล้ว”

“คุณพ่ออย่ามาปลุกมีมี่ มีมี่ยังง่วงอยู่” ริมฝีปากขยับพึมพำเบาๆ อย่างคนฝันดี

‘หลินเจีย’ ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งค้างไป สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจอย่างชัดเจน

‘คุณพ่อ? มีมี่? นี่ไม่ใช่วาจาที่ซูเยวี่ยเคยใช้มาก่อนแต่อย่างใด’

หลินเจียหรี่ตามองคนที่กำลังนอนหลับสนิท พลางคิดหวนไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน ตั้งแต่ถูกพาตัวออกจากแคว้นโหย่วมา นางเงียบงันราวคนหมดวิญญาณ ไม่เคยพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้

‘คงเป็นเพราะนางเสียใจที่ต้องจากบ้านมาจึงทำให้นางเพ้อไปสินะ’ หลินเจียคิดในใจ แต่เวลานี้ไม่อาจมัวสงสัยได้

“พระชายา! ตื่นเพคะ ตื่นเร็วเข้า! ถึงตำหนักเยี่ยนอ๋องแล้ว วันนี้เป็นวันอภิเษกของท่าน!” หลินเจียรีบเอื้อมมือไปเขย่าแขนอีกฝ่ายแรงขึ้น

หญิงสาวบนเบาะสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้าง งุนงงเหมือนคนยังไม่ทันตั้งสติ ก่อนสายตาจะไปหยุดที่ใบหน้าของหลินเจียซึ่งอยู่ใกล้เพียงคืบ แล้วเสียงกรีดร้องก็ดังลั่นเกี้ยว

“กรี๊ดดดดดดด!”

“พระชายา! เป็นอะไรไปเพคะ!” หลินเจียสะดุ้งถอยหลังแทบหัวชนผนังเกี้ยว

“แกเป็นใคร! เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง! ออกไปนะ!” หลินมีมี่หอบหายใจแรง มองหญิงตรงหน้าด้วยความตกใจสุดชีวิต สำหรับนาง คนผู้นี้คือคนแปลกหน้าที่แต่งตัวเหมือนหลุดมาจากกองถ่ายละครซีรี่ย์จีน

“พระชายา หม่อมฉันคือหลินเจียเพคะ ท่านจำหม่อมฉันไม่ได้หรือ? วันนี้ท่านต้องเข้าพิธี…” หลินเจียรีบอธิบายเสียงละล่ำละลัก

“ไม่ฟัง! อย่าเข้ามานะ!” หลินมีมี่ผลักอีกฝ่ายออกเต็มแรงจนหลินเจียเซไปชนกรอบเกี้ยว นางรีบถลกชายกระโปรงแดงหนักอึ้งขึ้นสองมือ แล้วก้าวพรวดลงจากเกี้ยวทันใด

ทันทีที่เท้าแตะพื้น นางก็ชะงักงัน เบื้องหน้าคือตำหนักโอ่อ่าสูงใหญ่ ประตูแดงขนาดมหึมาประดับหัวสิงห์ทอง ธงดำลายอักษรปลิวสะบัดตามลม ทหารในชุดเกราะยืนเรียงสองข้างอย่างน่าเกรงขาม ผู้คนในชุดทหารและนางกำนัลมากมายจ้องมองมาที่นางพร้อมกัน

ที่นี่ไม่มีถนนคอนกรีต ไม่มีรถยนต์ ไม่มีเสาไฟไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นโลกเดิมของนาง หลินมีมี่หน้าซีดเผือด หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก

“ฉันโดนลักพาตัว!” พูดจบ นางหันหลังแล้ววิ่งสุดแรงเกิด

ชุดเจ้าสาวสีแดงฟูฟ่องปลิวตามแรงวิ่ง ชายกระโปรงถูกยกสูงจนเห็นรองเท้าปักลายหงส์วิ่งต๊อกแต๊กไปบนลานหิน

เหล่าทหารและนางกำนัลที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก เพราะตอนนี้ เจ้าสาวของเยี่ยนอ๋องกำลังวิ่งหนีงานแต่ง!

หลินเจียได้สติเป็นคนแรก รีบยกกระโปรงวิ่งตามไปจนแทบล้ม

“พระชายา! กลับมาก่อนเพคะ! ทางนั้นเป็นคอกม้า!”

“อย่าตามฉันมานะ!” หลินมีมี่หันกลับมาตะโกนใส่หลินเจียเสียงดัง ยิ่งเห็นหลินเจียวิ่งเข้ามาใกล้ นางยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

“ท่านวิ่งผิดทางแล้วเพคะ!”

