ความลับในสวนเร้นลับและบุรุษชุดเทา
หลังจากเหตุการณ์ลอบวางยาผ่านไปสามวัน วังอ๋องที่เคยเงียบเหงาสำหรับมู่หรงซีกลับดูวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อชินอ๋องโจวเย่ว์ทำตามสัญญาด้วยการคืน "อิสระ" ให้นางตามที่ขอ แม้จะมีสายตาคอยจับจ้องจากทหารยามอยู่ห่างๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่หลินซีจะเริ่มสำรวจคุกทองคำแห่งนี้
‘ร่างกายนี้นอกจากจะพูดไม่ได้แล้ว ยังอ่อนแอเหมือนกระดาษชำระเปียกน้ำจริงๆ’ หลินซีบ่นในใจขณะเดินกะเผลกโดยมีชุ่ยเอ๋อร์คอยพยุง
นางเดินลึกเข้าไปในส่วนท้ายของวังอ๋อง ซึ่งเป็นเขตสวนรกชัฏที่ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปนาน กลิ่นหอมของสมุนไพรป่าและดอกไม้แปลกตาโชยมาตามลม จนกระทั่งนางมาหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงหินเก่าแก่ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่น
“คุณหนูเจ้าคะ ตรงนี้เป็นเขตหวงห้ามนะเจ้าคะ ท่านอ๋องเคยสั่งไว้ว่าห้ามใครเข้าใกล้สวนทิศตะวันตกเด็ดขาด” ชุ่ยเอ๋อร์กระซิบเสียงสั่น
มู่หรงซีไม่ได้ฟัง นางเห็นผีเสื้อสีน้ำเงินตัวหนึ่งบินลอดช่องว่างของประตูไม้ผุๆ เข้าไป สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของคนยุค 2026 ทำให้นางผลักประตูนั้นออกเบาๆ
ครืด...
ภาพเบื้องหน้าทำให้นางแทบลืมหายใจ สวนแห่งนี้ไม่ได้รกร้างอย่างที่คิด แต่มันกลับเต็มไปด้วยสมุนไพรหายากที่ถูกปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ และกลางศาลาไม้หลังเล็ก มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งหันหลังให้ชายาใบ้ เขาอยู่ในชุดผ้าป่านสีเทาเรียบง่าย ผมสีดอกเลาถูกรวบไว้อย่างลวกๆ กลิ่นยาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
มู่หรงซีก้าวเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าเบาๆ ของนางทำให้บุรุษผู้นั้นชะงักมือที่กำลังบดตำยาอยู่
“ข้าบอกแล้วไงโจวเย่ว์ ว่าห้ามใครมารบกวนข้าในยามนี้” เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง
มู่หรงซีหยุดนิ่ง นางพูดไม่ได้จึงทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้น เมื่อเห็นว่าแขกผู้มาเยือนไม่ตอบโต้ บุรุษชุดเทาจึงค่อยๆ หันกลับมา
ดวงตาของเขาฝ้าฟางเล็กน้อยตามวัย แต่กลับดูแหลมคมจนน่ากลัว เขามองร่างบางในชุดสีฟ้าอ่อนสลับกับความเงียบที่ปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่คิ้วขวาของเขาจะกระตุก
“เจ้า... ไม่ใช่โจวเย่ว์ และเจ้าก็ไม่มีเสียงฝีเท้าของคนมีวรยุทธ” เขาหรี่ตาลง “เจ้าคือสตรีใบ้จากจวนมู่หรงที่แต่งเข้ามาใหม่ล่ะสิ?”
มู่หรงซีพยักหน้าช้าๆ นางหยิบแผ่นไม้อันเล็กๆ ที่พกติดตัวมา (ซึ่งนางใช้แทนกระดาษในยามที่ต้องเดินเล่น) แล้วใช้ถ่านเขียนคำว่า
‘ท่านเป็นใคร?’
ชายชราหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ข้าเป็นแค่คนเฝ้าสวนที่รอวันตาย... แต่เจ้าสิ กลิ่นอายของเจ้าแปลกนัก มู่หรงซีคนเดิมที่ข้าเคยได้ยินว่าขี้ขลาดตาขาว ไม่มีวันเดินดุ่มๆ เข้ามาในถิ่นของข้าด้วยแววตาเยี่ยงนี้แน่”
เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้นาง ก่อนจะคว้าข้อมือของมู่หรงซีไปตรวจชีพจรอย่างรวดเร็วโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว!
“อืม... ชีพจรปั่นป่วน ราวกับวิญญาณคนละดวงมาสถิตอยู่ในร่างเดียวกัน” เขาพึมพำคำที่ทำให้หลินซีหัวใจแทบหยุดเต้น “และที่สำคัญ... เสียงของเจ้าไม่ได้หายไปเพราะสวรรค์ลงทัณฑ์ แต่มันถูกล่ามไว้ด้วย พิษไหม้ลำคอ ที่สะสมมานานนับสิบปีต่างหาก!”
มู่หรงซีเบิกตากว้าง มือที่ถือแผ่นไม้สั่นระริก ‘พิษงั้นเหรอ? หมายความว่าเจ้าของร่างนี้ถูกวางยามาตั้งแต่เด็กเพื่อไม่ให้พูดได้อย่างนั้นเหรอ!’
นางรีบเขียนถามอย่างรวดเร็ว ‘รักษาได้ไหม?’
ชายชรามองแผ่นไม้นั้นแล้วแสยะยิ้ม “รักษาได้... แต่เจ็บปวดเจียนตาย เจ้าต้องใช้เลือดหัวใจของคนที่เกลียดเจ้าที่สุดมาเป็นยาชูโรง เจ้ายังอยากจะรักษาอยู่อีกหรือไม่?”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงตะโกนเข้มก็ดังขึ้นจากหน้าประตูสวน
“มู่หรงซี! เจ้ามาทำอะไรที่นี่!”
โจวเย่ว์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าพยับเมฆ เขาดูตกใจและโกรธจัดที่เห็นนางอยู่ใกล้กับชายชราชุดเทาผู้นี้ เขารีบดึงตัวนางให้ออกห่างทันที
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่ามาที่นี่! ท่านอาจารย์... นางเสียมารยาทแล้ว โปรดอย่าถือสานางเลย”
อาจารย์? หลินซีขมวดคิ้วมองสลับไปมา ชายชราคนเฝ้าสวนคนนี้คืออาจารย์ของชินอ๋องโจวเย่ว์งั้นหรือ?
โจวเย่ว์ลากมู่หรงซีออกมาจากสวนอย่างแรงจนนางขัดขืนไม่ได้ เมื่อพ้นเขตสวน เขาก็บีบไหล่นางไว้แน่น “เจ้าฟังนะ... อย่าเข้าไปที่นั่นอีก ชายผู้นั้นคืออดีตหมอหลวงที่ถูกเนรเทศเพราะคดีล้างบางราชวงศ์ เขาเสียสติไปแล้ว คำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้!”
มู่หรงซีจ้องหน้าเขาด้วยสายตานิ่งสงบ นางไม่เชื่อคำพูดของโจวเย่ว์แม้แต่น้อย เพราะในขณะที่เขากำลังต่อว่านาง มือของนางแอบล้วงลงไปในแขนเสื้อ... และพบว่าชายชราคนนั้นได้แอบหย่อน ห่อผงยาสีขาว บางอย่างลงมาให้ตอนที่ตรวจชีพจร!
พร้อมกับข้อความเล็กๆ ที่ถูกม้วนติดมาว่า... 'หากอยากรู้ว่าใครฆ่าเจ้าของร่างนี้ จงเริ่มที่ห้องปรุงยาของมารดาเจ้า'
ดราม่าเริ่มขมวดปมเข้มข้นขึ้น เมื่อศัตรูไม่ได้มีแค่ในวังอ๋อง แต่ลามไปถึงอดีตที่ถูกปกปิดไว้ในตระกูลมู่หรง!
