บันทึกเลือดกับความจริงที่ถูกเผา
ภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ในคืนที่เงียบงัด มู่หรงซี (หลินซี) นั่งอยู่บนพื้นห้องโถงตำหนักตะวันออกเพียงลำพัง ในมือของนางกำห่อผงยาสีขาวที่ได้มาจากชายชราปริศนาไว้แน่น ข้อความที่ว่า ‘จงเริ่มที่ห้องปรุงยาของมารดาเจ้า’ วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเสียงกระซิบของภูตผี
มารดาของมู่หรงซี—ฮูหยินเอกสกุลมู่หรง—สิ้นใจไปตั้งแต่นางยังจำความไม่ได้ และหลังจากนั้นไม่นานนางก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคนใบ้และเป็นกาลกิณีของตระกูล
‘ถ้าฉันอยากรอด ฉันต้องรู้ก่อนว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร’
นางหยิบผงยาขึ้นมาสูดดมเบาๆ กลิ่นของมันฉุนกึกจนนางไอออกมา แต่อัศจรรย์นักที่ความเจ็บปวดลึกๆ ในลำคอที่เคยมีกลับทุเลาลงชั่วขณะ หลินซีตัดสินใจใช้โอกาสที่โจวเย่ว์ไปราชการนอกเมืองและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา (ซึ่งจริง ๆ คือการกักบริเวณ) หาทางออกไปสืบความจริง
“ชุ่ยเอ๋อร์...” มู่หรงซีทำท่าทางเรียกสาวใช้คนสนิท
“คุณหนู จะไปไหนหรือเจ้าคะ? ยามนี้ดึกมากแล้ว ท่านอ๋องสั่งห้าม...”
มู่หรงซีไม่รอช้า นางหยิบพู่กันเขียนลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ‘ข้าต้องไปที่เรือนร้างท้ายจวนสกุลมู่หรง เจ้าต้องช่วยข้าหูไวตาไว’
ชุ่ยเอ๋อร์หน้าซีด “แต่ที่นั่นถูกปิดตายไปนานแล้วนะเจ้าคะ มีแต่เรื่องเล่าลือว่าเฮี้ยนนัก!”
มู่หรงซีจ้องตาสาวใช้ด้วยความเด็ดเดี่ยว จนชุ่ยเอ๋อร์ต้องยอมจำนน
การลอบออกจากวังอ๋องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับอดีตกราฟิกดีไซน์เนอร์ที่เคยแอบหนีเจ้านายไปกินปิ้งย่างตอนดึกบ่อยๆ ทักษะการหาทางหนีทีไล่ของหลินซีนั้นถือว่าไม่ธรรมดา นางใช้ผ้าคลุมสีดำสนิทพรางกาย อาศัยจังหวะเปลี่ยนเวรยามของทหารที่ประตูทิศใต้หลบหนีออกมาได้สำเร็จ
จวนสกุลมู่หรงตั้งอยู่ไม่ไกลนัก แต่มันกลับดูทรุดโทรมและวังเวงกว่าที่นางจำได้ในความทรงจำแวบหนึ่ง มู่หรงซีลอบเข้าไปในเรือนร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของมารดานาง กลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกตารางนิ้ว
นางเริ่มค้นหาตามผนังและใต้พื้นไม้ จนกระทั่งนิ้วเรียวบางสัมผัสได้ถึงรอยแยกที่ผิดปกติหลังชั้นวางหนังสือเก่าๆ เมื่อออกแรงผลัก กลไกเล็กๆ ก็ทำงาน ปรากฏช่องลับขนาดเท่าฝ่ามือ
ข้างในนั้นมี บันทึกปกหนังที่ไหม้เกรียมไปครึ่งหนึ่ง
มู่หรงซีรีบเปิดออกอ่านด้วยหัวใจที่เต้นรัว ลายมือในนั้นอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความหวาดกลัว...
