กับดักซ้อนกลและความจริงที่บิดเบี้ยว
บรรยากาศในตำหนักอ๋องยามวิกาลเย็นเยียบลงถนัดตา หมอหลวงรีบกุลีกุจอตรวจชีพจรของมู่หรงซีที่นอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียง โดยมี ชินอ๋องโจวเย่ว์ ยืนกอดอกมองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ความเงียบในห้องถูกทำลายลงเมื่อร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนก้าวเข้ามาพร้อมหยาดน้ำตา
“ท่านอ๋อง... เกิดอะไรขึ้นกับพระชายาหรือเพคะ หลิวเอ๋อร์ได้ยินว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น จึงรีบมาดูด้วยความตกใจ”
หลิวหรุ่ย หรือพระสนมหลิว เดินเข้ามาด้วยท่าทางอ่อนช้อย นางตีหน้าเศร้าสร้อยซบลงที่ไหล่ของโจวเย่ว์ พลางปัดป้องสายตาที่จดจ้องมาจากชุ่ยเอ๋อร์
“เจ้าบอกว่าน้ำแกงนั่นมาจากตำหนักข้าหรือ?” หลิวหรุ่ยหันไปถามสาวใช้เสียงสั่น “เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อข้ากำชับคนครัวให้เลือกเห็ดหอมที่ดีที่สุดเพื่อบำรุงพระชายา... หรือว่าจะมีใครคิดร้าย แอบใส่สิ่งสกปรกลงไปเพื่อใส่ร้ายข้า!”
โจวเย่ว์ขมวดคิ้ว เขามองเข็มเงินสีดำคล้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ “หมอหลวง พิษนี่คืออะไร?”
“กราบทูลท่านอ๋อง... นี่คือ พิษจากหญ้าขาดใจ พะยะค่ะ หากดื่มเข้าไปเพียงจอกเดียว จะทำให้หายใจไม่ออกและหัวใจหยุดเต้นภายในครึ่งเค่อ” หมอหลวงปาดเหงื่อ “โชคดีที่พระชายาไม่ได้เสวยเข้าไปมากนัก เพียงแค่สัมผัสทางผิวหนังและสูดดมไอพิษ ทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วช็อกไปพะยะค่ะ”
หลิวหรุ่ยหน้าซีดลงถนัดตา แต่นางยังคงมีสติ “ท่านอ๋อง! หลิวเอ๋อร์ถูกใส่ร้ายนะเพคะ ข้าจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อข้ารู้ดีว่าท่านอ๋องทรงให้ความสำคัญกับงานวิวาห์ครั้งนี้เพียงใด!”
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ร่างบนเตียงก็เริ่มขยับเขยื้อน
หลินซี (ในร่างมู่หรงซี) ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความเจ็บปวดในลำคอยังคงอยู่ แต่นางได้ยินทุกคำพูดข้างเตียง ‘เหอะ... แสดงงิ้วได้เก่งจริงๆ แม่สนมดอกบัวขาว’
นางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ โดยมีชุ่ยเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง โจวเย่ว์ก้าวเข้ามาใกล้หมายจะถามไถ่ แต่มู่หรงซีกลับเบี่ยงตัวหนีการสัมผัสของเขาอย่างชัดเจน ทำเอาท่านอ๋องผู้สูงส่งชะงักกึก มือที่ยื่นค้างไว้สั่นระริกด้วยความโกรธที่ถูกปฏิเสธ
นางไม่ได้มองโจวเย่ว์ แต่นางกลับจ้องเขม็งไปที่หลิวหรุ่ย
มู่หรงซีหยิบกระดาษและพู่กันที่วางอยู่ข้างหัวเตียง (ซึ่งนางแอบให้ชุ่ยเอ๋อร์เตรียมไว้ก่อนหน้า) แล้วตวัดอักษรอย่างรวดเร็วด้วยลายมือที่เฉียบคมและทรงพลังจนผิดจากสตรีทั่วไป
‘น้ำแกงนั่น... ใครเป็นคนยกมา?’
หลิวหรุ่ยแสร้งทำเป็นนึก “เป็น... เสี่ยวลู่ นางกำนัลในตำหนักของข้าเองเพคะ”
มู่หรงซีเขียนต่อทันที ‘ตามตัวนางมาที่นี่’
โจวเย่ว์พยักหน้าสั่งทหาร “ไปตามตัวเสี่ยวลู่มา!”
ไม่นานนัก ทหารก็กลับมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ทูลท่านอ๋อง... เสี่ยวลู่... นางผูกคอตายเสียชีวิตแล้วในห้องพักพะยะค่ะ! พบจดหมายลาตายสารภาพว่านางแค้นเคืองตระกูลมู่หรง จึงแอบวางยาพระชายาด้วยตัวคนเดียว!”
“อะไรนะ!” หลิวหรุ่ยอุทานพร้อมกับเป็นลมล้มพับไปในอ้อมแขนของโจวเย่ว์ “โถ่ เสี่ยวลู่... ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้!”
โจวเย่ว์ประคองร่างสนมรักไว้ สายตาเขามองมาที่มู่หรงซีด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ตีกันยุ่ง “เรื่องนี้จบลงแล้ว มู่หรงซี... คนผิดตายไปแล้ว เจ้าเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ต่อไปข้าจะเพิ่มคนคุ้มกันให้เจ้า”
มู่หรงซีแค่นยิ้มเย็นในใจ ‘จบงั้นเหรอ? ตัดตอนฆ่าปิดปากชัดๆ!’
นางหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง เขียนคำสั้นๆ ลงบนกระดาษแล้วชูขึ้นตรงหน้าโจวเย่ว์
‘ข้า-เกือบ-ตาย’
ตามด้วยอักษรตัวใหญ่ที่เน้นน้ำหนักหมึกจนกระดาษแทบขาด
‘ท่าน-ติด-หนี้-ชีวิต-ข้า’
สายตาของนางที่มองเขามันไม่ใช่สายตาของภรรยาที่เรียกร้องความเมตตา แต่มันคือสายตาของ "เจ้าหนี้" ที่กำลังทวงถามความยุติธรรม โจวเย่ว์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางสาธารณชน เขามองสตรีใบ้ที่นั่งตัวตรงอย่างสง่างามท่ามกลางเศษกระเบื้องแตก ความรู้สึกดูแคลนในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง... และความสนใจที่เขาไม่เคยมีให้สตรีใด
“เจ้าต้องการอะไร?” โจวเย่ว์ถามเสียงต่ำ
มู่หรงซีเขียนคำสุดท้ายก่อนจะหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
‘อิสระ-ใน-วัง-อ๋อง’
นางไม่ได้ขอความรัก ไม่ได้ขออัญมณี แต่นางขอสิทธิ์ที่จะไปไหนก็ได้ในคฤหาสน์นรกแห่งนี้ เพื่อที่นางจะได้เริ่มแผนการล้างแค้นและสืบหาความจริงว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้!
โจวเย่ว์จ้องมองแผ่นกระดาษนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยปาก “ตกลง ข้าอนุญาต... ตราบใดที่เจ้าไม่ทำตัวเป็นสายลับส่งข่าวให้พ่อเจ้า ข้าจะถือว่าเจ้าคือเจ้าของตำหนักตะวันออกอย่างแท้จริง”
หลิวหรุ่ยที่แสร้งเป็นลมอยู่ในอ้อมกอด แอบลืมตาขึ้นมองด้วยความอาฆาต... แผนการวันนี้ล้มเหลว แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!
