ตอนที่ 7 : สายตาที่เปลี่ยนไป
ตอนที่
[7]
สายตาที่เปลี่ยนไป
หลังจากค่ำคืนที่เขาทำแผลให้ หยวนหมิ่นฮุ่ยก็รู้สึกว่าความคิดของตัวเองที่มีต่อซ่งอ๋องเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย จากที่เคยมองว่าเป็นตาแก่โรคจิตที่น่ากลัวและเจ้าเล่ห์ ตอนนี้มันกลับมีคำอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น น่าหมั่นไส้เดาใจยากและใส่ใจคนอื่นแบบแปลก ๆ
แต่ถึงอย่างนั้นบทลงโทษของนางก็ยังคงดำเนินต่อไป นางยังต้องดูแลม้า ซักผ้าและทำอาหาร เพียงแต่ดูเหมือนว่าความเข้มงวดจะลดน้อยลงไปบ้าง
เช้าวันหนึ่งขณะที่นางกำลังพยายามก่อไฟเพื่อทำอาหารเช้าอย่างทุลักทุเล ควันไฟก็โขมงจนนางไอแคก ๆ ไม่หยุด น้ำหูน้ำตาไหลจนมองอะไรแทบไม่เห็น
“ไร้ความสามารถสิ้นดี”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงในชุดขาวที่ย่อตัวลงมานั่งข้างกองไฟตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เซี่ยหลงอิ่นหยิบไม้ฟืนสองสามท่อนมาจากมือ หยวนหมิ่นฮุ่ย จัดเรียงมันใหม่เป็นรูปกระโจม เว้นช่องว่างให้อากาศถ่ายเท ก่อนจะใช้หินไฟจุดเพียงครั้งเดียว ไฟก็ลุกโชนขึ้นอย่างง่ายดาย
“การก่อไฟต้องปล่อยให้มีช่องว่างให้อากาศไหลเวียน มิใช่สุมทุกอย่างเข้าไปรวมกันเหมือนรังนก” เขาอธิบายเสียงเรียบโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย
หยวนหมิ่นฮุ่ยได้แต่อ้าปากค้าง นี่เขารู้กระทั่งเรื่องการก่อไฟเลยหรือ!
ยังไม่ทันที่นางจะหายทึ่ง เขาก็หยิบหม้อดินมาจากนาง เทข้าวสารและน้ำลงไปในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ก่อนจะพูดขึ้นว่า “วันนี้ข้าจะสอนเจ้าทำข้าวต้มปลา”
“ท่านอ๋องทำอาหารเป็นด้วยหรือเพคะ” นางถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“เรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ ทำไมข้าจะทำไม่เป็น” เขาตอบอย่างยโส ก่อนจะหันไปสั่งเหรินจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล “ไปจับปลาในลำธารมา”
เหรินจ้านรับคำแล้วหายตัวไปในพริบตา ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับปลาสด ๆ ตัวอ้วนพีสองสามตัว
จากนั้นหยวนหมิ่นฮุ่ยก็ได้แต่นั่งมอง ‘ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์’ จัดการขอดเกล็ดและชำแหละปลาอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับพ่อครัวมืออาชีพ เขาโยนเนื้อปลาลงไปในหม้อข้าวต้ม ปรุงรสด้วยเกลือและขิงที่พกติดตัวมาเล็กน้อย ไม่นานนักกลิ่นหอมของข้าวต้มปลาก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เมื่อข้าวต้มสุกได้ที่ เขาก็ตักใส่ถ้วยให้องครักษ์ทั้งสองก่อน แล้วจึงตักส่วนของตัวเอง และสุดท้าย... เขาก็ตักถ้วยหนึ่งแล้ววางลงตรงหน้านาง
“กินสิ”
หยวนหมิ่นฮุ่ยลองชิมอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะต้องเบิกตากว้าง
อร่อย!
อร่อยมาก! เนื้อปลานุ่มละมุน ข้าวต้มก็รสชาติกลมกล่อมลงตัว นี่มันอร่อยกว่าอาหารภัตตาคารหรู ๆ บางที่ในโลกก่อนของนางเสียอีก!
“เป็นอย่างไรบ้าง” ซ่งอ๋องถามพลางจิบข้าวต้มของตัวเองอย่างสบายอารมณ์
“อร่อย... อร่อยมากเพคะ” นางตอบตามความจริงก่อนจะต่อด้วยว่า
“สุดยอดไปเลยเพคะ! ปังมาก!”
“ปัง?” เขาเลิกคิ้วกับคำแปลก ๆ ที่นางใช้
“เอ่อ หม่อมฉันหมายถึง... ยอดเยี่ยมมากเพคะ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยรีบแก้ตัว หน้าแดงก่ำ
เซี่ยหลงอิ่นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาก่อนจะพูดขึ้นว่า
“พรุ่งนี้เช้า เจ้าต้องเป็นคนทำให้ข้ากิน”
“แต่หม่อมฉัน...”