แม้เสียงของหลินเจียจะดังมากแค่ไหน ทว่าหลินมีมี่ไม่ฟังแม้แต่น้อย วิ่งเลี้ยวผ่านสวนหิน พุ่งทะลุซุ้มประตูด้านข้างอย่างคนไร้ทิศทาง

ขณะที่ภายนอกกำลังวุ่นวาย เพราะเจ้าสาวหนีงานแต่ง ทว่าภายในลานพิธีของตำหนักเยี่ยนอ๋อง บรรยากาศหรูหราโอ่อ่าถูกจัดไว้สมฐานะแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเซิ่ง เสาแดงประดับผ้าไหมมงคล พลุควันหอมลอยอวล โต๊ะรับรองแขกเรียงรายเต็มลานเหล่าขุนนาง แม่ทัพ และเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งรอพิธีอภิเษกอย่างเงียบงัน

กลางแท่นพิธีสูง บุรุษในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มปักดิ้นทองยืนตรงสงบนิ่ง

‘เยี่ยนเซียวเหิง’

เรือนผมดำถูกรวบอย่างเนี้ยบ ใบหน้าคมคายเย็นชาไร้อารมณ์ มือหนึ่งถือไม้เท้าหยกขาว อีกมือไพล่หลัง ร่างสูงสง่าดูน่าเกรงขาม แม้ผู้คนจะร่ำลือว่าเขาตาบอด แต่เพียงแค่ยืนเฉยๆ ก็ทำให้ทั้งลานพิธีเงียบกริบไม่มีใครกล้าส่งเสียงเกินจำเป็น

ในเวลานั้นเอง ทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาถึงข้างลาน ก่อนเดินมากระซิบรายงานกับหวงซานองครักษ์คนสนิทของเยี่ยนอ๋อง สีหน้าของหวงซานเปลี่ยนทันทีจากนิ่งขรึมเป็นตื่นตระหนก

“ว่าอย่างไรนะ!” เขาหันไปมองหน้าประตูทางเข้าตำหนัก หน้าเสียอย่างหนัก ก่อนรีบก้าวขึ้นบันไดแท่นพิธีไปยังผู้เป็นนาย

หวงซานขยับก้าวเข้าไปใกล้ กระซิบชิดข้างหูด้วยเสียงเบาที่สุด

“ท่านอ๋อง ยามนี้พระชายาวิ่งหนีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นคำรายงานนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเย็นลงทันที เยี่ยนเซียวเหิงยืนนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้ายังเรียบเฉย แต่เส้นกรามด้านข้างขบแน่นขึ้นเล็กน้อย

หญิงจากแคว้นโหย่ว กล้าหักหน้าเขาต่อหน้าขุนนางทั้งงานเช่นนั้นหรือ!

หวงซานสัมผัสได้ถึงไออำมหิต จึงก้มหน้าต่ำกว่าเดิมแทบชิดพื้น จนเวลาครู่หนึ่ง เสียงเย็นเยียบจึงดังขึ้น

“จับนางกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”เขาเอ่ยเพียงสั้นๆ

“พ่ะย่ะค่ะ!” หวงซานรีบรับคำแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเขาจากไป เยี่ยนเซียวเหิงจึงยกไม้เท้าหยกขึ้น แล้วเคาะลงบนพื้นหินอ่อนจนมันเกิดเสียง

กึก! กึก! กึก!

เสียงไม่ดังนัก แต่ทั้งลานพิธีกลับเงียบลงในพริบตา ทุกสายตาหันมาทางเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

เยี่ยนเซียวเหิงยืนตรงกลางแท่นพิธี สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น หนักแน่นจนทุกคนได้ยินทั่วลาน

“เกี้ยวเจ้าสาวเกิดปัญหาขัดข้องเล็กน้อย ข้าจะออกไปดูด้วยตนเอง ขอให้ทุกท่านรออย่างสงบ”

ไม่มีใครกล้าถาม ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว กระทั่งเสียงหายใจยังเบาลง เพราะผู้ที่พูดคือเยี่ยนอ๋อง ผู้ซึ่งสังหารคนกลางท้องพระโรงมาแล้วโดยไม่กะพริบตา

เยี่ยนเซียวเหิงหมุนกายช้าๆ ใช้ไม้เท้าหยกแตะพื้นนำทางตามแบบคนตาบอด ก่อนก้าวลงจากแท่นพิธีอย่างสง่างาม

ชายเสื้อเจ้าบ่าวสีแดงลากผ่านขั้นหินอย่างนิ่งเย็น แต่ภายใต้ท่าทีสงบเช่นนั้น ทุกคนรู้ดีว่าผู้ใดที่ทำให้พิธีวันนี้วุ่นวาย ผู้นั้นคงมีจุดจบที่ไม่งดงามนัก

ขณะเดียวกัน ภายนอกตำหนักของเยี่ยนอ๋อง หลินมีมี่ที่อยู่ในร่างของซูเยวี่ยก็วิ่งสุดแรงจนปอดแทบแตก

