ตอนที่ 4 : หนีได้สำเร็จ?
ตอนที่
[4]
หนีได้สำเร็จ?
คืนนั้นหยวนหมิ่นฮุ่ยนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงแข็ง ๆ ของโรงเตี๊ยม ดวงตาจ้องมองเพดานไม้ในความมืด แต่ในหัวกลับสว่างจ้าไปด้วยความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
ชีวิตของนางมันไม่ควรจะพลิกผันเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? จุดประสงค์ที่นางต้องการมาที่นี่ก็เพื่อได้แอบมองตัวละครที่รักใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คอยเป็นติ่งอยู่เงียบ ๆ ในมุมของตัวเอง ใช้เวลาสามเดือนให้คุ้มค่าที่สุดก่อนจะกลับบ้าน
แต่ไหงตอนนี้นางถึงถูก ‘ตัวประกอบ’ ที่ไม่ควรจะมีบทบาทอะไรมากไปกว่านี้ลักพาตัวออกมาจากเมืองหลวงได้!
นี่นางกำลังจะถูกพาออกจากเส้นเรื่องหลักอย่างสมบูรณ์!
ความกังวลระลอกใหม่ซัดโถมเข้ามาในใจหยวนหมิ่นฮุ่ยอย่างรุนแรง
หุบเขาคนดีอะไรนั่นมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้! หญิงสาวคิดอย่างกระวนกระวาย เขาบอกว่าต้องเดินทางอีกตั้งสิบเจ็ดวัน มันต้องอยู่ไกลจากเมืองหลวงมากแน่ ๆ แล้ว... แล้วนางจะกลับไปที่ตรอกนั่นทันได้ยังไง!?
เสียงปริศนาในหัววันนั้นยังคงดังก้องชัดเจน...
‘จงกลับมายังจุดที่เจ้าปรากฏกายครั้งแรก มิเช่นนั้นแล้ว ตัวของเจ้าจะถูกผนึกไว้ที่นี่ตลอดกาล’
ตลอดกาล
แค่คิดถึงคำนี้ขนแขนของหยวนหมิ่นฮุ่ยก็ลุกชันไปทั้งตัว โลกนี้มันดีแค่ในฐานะแฟนคลับที่มาเที่ยวชม แต่ให้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไปโดยไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ไหวแน่ ๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ นางเป็นคนของอีกโลกหนึ่ง ไม่ว่าจะพยายามปรับตัวแค่ไหน นางก็ไม่เข้าพวกอยู่ดี
เมื่อตกผลึกให้ดี ๆ ตอนนี้เป้าหมายของหยวนหมิ่นฮุ่ยจึงเปลี่ยนไป ยามนี้ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดจากการสอบสวนของอ๋องโรคจิตคนนี้อีกต่อไป
แต่เป็น… ไม่ว่าอย่างไรต้องหนีกลับไปที่เมืองหลวงให้ได้!
ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม นางจะยอมให้ตัวเองถูกพาไปไกลกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด การเดินทางสิบเจ็ดวันคือเส้นตาย ถ้านางหนีระหว่างทางไม่ได้ การจะเดินทางกลับมาคนเดียวจากหุบเขาลึกลับนั่นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อเป้าหมายชัดเจน ความลังเลในใจก็หายไปสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แผนการต่าง ๆ ที่เคยคิดไว้ถูกนำมาปัดฝุ่นและปรับปรุงใหม่ให้แยบยลยิ่งขึ้นอีกครั้ง
แผนที่หนึ่ง แกล้งป่วยล้มเหลวไปแล้ว
แผนที่สอง ใช้มารยาหญิงก็พังไม่เป็นท่า แถมยังโดนรุกกลับจนเสียกระบวน
หญิงสาวนอนคิดทบทวนอยู่นาน
ตาแก่โรคจิตนั่นก็ดูฉลาดรอบรู้ไปเสียทุกอย่าง ขนาดเรื่องสมุนไพรยังพกยาชั้นเลิศติดตัว ถ้าจะใช้ความรู้เรื่องการแพทย์หรือสมุนไพรที่งู ๆ ปลา ๆ ของนางไปอวดฉลาด มีหวังได้โดนจับโป๊ะแตกแหง ๆ
ความคิดที่จะใช้ความรู้จากโลกอนาคตเพื่อทำให้ตัวเองดู ‘มีประโยชน์’ ถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว มันเสี่ยงเกินไปที่จะเปิดเผยความผิดปกติของตัวเองให้คนที่ฉลาดเป็นกรดอย่างเขาสงสัยมากขึ้น
ในเมื่อสู้ด้วยสมองซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้... ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าช่วย!
แผนใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น
สร้างความวุ่นวายและฉวยโอกาสหนี!
แผนนี้ต้องอาศัยจังหวะและสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง นางต้องสังเกตและรอคอย... รอให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ซ่งอ๋องและองครักษ์ของเขาต้องพะวงกับเรื่องอื่นจนไม่มีเวลามาสนใจนาง
และโอกาสนั้นก็มาถึงในอีกสองวันต่อมา…
ขบวนรถม้าเดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเมืองทิงโจวซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนเขา บรรยากาศในเมืองดูคึกคักกว่าที่หยวนหมิ่นฮุ่ยคิด มีโรงเตี๊ยม ร้านค้า และผู้คนเดินขวักไขว่มากมาย
เซี่ยหลงอิ่นตัดสินใจให้ขบวนหยุดพักที่เมืองนี้หนึ่งคืนเพื่อเติมเสบียงและให้ม้าได้พัก เขาเลือกโรงเตี๊ยมที่ใหญ่และดูดีที่สุดในเมือง ซึ่งแน่นอนว่ามันกลายเป็นจุดสนใจทันทีที่รถม้าคันหรูของซ่งอ๋องมาจอดเทียบหน้าประตู
หยวนหมิ่นฮุ่ยถูกคุมตัวขึ้นไปยังห้องพักชั้นสองเช่นเคย แต่ครั้งนี้นางไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้าน กลับเดินตามไปอย่างว่าง่ายจนผิดสังเกต
“ท่านอ๋องเพคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังจะแยกย้ายเข้าห้องพัก “หม่อมฉันอยู่ในห้องมาหลายวันจนรู้สึกอุดอู้เหลือเกิน ขออนุญาตลงไปเดินเล่นที่ตลาดด้านล่างสักครู่ได้หรือไม่เพคะ? แค่ครู่เดียวเท่านั้น หม่อมฉันแค่อยากเห็นบรรยากาศของเมืองนี้บ้าง”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แววตาดูสลดและอับจนหนทางอย่างแท้จริง
เซี่ยหลงอิ่นมองอีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่ง เขากำลังจะปฏิเสธตามความเคยชิน แต่เมื่อเห็นแววตาที่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ เขาก็ลังเลไปชั่วขณะ
“ให้เหรินจ้านตามไปด้วย” เขาตอบเสียงเรียบ
“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง!” หยวนหมิ่นฮุ่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก้มหัวขอบคุณเขาหลายครั้งจนดูเหมือนคนที่ซาบซึ้งใจจริง ๆ
สำเร็จไปขั้นหนึ่ง!
การมีเหรินจ้านตามไปด้วยหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีองครักษ์ที่น่ากลัวถึงสองคนขนาบข้างและดีกว่าถูกขังไว้ในห้องเป็นไหน ๆ
หยวนหมิ่นฮุ่ยเดินนำลงไปยังตลาดที่อยู่เบื้องล่าง โดยมีเหรินจ้านเดินตามหลังในระยะที่ไม่ห่างและไม่ใกล้จนเกินไป หญิงสาวมองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว ประเมินเส้นทางหลบหนีและจุดที่น่าจะสร้างความโกลาหลได้ดีที่สุด
ก่อนที่สายตาของนางจะไปสะดุดกับกลุ่มนักเลงหัวไม้กลุ่มหนึ่งที่กำลังตั้งวงเล่นพนันกันอยู่มุมหนึ่งของตลาด พวกเขาดูท่าทางกร่างและหาเรื่องคนอื่นไปทั่วถือว่าเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ
นางแกล้งทำเป็นเดินเข้าไปดูร้านขายปิ่นปักผมที่อยู่ใกล้ ๆ กับวงพนันนั้น พลางหยิบเงินที่พอมีติดตัวอยู่น้อยนิดออกมาทำทีเป็นเลือกซื้อของ
“แม่นาง สนใจปิ่นอันไหนรึ?” คนขายเอ่ยถามใบหน้ายิ้มแย้ม
หยวนหมิ่นฮุ่ยไม่ตอบ แต่กลับแกล้งทำเงินในมือหล่นลงพื้น เหรียญทองแดงสองสามอีแปะกลิ้งหลุน ๆ เข้าไปใต้โต๊ะที่กลุ่มนักเลงกำลังนั่งอยู่
“ว้าย! เงินของข้า!” นางร้องเสียงหลง
เหรินจ้านที่ยืนคุมเชิงอยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
หยวนหมิ่นฮุ่ยรีบก้มลงไปเก็บเงินใต้โต๊ะนั้นเองก่อนที่นางจะเริ่มแผนการขั้นต่อไป หญิงสาวแอบใช้เท้าเขี่ยถ้วยลูกเต๋าของนักเลงคนหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นจนล้มคว่ำ!