“ข้าสอนเจ้าแล้ว เจ้าต้องทำได้” เขาตัดบทอย่างเด็ดขาด
หยวนหมิ่นฮุ่ยได้แต่ถอนหายใจ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเคย กลับกัน... นางรู้สึกทึ่งในความสามารถรอบด้านของเขามากขึ้นไปอีก
หลายวันต่อมา การเดินทางก็ยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ นางเริ่มเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากการเป็นทาสจำเป็นได้ดีขึ้น ข้าวต้มของนางแม้จะไม่อร่อยเท่าเขาทำ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอาวุธชีวภาพอีกต่อไป การดูแลม้าก็คล่องแคล่วขึ้น
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซ่งอ๋องสนใจในตัวหยวนหมิ่นฮุ่ยมากขึ้นกลับไม่ใช่เรื่องพวกนี้
วันหนึ่งขณะเดินทางท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนัก เหรินจิงเกิดลื่นล้มจนทำให้แผลเก่าที่ข้อเท้ากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง เขาหน้าซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด
เซี่ยหลงอิ่นรีบเข้าไปดูอาการทันที “ดูเหมือนข้อเท้าจะอักเสบ ต้องหาที่พักแล้วประคบร้อน”
“เดี๋ยวก่อนเพคะ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยโพล่งขึ้น
“อาการบาดเจ็บเฉียบพลันเช่นนี้ ไม่ควรประคบร้อนนะเพคะ ยิ่งร้อนจะยิ่งอักเสบและบวมมากขึ้น ต้องประคบเย็นเพคะ”
ทุกคนหันมามองหญิงสาวเป็นตาเดียว นั่นเพราะความรู้ทางการแพทย์ในยุคนี้สอนว่าความร้อนช่วยให้เลือดไหลเวียนและคลายกล้ามเนื้อ
“เจ้าพูดเรื่องอันใด” ซ่งอ๋องขมวดคิ้ว
“การประคบเย็นจะทำให้เส้นเอ็นหดตัวและเลือดคั่ง”
“นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดเพคะ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยเผลอเถียงออกไปอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เอ่อ คือที่บ้านเกิดของหม่อมฉันสอนมาว่า ใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ไม่สิ 1-2 ชั่วยามแรกหลังได้รับบาดเจ็บ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวม ลดการอักเสบ และบรรเทาความเจ็บปวดได้ดีที่สุดเพคะ หลังจากนั้นค่อยเริ่มประคบร้อนเพื่อฟื้นฟู”
หยวนหมิ่นฮุ่ยมองไปที่ลำธารที่น้ำเย็นจัดอยู่ไม่ไกล “เราใช้ผ้าชุบน้ำเย็นจากลำธารมาประคบที่ข้อเท้าของเหรินจิงจะดีกว่าเพคะ”
เซี่ยหลงอิ่นมองหยวนหมิ่นฮุ่ยด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ เขานิ่งไปนานจนหญิงสาวเริ่มใจเสีย คิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
“เหรินจ้าน” ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น
“ไปทำตามที่นางบอก”
เหรินจ้านรับคำแล้วรีบไปทำตามทันทีโดยไม่มีคำถามใด ๆ ผลปรากฏว่าหลังจากประคบเย็นไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อาการปวดและบวมที่ข้อเท้าของเหรินจิงก็ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
คืนนั้นขณะที่ทุกคนนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เซี่ยหลงอิ่นก็ยื่นถุงหนังใส่เหล้าอุ่น ๆ ให้หยวนหมิ่นฮุ่ย
“ดื่มเสียหน่อยจะได้อุ่นขึ้น”
หญิงสาวรับมาอย่างงง ๆ “ขอบพระทัยเพคะ”
“ความรู้ของเจ้าช่างแปลกประหลาดนัก” เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ ขณะจ้องมองเปลวไฟ “ทั้งคำที่ใช้ ทั้งวิธีรักษาคน ดูไม่เหมือนสตรีใดในแคว้นซินโจวที่ข้าเคยพบเจอ”
หยวนหมิ่นฮุ่ยใจหายวาบ
“หม่อมฉันก็แค่... เคยอ่านเจอในตำราเก่า ๆ ที่บ้านเกิดเพคะ” นางแก้ตัวเสียงอ่อย
“ตำราเก่า ๆ งั้นรึ?” เขายิ้มมุมปาก
“ข้าชักอยากจะเห็นตำราจากบ้านเกิดของเจ้าเสียแล้วสิ”
สายตาของเขาที่ราวกับจะบอกว่า ‘ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกหก’ นั่นทำให้นางต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น แต่หยวนหมิ่นฮุ่ยรู้ดีว่าความสงสัยที่เขามีต่อตัวนางนั้นไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม... มันอาจจะเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
แต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกได้ว่าสายตาที่เขามองมา มันไม่ได้มีแต่ความสงสัยเสียทีเดียว เพราะมันมีทั้งความสนใจใคร่รู้และความทึ่งเจือปนอยู่อย่างชัดเจน และนั่นทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้
