บทนำ
บทนำ
รัชสมัยต้าหมิง ปีที่สิบแห่งราชวงศ์หมิง
ในช่วงหนึ่งของปี จวนโหวจื้อหยวนได้จัดงานผูกสองชะตาได้ด้วยด้ายแดงมงคลระหว่างบุตรชายจื้อหยวนและคุณหนูรองสกุลหยางซึ่งเป็นฤกษ์หมายอันดีงามระหว่างสองสกุลที่ได้เกิดขึ้นโดยพันธสัญญา ภายใต้มิตรภาพของบิดาที่ได้ร่วมกันวางแผนนำทัพจับศึกสู้รบกับเผ่านอกด่านอย่างเมิ่งกู่ สองพายัพสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันยาวนานนับปี แม้ว่าสงครามระหว่างต้าหมิงกับเผ่านอกด่านยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเพราะต้าหมิงไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของเมิ่งกู่อีกต่อไปจึงคิดต่อสู้เพื่อนำเอกราชมาสู่แผ่นดินต้าหมิงอีกครั้ง
หยางเหมยเซียน คุณหนูรองของท่านแม่ทัพหยางเฟยหลงและฮูหยินเมิ่งเหยา สตรีผู้งดงามดุจดั่งเซียนดอกเหมยสวยดั่งคำร่ำลือ กลีบปากบางอมชมพูเช่นดอกเหลียนฮวา ดวงหน้าขาวลออเปรียบเสมือนดอกฝูหรง รอยยิ้มของนางนั้นละไมยิ่งกว่าบุปผาแรกแย้ม จนเป็นที่หมายปองของเหล่าบุตรชายผู้สูงศักดิ์ในแคว้นเพราะเป็นสตรีที่ไม่เหมือนผู้ใด
หยางเหมยเซียนกับชอบศิลปะการต่อสู้ แขนงการยิงธนูและชอบควบขี่อาชาในสวนหลังวน ดูองอาจห้าวหาญเยี่ยงบุรุษ ในสายตานางนั้นไม่เคยแลเห็นบุรุษใดคู่ควรเข้าประตูวิวาห์กับนางเว้นไว้แต่เพียงผู้เดียว...เซินอู๋หลัว
บุตรชายคนเดียวของท่านโหวจื้อหยวน ผู้ที่นางตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เพียงเพราะเขาได้ช่วยชีวิตสุนัขตัวน้อย นางหลงรักในแววตาคู่นั้น มันช่างอ่อนโยนราวกับสายน้ำฤดูใบไม้ผลิ ใบหน้าของเขาสว่างไสวทัดเทียมดวงตะวันฉาย ความงามทั้งรูปลักษณ์ภายนอกรวมถึงในจิตใจนั้นดั่งหอกแหลมปักกลางใจนางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง พริบตาเดียวหัวใจทั้งดวงของนางก็ร่วงหล่นลงในกำมือเขาเสียแล้ว
อย่างไรก็ดีงานวิวาห์ในครั้งนี้แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจแต่งกับนาง งานมงคลที่ปราศจากใจรักของเจ้าบ่าวอาจดูขื่นขม ทว่านางกลับใช้ความยึดมั่นเป็นที่ตั้ง ด้วยหวังว่าความอ่อนโยนของตนจะดุจดังสายน้ำที่เพียรกัดเซาะจะหลอมหินให้ละลายได้ในสักวัน แม้หัวใจเขาจะแข็งแกร่งปานใด นางก็จักพยายามทำให้เขารักนางอย่างสุดซึ้งให้จงได้ โดยไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังย่างก้าวเข้าสู่ขุมนรกดี ๆ นั่นเอง
งานวิวาห์จัดขึ้นไม่ได้หวือหวาหรูหราอะไรมากนัก แต่กลับมีสีสันบวกกับเสียงหัวเราะอย่างปลื้มปีติยินดีทำให้เจ้าสาวในอาภรณ์สีแดงชาดงดงามวิจิตร อาภรณ์ปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นทองระยิบระยับล้อแสงเทียน เสริมส่งให้ร่างอรชรดูสง่างามดั่งนางพญา เหนือศีรษะประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำที่ทิ้งพู่ระย้าอัญมณีสั่นไหวพริ้วยามเคลื่อนขยับกาย ทว่าภายใต้ความหรูหราสูงค่านั้นกลับซ่อนเร้นหัวใจที่เจ็บแปลบเอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าความงามหยาดเยิ้มนี้มิอาจตราตรึงใจผู้เป็นสามีได้เลย
นางนั่งรอเจ้าบ่าวบนเตียงในห้องหออย่างใจจดใจจ่อราวกับว่าเขาเป็นสิ่งของล้ำค่าที่รอคอยมานานแสนนาน ใบหน้านวลขาวแต่งแต้มชาด ผัดแป้งมาอย่างบรรจง ภายใต้ผ้าคลุมสีแดงเผยยิ้มหวานละมุนทั้งที่ในใจตื่นเต้นราวกับได้ผจญภัยในโลกใบใหม่ ชีวิตนางผ่านเรื่องชวนตื่นเต้นมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ทว่าไม่มีครั้งใดเลยที่นางตื่นเต้นพร้อมกับหนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัวเช่นครั้งนี้
"เหมยเซียน ไยมือของเจ้าจึงเย็นเช่นนี้เล่า?" หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าใบหน้ากลับฉายแววกังวลใจอย่างปิดไม่มิด กุมมือบางไว้ราวกับไม่อยากเห็นนางตบแต่งเข้าเรือนเพื่อจากอ้อมอกนางไปเช่นนี้
"ท่านแม่...คืนเข้าหอ เอ่อ...ข้าต้องปรนนิบัติเช่นไรต่อสามีหรือ" แววตาที่ห่วงใยมองบุตรสาวผู้ไร้เดียงสาก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
"เจ้าก็แค่จงเป็นฮูหยินที่ดีในจวนจื้อหยวน เรื่องงานบ้านงานเรือน และค่าใช้จ่ายภายในจวนอย่าให้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด เพียงเท่านี้เจ้าก็ปรนนิบัติรับใช้ต่อสามีอย่างจงรักภักดีแล้ว" รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้าสวยทว่าแววตากลับเศร้าหมองลงอย่างชัดเจน แม้ว่านางจะดีใจที่บุตรสาวคนเล็กได้ตบแต่งออกเรือนดั่งเช่นพี่สาวที่ได้เป็นพระชายาของชินอ๋อง ทว่ายังไม่มีข่าวดีเรื่องโอรสให้นางหายกังวลใจลงได้บ้าง เพียงหวังว่าเหมยเซียนจะไม่โดนชะตากรรมเช่นเดียวกันก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว
"เรียนฮูหยิน ได้เวลาอันเป็นมงคลแล้วเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวเจ้าบ่าวก็จะเข้าสู่เรือนหอแล้ว" เสียงแม่นมเหรินดังแว่วมานอกจวนเพราะเหมยเซียนไม่ต้องการให้แม่นมเหรินติดตามนางมายังจวนโหวราวกับว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้จักโตต้องคอยดูแลอบรมสั่งสอนอยู่ร่ำไปจนแทบไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง หากเป็นดั่งเช่นเมื่อก่อนนางต้องแอบหลบหนีแม่นมเหรินเพื่อจะได้ทำตามใจตนแต่บัดนี้นางไม่ต้องใช้ชีวิตเช่นนั้นอีกต่อไป
