ตอนที่ 6 : ทาสจำเป็น
ตอนที่
[6]
ทาสจำเป็น
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของฝาผนังโรงเก็บฟาง ปลุกหยวนหมิ่นฮุ่ยให้ตื่นขึ้นมารับความจริงอันโหดร้าย นางลืมตาขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นมูลม้าที่คุ้นเคย (อย่างไม่เต็มใจ) และเสียงร้องของม้าที่กำลังทวงอาหารเช้า
“โอ๊ย ปวดหลังไปหมด” หญิงสาวบิดขี้เกียจไปมาพลางบ่นอุบอิบ การนอนบนกองฟางช่างเป็นการทรมานสังขารของอดีตสาวออฟฟิศเช่นนางเหลือเกิน
ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวดี ประตูโรงเก็บฟางก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเหรินจ้าน องครักษ์เงาหน้าตายที่บัดนี้ดูเหมือนผู้คุมนักโทษไม่มีผิด
“ได้เวลาทำงานแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางยื่นถังไม้สองใบกับแปรงขัดอันใหญ่ให้นาง
หยวนหมิ่นฮุ่ยรับมาอย่างจำใจ วันแรกของการเป็น ‘ทาสจำเป็น’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
งานแรกนั่นคือการทำความสะอาดคอกม้าและตักมูลม้าไปทิ้ง ซึ่งนางใช้เวลาเกือบชั่วยาม (สองชั่วโมง) กับการต่อสู้กับสิ่งปฏิกูลกองโต กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อท่วมตัวและหมดเรี่ยวแรงไปตาม ๆ กัน
ต่อด้วยงานที่สอง นั่นคือเป็นอาบน้ำให้ม้าศึกทั้งสามตัว! เจ้าม้าพวกนี้ตัวใหญ่กว่าที่คิดและแรงก็เยอะกว่าที่คาด กว่าจะขัดถูจนสะอาดหมดจดก็ทำเอานางเปียกปอนไปทั้งตัวไม่ต่างจากม้า
หลังจากจัดการของม้าแล้วก็มาต่อด้วยงานที่สาม
เตรียมอาหารเช้าให้เหล่าบุรุษใจร้ายต่าง ๆ
นี่มันวิถีของทาสโดยแท้จริง!!
“นี่คือของทั้งหมดที่เจ้าต้องใช้” เหรินจ้านนำวัตถุดิบมาวางให้ที่ลานหลังโรงเตี๊ยม มีทั้งแป้งหมั่นโถว ผักสด ไข่ไก่ และเนื้อแห้งจำนวนหนึ่ง
หยวนหมิ่นฮุ่ยมองกองวัตถุดิบตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง ในโลกก่อนทักษะการทำอาหารของนางมีค่าเท่ากับศูนย์ ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเกือบทำหม้อไหม้ แล้วนี่นางจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำอาหารให้เชื้อพระวงศ์กับองครักษ์ฝีมือดีกินกันเล่า!
แต่เมื่อนึกถึงสายตาเย็นชาของซ่งอ๋องเมื่อคืน นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น สุดท้ายจึงได้ลงมือทำอย่างมั่วซั่วที่สุดในชีวิต นวดแป้งก็แข็งไปบ้างเละไปบ้าง หั่นผักก็ชิ้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง สุดท้ายสิ่งที่ออกมาคือ...
หมั่นโถวที่แข็งราวกับหิน ผัดผักที่ไหม้เกรียมและไข่เจียวที่มีเศษเปลือกไข่ปนอยู่ประปราย
เมื่อนางยกสำรับอาหารที่น่าสังเวชนี้ขึ้นไปบนห้องพักของซ่งอ๋อง เขาก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้ว ข้าง ๆ กันคือเหรินจิงกับเหรินจ้านที่ยืนสงบนิ่งเช่นเคย
เซี่ยหลงอิ่นมองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบหมั่นโถวขึ้นมาเคาะกับขอบโต๊ะเบา ๆ
ก๊อก
ก๊อก
เสียงที่ดังออกมานั้นไม่ต่างจากเสียงเคาะหินเลยสักนิด
เหรินจิงกับเหรินจ้านลอบกลืนน้ำลาย แต่ยังคงยืนนิ่งไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“นี่คืออาหารเช้า?” ซ่งอ๋องถามเสียงเรียบ
“เพคะ...” หยวนหมิ่นฮุ่ยตอบเสียงอ่อย ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา
ชายหนุ่มวางหมั่นโถวก้อนหินลง ก่อนจะคีบผัดผักไหม้ ๆ ขึ้นมาดูใกล้ ๆ แล้วหันไปถามองครักษ์ของเขา “พวกเจ้ากินได้หรือไม่?”
องครักษ์ทั้งสองสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่เหรินจิงจะตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “กระหม่อม... กินได้ทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี” เซี่ยหลงอิ่นพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นก็กินให้หมด”
ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินไปหยิบซาลาเปาสองลูกของโรงเตี๊ยมออกมากินหน้าตาเฉย ปล่อยให้หยวนหมิ่นฮุ่ยยืนมององครักษ์สองนายที่จำใจต้องกิน ‘อาวุธชีวภาพ’ ที่นางสร้างขึ้นด้วยสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน
คนใจร้าย ไม่กินก็บอกกันดี ๆ ก็ได้ ทำไมต้องแกล้งคนอื่นด้วย!