กริ๊ง!
ลูกเต๋ากระจายเกลื่อนพื้น…
“เฮ้ย! ใครวะ!?” นักเลงเจ้าของถ้วยตะโกนลั่นอย่างหัวเสีย
หยวนหมิ่นฮุ่ยรีบคลานออกมา ทำหน้าตาตื่น “ขะ...ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
“ไม่ได้ตั้งใจเรอะ! แล้วแต้มที่ข้ากำลังจะชนะของข้าล่ะ เจ้าจะรับผิดชอบยังไง!” นักเลงอีกคนลุกขึ้นยืนชี้หน้านาง
สถานการณ์เริ่มวุ่นวายตามที่นางคาดไว้ ผู้คนเริ่มหันมามุงดู เหรินจ้านเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินเข้ามาขวางหน้านางไว้
“มีเรื่องอันใดกัน” เขาถามเสียงเย็น
“แกเป็นใครวะ ไม่ต้องมายุ่ง!” นักเลงคนหนึ่งผลักอกเหรินจ้าน
นั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ของมัน!
เหรินจ้านปัดมือของนักเลงคนนั้นออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยของมันจนร่วงลงไปกองกับพื้นในพริบตา!
“เฮ้ย! มันทำร้ายคนของเรา! รุมมันเลย!”
จากนั้นความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นทันที! กลุ่มนักเลงกรูกันเข้ามาจะรุมทำร้ายเหรินจ้าน ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็กรีดร้องและวิ่งหนีกันอย่างแตกตื่น ตลาดทั้งตลาดตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย
และนี่คือจังหวะที่หยวนหมิ่นฮุ่ยรอคอย!
ขณะที่เหรินจ้านกำลังง่วนอยู่กับการจัดการพวกนักเลงกระจอกอย่างง่ายดาย นางก็อาศัยช่วงชุลมุนนั้นค่อย ๆ ถอยหลัง แล้ววิ่งสุดชีวิตสวนทางกับฝูงชนที่กำลังแตกตื่น
นางวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัวระคนกัน
สำเร็จ! สำเร็จแล้ว!
ในใจตะโกนก้องอยู่เช่นนี้ นั่นเพราะเสียงตะโกนเรียกชื่อนางของเหรินจ้านดังไล่หลังมา ค่อย ๆ จางหายไปในเสียงอึกทึกของฝูงชน
หยวนหมิ่นฮุ่ยวิ่งเลี้ยวเข้าตรอกนั้นออกซอยนี้อย่างไร้ทิศทาง ขอแค่ให้ไปไกลจากที่นั่นและโรงเตี๊ยมที่นางพักให้มากที่สุดก็พอ
ในที่สุดเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาแล้ว นางก็หยุดหอบอยู่หลังกองฟางในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
“แฮก ๆ หนี...หนีรอดแล้ว” หยวนหมิ่นฮุ่ยยิ้มออกมาทั้งที่ยังหอบจนตัวโยน
ทว่า... รอยยิ้มของนางก็ต้องแข็งค้างไป
เมื่อเงาร่างสูงในชุดสีขาวปรากฏขึ้นที่ปากซอยอย่างเงียบงัน เขายืนกอดอกพิงกำแพง มองมาที่นางด้วยสายตาเรียบเฉย แต่กลับน่ากลัวกว่าตอนที่เขาโกรธเสียอีก
“สนุกหรือไม่?” ซ่งอ๋องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
หยวนหมิ่นฮุ่ยรู้สึกเหมือนเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง...
เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร? ทำไมเขาถึงรู้ว่านางจะหนีมาทางนี้!?
