บทที่ 1 ชะตารักเหมยเซียน
"เหมยเซียน เจ้าจงดูแลตัวเองด้วย ส่วนข้านั้นยังรอเจ้ากลับจวนสกุลหยาง หากวันหน้ามีเหตุใดทำให้เจ้าทุกข์ระทมใจจงรู้ไว้ว่าแม่จะอยู่ในใจเจ้าเสมอ" นางทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังใจคอไม่ดีเอาเสียเลย
"ท่านแม่..." หยาดน้ำสีใสเอ่อคลอล้นขอบตาคู่สวยนี่หรือความเสียใจจากการพลัดพรากจากอ้อมกอดของมารดาผู้ซึ่งดูแลเป็นอย่างดีจนไม่อาจหาผู้ใดมาเปรียบเสมือนได้
"คุณหนู อึก! ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ อึก!" เสียงบ่นเหมือนจะร้องไห้ของแม่นมเหรินทำให้นางชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง
"ท่านด้วย!" นางตะโกนออกไปสุดเสียงกลับกันดวงตาคู่สวยพองโตขึ้นเมื่อถูกเปิดผ้าคลุมศีรษะอย่างไม่ทันได้ระวังตัวเผยให้เห็นร่างสูงสง่าผ่าเผยของชายคนรักในชุดวิวาห์สีแดง ใบหน้าเรียวได้รูปมันช่างหล่อเหลาเหลือเกิน แต่ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาเพ่งมองนางอย่างไม่วางตา
ภายใต้กลิ่นสุราที่ตลบอบอวลไปทั่วจวนก่อนที่เขาจะก้าวเท้ายาวไปยังโต๊ะเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยอาหารและผลไม้มงคล เขารินสุราในแก้วสีขาวยื่นให้นางอย่างไม่เต็มใจพร้อมกระดกของตนเองจนหมดแก้วพร้อมทิ้งตัวลงบนเตียงทิ้งให้นางดื่มสุราแก้วนั้นแต่เพียงลำพังไม่แม้แต่จะเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมาก
หยางเหมยเซียนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แสนจะเย็นชา แต่ไม่คิดว่าเขาจะรังเกียจนางถึงเพียงนี้ นี่นะหรือคืนแรกของงานมงคลที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันไม่เห็นจะสนุกเหมือนที่ใครว่าไว้เลย นางทิ้งตัวลงนอนดวงตายังคงจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างที่นอนหันหลังให้ตน บุรุษผู้ที่นางหมายปองบัดนี้กลายเป็นสามีของนางเหมือนดั่งฝันทว่าไร้ซึ่งความรักถึงอย่างไรก็ตามนางไม่อาจกล่าวโทษโชคชะตาอันโหดร้ายเช่นนี้ได้ เพราะล้วนเป็นหนทางที่นางเลือกเองทั้งสิ้น ทุกอย่างค่อย ๆ มืดสนิทลงด้วยความเหมื่อยล้าเกินจะฝืนใจไว้ไม่หลับตาเพราะต้องการมองสามีผู้ที่หลับสนิทให้นานกว่านี้
วันเวลาผ่านไปเมื่อนางลืมตาตื่นทุกครั้งกับพบแต่ความเปล่า เซินอู๋หลัวไม่แม้แต่จะอยู่ให้นางทำหน้าที่ฮูหยินที่ดีเลยสักครั้ง เพราะเขามีแต่ความเฉยชาให้นางแทบจะตลอดเวลา หรือเรียกตลอดเวลายังได้ ไม่แม้แต่จะยิ้มหรือโอบกอดนางเลยสักครั้ง ยิ่งการร่วมหลับนอนดั่งเช่นสามีภรรยายิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาทำเหมือนนางเป็นเศษฝุ่นไร้ค่าที่ล่องลอยรอบตัว ต่ำต้อยขนาดที่ไม่แม้แต่จะเสียเวลาปัดมันทิ้ง ซึ่งหัวใจของนางร้าวรานเพียงเพราะน้ำคำไร้สติยั้งคิดของเขา ยิ่งนับวันยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ เขาออกนอกจวนอยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าไปทำงานหรือไปที่ใด บางครั้งถึงขั้นไม่กลับจวนเลยก็มี
แม้ว่านางจะคลางแคลงใจถึงเพียงใดก็ทำได้เพียงนิ่งเฉยรอวันที่เขาเปิดอกคุยกลับนางในทุกเรื่องอย่างไว้วางใจทว่าสุดท้ายแล้วความอดทนก็หมดลงเมื่อนางทราบข่าวว่าเขามีสตรีอื่นในใจมานานแล้วและนั่นคือเส้นฟางสุดท้ายของสตรีที่ได้ชื่อว่าหยางเหมยเซียง
"ที่แท้ท่านก็มีสตรีในดวงใจอยู่แล้วนี่เอง” นางเม้มปากกดก้อนความขมขื่นให้กลับไปลงในลำคอ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุใดจึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ หากว่าข้ามาทีหลัง หรือท่านไม่มีใจให้ข้าจริง ๆ เพราะหัวใจของท่านได้มอบให้ผู้อื่นไปแล้ว ไยไม่บอกข้ามาตามตรงเล่า ท่านเห็นข้าเป็นตัวตลกหรืออย่างไร ถึงได้ลงมือทำร้ายความรู้สึกของข้าอย่างเลือดเย็นเช่นนี้?"
ดวงตาใสเพ่งมองอย่างสิ้นหวังแม้รู้ว่าคำถามเหล่านี้มันช่างงี่เง่าเหมือนเด็กเรียกร้องความรักแต่ยังดีเสียกว่าต้องเป็นฮูหยินโง่เขลาที่ให้บริวารข้ารับใช้ต่างซุบซิบนินทาหัวเราะเยาะราวกับนกน้อยในกรงของเขาที่ไม่ประสีประสาในเรื่องใด
"ข้าคิดทำการอันใดจำเป็นจะต้องรายงานเจ้าด้วยหรือไร? สตรีผู้เอาแต่ใจเช่นเจ้าตบแต่งกับข้าไม่เคยเอ่ยถามความต้องการของข้า! ปล่อยผ่านมานับปีบัดนี้เพิ่งจะเอ่ยถามขึ้นมา หมายจะให้ข้าเป็นฝ่ายผิดหรือไร ใช่! ข้ามิสตรีที่หมายปองมานานแล้ว...และเจ้ามาทีหลังนาง" เหมือนโลกทั้งใบของนางได้แตกสลายลงในทันที
"เซิ่นอู๋หลัว ข้าพอรู้ว่าท่านไม่เต็มใจแต่งกับข้าแต่ข้าก็ยังหวังให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจที่ข้ามีต่อท่าน ไม่คิดเลยว่าเนื้อแท้ของท่านจะเขลาเบาปัญญาจนมองมิออกว่าสิ่งใดคือรักจริง สิ่งใดคือลวงหลอก ท่านมันเลือดเย็นยิ่งนักแม้แต่ข้าศึกในสนามรบที่ว่าโฉดชั่ว ยังมีหัวใจมากกว่าท่านเสียอีก!"
น้ำเสียงสั่นเครือ ขอบตาสวยเอ่อล้นด้วยน้ำใสเพราะดวงใจปวดร้าวราวกับเข็มนับร้อยทิ่มแทงซ้ำๆ นี่นะหรือผลตอบแทนความรักที่มีต่อเขาสุดท้ายแล้วสิ่งที่นางอดทนรอมาตลอดมันช่างไร้สาระสิ้นดี คิดไปคิดมานางต่างหากที่โง่เขลา โง่ยิ่งกว่าเขาเสียอีก