“วันที่ 14 เดือน 9... ข้าพบว่าสุราที่ท่านเสนาบดีดื่ม มีส่วนผสมของ 'หญ้าลืมราก' มันไม่ใช่ยาบำรุง แต่มันคือพิษร้ายที่จะทำลายประสาทส่วนกลาง... ข้าพยายามจะบอกเขา แต่ข้ากลับถูกวางยาเสียเอง ลูกสาวของข้า... ซีเอ๋อร์... แม่ขอโทษที่ช่วยเจ้าไม่ได้ เจ้าต้องแสร้งเป็นใบ้ไปตลอดกาลเพื่อรักษาชีวิต...”
ตุบ! บันทึกหลุดจากมือนาง
‘หมายความว่า... เจ้าของร่างนี้ไม่ได้เป็นใบ้มาแต่เกิด แต่แม่ของนางบังคับให้นางกินยาบางอย่างเพื่อให้เป็นใบ้ เพื่อหนีจากการถูกฆ่าปิดปากงั้นเหรอ!’
ในขณะที่มู่หรงซีกำลังช็อกกับความจริง เสียงหัวเราะเย็นเยือกก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนร้าง
“ในที่สุดเจ้าก็หาเจอนะ... นังลูกสารเลว”
มู่หรงซีสะดุ้งสุดตัว นางหันไปพบกับ ฮูหยินรอง (แม่เลี้ยงของนาง) ที่ยืนอยู่พร้อมกับชายชุดดำอีกสามคน ในมือนางถือคบไฟที่ส่องสว่างจนเห็นแววตาอาฆาต
“ข้าอุตส่าห์ให้เจ้าอยู่อย่างสงบในฐานะคนใบ้ แต่เจ้ากลับใฝ่ดีอยากจะรู้เรื่องที่ควรตายไปกับแม่ของเจ้า!” ฮูหยินรองแสยะยิ้ม “วันนี้แหละที่ข้าจะเผาทั้งเจ้าและบันทึกนี่ให้เป็นจล!”
ฮูหยินรองโยนคบไฟลงบนกองผ้าเก่าๆ ทันที ไฟเริ่มลามเลียอย่างรวดเร็ว ชายชุดดำชักดาบออกมาหมายจะบั่นคอนาง มู่หรงซีถอยร่นไปจนติดผนัง ลำคอของนางแห้งผาก นางอยากจะตะโกนขอให้คนช่วย แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
‘ไม่... ฉันจะมาตายที่นี่ไม่ได้!’
นางคว้าแจกันเก่าๆ ข้างกายขว้างใส่ชายชุดดำ แล้วพยายามจะวิ่งฝ่ากองเพลิงออกไป แต่ดาบเล่มหนึ่งกลับฟันลงมาที่หัวไหล่ของนางจนเสื้อผ้าฉีกขาด เลือดสีแดงฉานอาบย้อมชุดสีดำ
ในจังหวะที่คมดาบครั้งที่สองกำลังจะถึงคอ...
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีเงินพุ่งเข้ามาขวางหน้ามู่หรงซีไว้ทันเวลา กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือของเขาตวัดเพียงครั้งเดียว ชายชุดดำก็กระเด็นไปคนละทิศละทาง
โจวเย่ว์!
เขากลับมาแล้ว... และเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยโทสะที่รุนแรงยิ่งกว่าไฟที่กำลังไหม้เรือน
เขารวบร่างที่โชกเลือดของมู่หรงซีเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะหันไปมองฮูหยินรองด้วยสายตาที่สามารถฆ่าคนได้
“เจ้ากล้าทำร้ายคนของเปิ่นหวัง... ถึงเวลาที่ตระกูลมู่หรงต้องชดใช้ด้วยเลือดแล้ว!”
มู่หรงซีมองใบหน้าของชายที่นางเคยเกลียดชัง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นอกของเขา ก่อนที่สติของนางจะดับวูบไป พร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ...