หยวนหมิ่นฮุ่ยได้แต่ก่นด่าเขาในใจ พลางส่งสายตาขอโทษขอโพยไปให้องครักษ์ทั้งสองที่กำลังทำสงครามกับอาหารเช้าฝีมือนางอยู่เงียบ ๆ
หลังจากมื้อเช้าผ่านพ้นไปการเดินทางในวันนั้นก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แต่สถานะของหยวนหมิ่นฮุ่ยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางไม่ได้นั่งในรถม้าหรูหราอีกต่อไป แต่ถูกสั่งให้เดินเท้าตามหลังขบวนร่วมกับองครักษ์นายอื่น ๆ ที่เพิ่งตามมาสมทบ
“นี่มันเกินไปแล้วนะเพคะ” หญิงสาวประท้วงทันทีที่ได้ยินคำสั่ง
“หม่อมฉันเป็นสตรี จะให้เดินเท้าไกล ๆ ได้อย่างไร!”
“เจ้าก็แข็งแรงดีนี่” ซ่งอ๋องที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างามกล่าวตอบ พลางมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เมื่อวานยังวิ่งหนีคนของข้าได้ตั้งหลายลี้ เรี่ยวแรงคงยังเหลือเฟือกระมัง”
“นั่นมันสถานการณ์บังคับนี่เพคะ!”
“ตอนนี้ก็สถานการณ์บังคับเช่นกัน” เขายิ้มมุมปาก
“บังคับให้เจ้าต้องชดใช้ความผิด”
หยวนหมิ่นฮุ่ยอยากจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันเดินตามขบวนไปอย่างหัวเสีย แดดยามสายเริ่มแผดเผาจนแสบผิว ฝุ่นดินคลุ้งตลบจนหายใจไม่สะดวก นางที่ไม่เคยทำงานหนักและไม่เคยเดินไกลขนาดนี้มาก่อนเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบตั้งแต่ชั่วยามแรก
หญิงสาวลอบมองไปยังรถม้าคันหรูที่ว่างเปล่า...
ว่างเปล่า?
ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ทำไมตาแก่โรคจิตนั่นไม่เข้าไปนั่งในรถม้าล่ะ มาขี่ม้าตากแดดทำไม?
เซี่ยหลงอิ่นขี่ม้าสง่างามอยู่หน้าขบวน ผมสีดำขลับและอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเขาดูโดดเด่นท่ามกลางองครักษ์ในชุดสีเข้ม เขานั่งหลังตรงบังคับม้าอย่างสบาย ๆ ราวกับกำลังชมทิวทัศน์ ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนกับอากาศที่ร้อนระอุเลยแม้แต่น้อย
คนประหลาด
หยวนหมิ่นฮุ่ยสรุปในใจ
เมื่อถึงเวลาหยุดพักกลางวัน หยวนหมิ่นฮุ่ยก็แทบจะล้มทั้งยืน เหงื่อไหลไคลย้อยจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด แต่หน้าที่ของนางยังไม่จบสิ้น นางต้องไปตักน้ำจากลำธารมาให้ม้าดื่ม ต้องหาหญ้าสดมาให้พวกมันกิน และที่เลวร้ายที่สุด... ต้องเตรียมอาหารกลางวันอีกแล้ว
ครั้งนี้นางเรียนรู้จากความผิดพลาด นางตัดสินใจทำอาหารที่ง่ายที่สุด นั่นคือข้าวต้ม แต่ด้วยความที่ไม่เคยหุงข้าวด้วยฟืนมาก่อน ผลที่ได้คือ...