ชายกระโปรงเจ้าสาวสีแดงถูกนางยกสูงจนแทบถึงเข่า รองเท้าปักดิ้นทองกระแทกพื้นหินดังต๊อกแต๊กไม่หยุด ผมที่เกล้าไว้แน่นเริ่มหลุดลุ่ย เครื่องประดับห้อยระย้าแกว่งไปมาจนน่าหวาดเสียว

“ช่วยด้วยยย! ฉันถูกคนลักพาตัวแล้ว ฉันจะฟ้องตำรวจ! โอ๊ย ไม่มีใครกลัวคำว่าตำรวจเลยหรือไง!” นางวิ่งไปก็อ้าปากเปล่งเสียงร้องโวยวายไปด้วย ทั้งขู่ทั้งวิ่งแต่แทบไม่มีผู้ใดเกรงกลัวต่อคำขู่ของนางเลย ราวกับว่าทุกคนไม่รู้จักตำรวจกันอย่างนั้นแหละ

ในเวลาเดียวกัน ข้างหลังมีเสียงฝีเท้าหนักอึ้ง ทั้งหลินเจีย ทั้งทหารอีกนับสิบวิ่งไล่ตามกันวุ่นวายไปหมด

“ท่านหวงซานแจ้งว่าให้จับตัวพระชายาเอาไว้ให้ได้!”

“อย่าให้นางหนีออกประตูหลัง!”

“พระชายา! หยุดก่อนเพคะ!” หลินเจียพยายามร้องบอก

“ไม่หยุดโว้ย!” หลินมีมี่หอบแฮ่กๆ แล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ในตอนที่นางกำลังเลี้ยวผ่านซุ้มสวนหินอย่างไม่ดูทาง แล้วชนเข้ากับร่างสูงผู้หนึ่งจนเต็มแรง

“โอ๊ย!”

คนถูกชนเพียงถอยไปครึ่งก้าวเท่านั้น แต่หลินมีมี่เด้งกลับจนเกือบล้ม โชคดีที่อีกฝ่ายยื่นมือมาจับแขนนางไว้ทัน

“แม่นางระวัง” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น หลินมีมี่เงยหน้ามอง แล้วหยุดหายใจไปชั่วขณะ

บุรุษตรงหน้าอายุราวยี่สิบปลาย สวมชุดแพรสีครามปักลายเมฆ เรือนผมดำขลับรวบครึ่งศีรษะ ใบหน้าหล่อเหลาราวพระเอกซีรีส์จีนย้อนยุค ดวงตาคมแต่แฝงรอยยิ้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางได้สัดส่วน

หล่อแบบ…หล่อจนสมองนางค้าง

“โอ้โห…” นางพึมพำเบาๆ ทั้งชีวิตที่เกิดมา ยังไม่เคยพบใครหน้าตาดีเท่านี้มาก่อนเลย

“แม่นางวิ่งหนีสิ่งใดมาหรือ” บุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

หลินมีมี่ได้สติทันที รีบคว้าชายแขนเขาไว้แน่น

“ช่วยฉันด้วย! ฉันโดนลักพาตัว!” นางชี้ไปข้างหลังอย่างตื่นตระหนก

“พ่อฉันรวยมาก รวยโคตรๆ เป็นมหาเศรษฐี ถ้าท่านช่วยฉัน ฉันจะให้พ่อตบรางวัล เอ๊ย ตอบแทนท่านอย่างงาม!”

บุรุษตรงหน้ามองนางนิ่ง ราวกำลังพิจารณาว่านางเสียสติหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงตะโกนก็ดังขึ้นเสียก่อน

“คุณชายกวน!”

หวงซานนำทหารกรูเข้ามาพร้อมกัน สีหน้าตึงเครียด เมื่อเห็นซูเยวี่ยยืนอยู่กับบุรุษตรงหน้า เขารีบหยุดแล้วประสานมือคำนับ

หลินมีมี่รีบมุดไปหลบหลังร่างสูงนั้นทันที โผล่หน้าออกมาชี้นิ้วสั่นๆ

“ไอ้พวกนี้แหละ! แก๊งลักพาตัว! อย่าให้พวกมันจับฉันนะ!”

หวงซานขมวดคิ้วแน่น แต่ยังอดกลั้นไว้ แล้วกล่าวกับบุรุษตรงหน้าอย่างสุภาพ

“คุณชายกวน สตรีผู้นี้คือท่านหญิงหลิงเยว่ พระราชนัดดาของหลิงเป่ยฮ่องเต้แห่งแคว้นโหย่ว ผู้ถูกส่งตัวมาอภิเษกกับเยี่ยนอ๋อง ขอให้คุณชายส่งตัวนางมา ข้าจะพานางกลับไปเข้าพิธี”

หลินมีมี่ที่แอบเกาะหลังคุณชายกวนอยู่ชะงักไปทั้งตัว

หลิงเยว่… เยี่ยนอ๋อง… แคว้นโหย่ว… นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สีหน้าเริ่มซีด เพราะชื่อเหล่านี้นางเพิ่งเห็นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel