บทที่ 2 เซ็นใบหย่ากันเถอะ!
"เหมยเซียนในเมื่อเรื่องมาถึงเพียงนี้แล้วสู้หย่ากันไปเสียดีจะกว่า..." น้ำเสียงอันเรียบเฉยแต่หนักแน่นของเขาทำให้เหมยเซียนมองไปยังแววตาว่างเปล่าของเขาคู่นั้นไม่สามารถอ่านใจได้เลยว่าเป็นคำพูดจากใจอย่างแท้จริงหรือต้องการยังเชิงนางกันแน่
"หากมันคือความต้องการจากหัวใจของท่าน! เช่นนั้นแล้วข้าจะยอมเซ็นใบหย่าให้ท่าน ในคืนที่ท่านตบแต่งฮูหยินคนใหม่เข้าจวนเท่านั้น...เซินอู๋หลัว...ที่ผ่านมาข้ามองท่านผิดไปจริง ๆ" ร่างบางย่างก้าวออกจากจวนอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำใสพรั่งพรูออกมาอาบแก้มชมพูอย่างกลั้นไว้ไม่ได้อีกต่อไป
หากก่อนหน้านั้นนางรู้ความจริงว่าเขามีใจให้สตรีอื่น ก็คงจะไม่เสียสติถึงขั้นดึงดันจะตบแต่งเข้าจวนเขาเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็ควรอ่อนโยนกับนางสักนิดในฐานะสตรีคนหนึ่ง ไม่ใช่แข็งกระด้างกับตนถึงเพียงนี้ นิ้วเรียวปาดน้ำตาไว้ แม้ในใจนางจะเข้มแข็งเพียงใดแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีกลับอ่อนแอลงอย่างไร้เหตุผล นางไม่อาจทำใจสู้หน้าเขาได้ในตอนนี้ทว่าหากนางพินหลังกลับไปมองสักนิดจะรับรู้ได้ว่าแววตาว่างเปล่าคู่นั้นกลับเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดเหมือนปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไว้
หิมะตกหนักจนทุกอย่างปกคลุมเป็นสีขาวโพลน แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่เท่าใจดวงนี้ที่หนาวสะท้านจนเกินความเจ็บปวด อยากเห็นใบหน้านางผู้นั้นเหลือเกินว่างดงามถึงเพียใด งามขนาดทำให้เขาผู้นั้นกล้ายื่นใบหย่าให้นางเช่นนี้ อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าหน้าตาตนนั้นก็ไม่ได้นับว่าขี้ร้ายขี้เหร่ แล้วตนแพ้สตรีอื่นด้วยเหตุอันใด
ในใจลึกๆ ยังคงหวังว่าเขาจะสำนึกได้ กลับมาขออภัยเพียงเท่านี้ตนก็พร้อมจะยกโทษให้เขา ทว่าผ่านมาสองชั่วยามก็ไร้เงา เหมยเซียนรู้ตัวดีว่าความคิดเช่นนี้มันโง่เขลาสิ้นดี แต่เพียงหวังว่าจะขอรักบุรุษผู้นี้ให้สุดใจ ย่อมรู้ตัวดีว่าเมื่อถูกทำร้ายใจจนเกินขอบเขตของความรัก นางจะจากลาแต่โดยดี
“ฮูหยิน กลับเข้าจวนเถอะเจ้าคะ รอท่านเซินอู๋หลัวมาสองชั่วยาม หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่า” ปิ่งปิ่ง ข้ารับใช้คนสนิทดูจะหวาดหวั่นใจกลัวนายที่ตนรักจะล้มป่วย
“เจ้าไม่ต้องกังวลใจไป ข้าเป็นถึงบุตรสาวท่านแม่ทัพ ไม่ล้มป่วยง่ายๆ หรอก จริงสิ หากข้าล้มป่วยไปจริงๆ เจ้าว่าสามีข้าเป็นกังวลเช่นเจ้าไหม?” น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้นเหมือนจะรู้คำตอบ ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายบัดนี้กับว่างเปล่าเหม่อเลยมองออกไปนอกกำแพงจวน
“ฮูหยิน...” ปิ่งปิ่งอยากจะปลอบใจนางทว่ากลับนิ่งไป เพราะไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยเช่นไรให้นายสาวได้เข้าใจเสียที คนไม่รักทำเช่นไรก็ไม่รัก
“เวลานี้ท่านพ่อท่านแม่จะเป็นเช่นไรบ้าง” เหมยเซียนรู้สึกใจคอไม่ดีมาหลายวันแล้ว วินาทีนี้นางอยากกลับจวนสกุลหยางเหลือเกิน เพื่อกินต้มซุปบัวหิมะซี่โครงไก่ฝีมือท่านแม่ผู้รู้เมนูโปรดของนาง ทว่าหลายวันมานี้แทบไม่มีจดหมายจากท่านแม่ ยิ่งเมื่อตนถามเซินอู๋หลัว เขากลับเปลี่ยนเรื่องซึ่งสร้างความสงสัยให้นางไม่น้อย
“ปิ่งปิ่ง” นายสาวเอ่ยเรียก
“เจ้าคะฮูหยิน” บ่าวสาวตอบรับ
“ข้าอยากไปนอกจวน”
ดวงตาไร้เดียงสาเบิกโพลงทันที นางรู้ดีว่าเมื่อฮูหยินต้องการทำสิ่งใด ย่อมไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความปรารถนาของนางได้ เว้นเสียแต่อยากสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ท่านอ๋องเซินอู๋หลัวไม่น่ารอดชีวิตมาได้ถึงป่านนี้เลย นางทำได้เพียงมโนในใจเท่านั้น ไม่มีแรงอะไรจะไปขัดเจ้านายได้หรอก
“จะไปนอกจวนได้อย่างไร? ในเมื่อท่านอ๋องกำชับไว้ว่าห้ามออกนอกจวนในเพลานี้เจ้าคะ”
“ข้าต้องกลับบ้าน ไม่เยี่ยงนั้นข้าคงนอนไม่หลับ เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกไปบ้างหรือไร?”
“แปลกที่เจ้าว่าเป็นเช่นไรรึ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเท้ายาวเดินตรงดิ่งมายังนาง ไม่รู้ว่าเซินอู๋หลัวยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่มากแค่ไหนนั้นไม่สำคัญเท่ากับใบหน้าที่ว่างเปล่าราวกับผืนทะเลไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ร่างบางสวมชุดเป้ยจีนปกเสื้อรวบที่มือแขนเสื้อใหญ่สีแดงผงาดราวกับพญาหงส์
“ข้าต้องกลับจวนสกุลหยาง” นางเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อม และคิดไม่จะฟังคำปฏิเสธของเขาด้วย ไม่ว่าเขาจะว่าเช่นไร แต่นางก็ตัดสินใจแล้ว คืนนี้นางจะกลับจวน