ข้าวต้มสามกษัตริย์ มีทั้งส่วนที่ดิบเป็นไต ส่วนที่สุกพอดีและส่วนที่ไหม้ติดก้นหม้อดำปี๋
และแน่นอนเมื่อนางยกไปให้เขา ซ่งอ๋องก็ทำเพียงแค่เหลือบมองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เอาไปเททิ้ง แล้วไปหาผลไม้ป่ามาแทน”
“เพคะ...” หยวนหมิ่นฮุ่ยรับคำอย่างอ่อนแรง รู้สึกท้อแท้จนอยากจะร้องไห้
ทว่าขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าป่าไปหาผลไม้ตามคำสั่ง เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ให้เหรินจิงไปด้วย”
หยวนหมิ่นฮุ่ยชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อโดยไม่พูดอะไร การที่เขายังส่งคนตามคุมไม่ห่าง แสดงว่าเขายังไม่ไว้ใจนางเลยสักนิด แผนการที่จะทำให้เขาตายใจดูจะห่างไกลความจริงออกไปทุกที
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันของนางก็เป็นเช่นนี้ ตื่นเช้าเพื่อมาดูแลม้า ทำอาหารเช้าที่กินได้บ้างไม่ได้บ้าง เดินเท้าตามขบวนจนขาแทบลาก ตกบ่ายก็ต้องเตรียมอาหารกลางวันที่ล้มเหลวอีกเช่นเคย ตกเย็นเมื่อถึงที่พักก็ต้องดูแลม้า ซักเสื้อผ้ากองโตซึ่งเป็นงานที่เหนื่อยที่สุด และปิดท้ายด้วยการทำอาหารเย็นที่น่าสยดสยองไม่แพ้มื้ออื่น ๆ
ร่างกายของนางเริ่มชินชากับความเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับอ่อนล้าลงทุกที
ทว่าท่ามกลางการกลั่นแกล้งอันแสนสาหัส นางก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับเจ้านายจอมโหดของนาง
แม้เขาจะสั่งให้นางเดินเท้า แต่ทุกครั้งที่นางเริ่มเดินโซซัดโซเซจนใกล้จะล้ม เขาก็จะสั่งหยุดพักขบวนโดยอ้างว่า ‘ม้าต้องพัก’ เสมอ
แม้เขาจะบังคับให้นางทำอาหาร แต่ทุกครั้งที่อาหารออกมาไม่ได้เรื่อง เขาก็ไม่เคยปล่อยให้นางหรือองครักษ์ของเขาต้องทนกินของไม่อร่อย เขามักจะมีเนื้อแห้งหรือผลไม้ที่เตรียมไว้สำรองออกมาแบ่งให้ทุกคนเสมอ
และแม้เขาจะสั่งให้นางซักเสื้อผ้ากองโต แต่ทุกเช้าที่นางตื่นขึ้นมา นางก็มักจะพบว่ากองเสื้อผ้าที่นางซักตากไว้เมื่อคืนและยังไม่ทันแห้งดี ถูกนำไปผึ่งในจุดที่ลมโกรกและแดดส่องถึงอย่างพอเหมาะพอเจาะ ทำให้มันแห้งทันเวลาเดินทางต่อทุกครั้ง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยที่เขาไม่เคยพูดอะไร และทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ
หรือว่า... เขาจะไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น?
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของหยวนหมิ่นฮุ่ย
ไม่สิ! อย่าไปหลงกลตาแก่โรคจิตเด็ดขาด! เขาต้องกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ!
จุดเปลี่ยนเล็ก ๆ เกิดขึ้นในเย็นวันที่สิบของการเดินทาง ขณะที่หยวนหมิ่นฮุ่ยกำลังนั่งซักเสื้อผ้าอยู่ริมลำธารตาม จู่ ๆ นางก็รู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้ว
“โอ๊ย!” นางร้องออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเศษไม้แหลม ๆ ที่ติดมากับเสื้อตัวหนึ่งทิ่มเข้าไปในนิ้วชี้ของตนเองจนเลือดไหลซิบ
หญิงสาวพยายามจะดึงมันออกแต่ก็ยิ่งทำให้มันทิ่มลึกลงไปอีก ขณะที่กำลังหน้าเบ้ด้วยความเจ็บปวด เงาร่างสูงในชุดขาวก็ปรากฏขึ้นข้าง ๆ ตนเองตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงเรียบ
“ไม่มีอะไรเพคะ” นางตอบพลางซ่อนมือไว้ข้างหลัง
แต่ก็ไม่ทันสายตาของเขา ซ่งอ๋องคว้ามือของนางไปดูโดยไม่รอให้อนุญาต เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นเลือดที่ไหลออกมา
“อยู่นิ่ง ๆ” เขาสั่งเสียงดุ ก่อนจะหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ที่พกติดตัวออกมาเสมอ ภายในมีทั้งเข็ม แหนบและตลับยาขนาดจิ๋วเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
เขาใช้แหนบอันเล็กคีบเอาเสี้ยนไม้ออกมาอย่างเบามือและชำนาญจนนางแทบไม่รู้สึกเจ็บ ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดเช็ดเลือดแล้วทายาสีเขียวใสที่มีกลิ่นหอมเย็นลงบนแผล
ตลอดเวลาที่เขาทำแผลให้ นางได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจอย่างไม่วางตา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้าของเขาทำให้ดูงดงามและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด... จนหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“เสร็จแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ต่อไปก็หัดระวังให้มากกว่านี้”
“ขอบพระทัยเพคะ…” หยวนหมิ่นฮุ่ยตอบเสียงแผ่ว
ซ่งอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เตรียมจะเดินจากไป แต่แล้วก็หยุดชะงัก “คืนนี้... เจ้าไม่ต้องซักเสื้อผ้าแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
พูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในความมืด ทิ้งให้หยวนหมิ่นฮุ่ยนั่งนิ่งอยู่ริมลำธารเพียงลำพัง ก้มลงมองนิ้วชี้ที่มีผ้าพันแผลเล็ก ๆ พันอยู่ ความรู้สึกอุ่นวาบก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้า ๆ
คนผู้นี้... บางทีก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกเรื่องกระมัง
