บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 : แผนหนีที่ต้องลอง

ตอนที่

[3]

แผนหนีที่ต้องลอง

“หุบเขาคนดี?” หยวนหมิ่นฮุ่ยทวนคำเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ท่านอ๋อง... ทรงล้อหม่อมฉันเล่นอยู่หรือเพคะ?”

หยวนหมิ่นฮุ่ยจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ใบหน้าราวกับเทพเซียนแกะสลักนั่นช่างขัดกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาพราวระยับที่พร้อมจะกลั่นแกล้งคนได้ตลอดเวลาของเขาเหลือเกิน

โดยเฉพาะไอ้หุบเขาคนดีที่ว่านี่มันอยู่ที่ไหน ไม่เห็นมีกล่าวถึงในนิยายเลยแม้แต่น้อย นางจึงคิดว่าเขาต้องกำลังล้อเล่นอะไรอยู่เป็นแน่

“เหตุใดข้าต้องล้อเจ้าเล่นด้วย” เซี่ยหลงอิ่นเลิกคิ้วถาม ราวกับเห็นคำถามของนางเป็นเรื่องขบขัน

“ก็... ก็เปล่าเพคะ” นางรีบปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองหน้าต่าง กอดอกแน่นแสดงออกถึงการต่อต้านอย่างเต็มที่ ในใจก็บ่นอุบอิบ

ถ้าหุบเขาคนดีมีจริง หน้าตาแบบเขาเนี่ยนะจะอยู่หุบเขาคนดี? ชื่อหุบเขากับเจ้าของช่างไม่ไปในทิศทางเดียวกันเลยสักนิด!

ก่อนที่หยวนหมิ่นฮุ่ยแอบค่อนขอดเขาในใจไปอีกคำ

ตาแก่โรคจิต!

มีอย่างที่ไหนมาบอกชอบกันโต้ง ๆ

แม้ในโลกก่อนนางจะอายุยี่สิบแปด แต่ในโลกนี้ในร่างนี้นางคือสาวน้อยวัยสิบแปด ส่วนเขา...ซ่งอ๋อง เซี่ยหลงอิ่น ตามข้อมูลในนิยายที่นางจำได้คร่าว ๆ เขาน่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบหกปี ความห่างแปดปีในยุคนี้ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นการจะเรียกเขาว่า ‘ตาแก่’ ในใจก็คงไม่ผิดกระมัง ถึงหน้าตาเขาจะไม่ใกล้เคียงกับคำนั้นก็เถอะ

รถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ทิวทัศน์ของเมืองที่คุ้นเคยค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยป่าเขาสีเขียวชอุ่ม หยวนหมิ่นฮุ่ยลอบถอนหายใจ ในเมื่อถูกลักพาตัวมาอย่าง ‘ถูกกฎหมาย’ เช่นนี้แล้ว การโวยวายไปก็คงไม่มีประโยชน์ สู้เก็บแรงไว้หาทางหนีทีหลังจะดีกว่า

ซ่งอ๋องบอกว่าการเดินทางนี้ใช้เวลาราว ๆ ยี่สิบวัน ดังนั้นต้องมีสักวันที่เป็นวันของนางสิ! หยวนหมิ่นฮุ่ยคิดอย่างหมายมาด

แผนปฏิบัติการ ‘หนีสุดขอบฟ้า’ เริ่มได้!

โดยเริ่มต้นจากแผนแรก…แกล้งป่วย ต้องป่วยให้เหมือนจริงที่สุด!

หลังจากเดินทางมาได้สองวันเต็ม ๆ หยวนหมิ่นฮุ่ยก็ยังคงสงวนท่าทีไม่พูดไม่จากับซ่งอ๋องเกินความจำเป็น ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการในเช้าวันที่สาม

หญิงสาวทำหน้าซีดเซียว หายใจหอบอ่อน ๆ มือก็กุมขมับไว้แน่น พลางส่งเสียงครางในลำคอเบา ๆ

“เป็นอะไรไป” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นเรียบ ๆ เขาละสายตาจากตำราในมือมามองนาง

“หม่อมฉัน... เวียนศีรษะเพคะ” นางตอบเสียงอ่อนแรง

“รู้สึกคลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน”

เซี่ยหลงอิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาวางตำราลงแล้วขยับเข้ามาใกล้นางมากขึ้น ยื่นหลังมือมาอังที่หน้าผากของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

สัมผัสเย็นเฉียบแต่ก็นุ่มนวลนั้นทำเอาหยวนหมิ่นฮุ่ยสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ หญิงสาวรีบเบี่ยงหน้าหนีทันที

“ตัวไม่ร้อนนี่” เขากล่าวพลางชักมือกลับไปนั่งที่เดิม

“อาจจะแค่เมารถม้า”

“แต่หม่อมฉันนั่งมาสองวันแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเลยนะเพคะ” หยวนหมิ่นฮุ่ยแย้ง พยายามแสดงละครต่อ

“อืม...” เขาลากเสียงยาวในลำคอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นหรี่มองหญิงสาวอย่างจับผิด “หรือว่า... เจ้าจะแพ้อะไรบางอย่าง?”

“แพ้อะไรหรือเพคะ?”

“อาจจะ... แพ้คนรูปงามอย่างข้ากระมัง”

“เพ้ย!” หยวนหมิ่นฮุ่ยเผลออุทานออกมาด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะรีบแก้ตัว “เอ่อ หม่อมฉันหมายถึง... ท่านอ๋องช่างล้อเล่นเก่งนะเพคะ”

เขายิ้มมุมปาก “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” ว่าแล้วเขาก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวเล็ก ๆ ขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เปิดจุกออกแล้วยื่นมาตรงหน้านาง “นี่ยาหอมชั้นเลิศ กลิ่นของมันช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนได้ดีนัก ลองดมดูสิ”

หยวนหมิ่นฮุ่ยเริ่มทำหน้าเหยเกเมื่อคิดว่าแผนแรกไม่ได้ผล หญิงสาวจึงทำท่าบิดตัวไปมา มือก็กุมท้องไว้แน่น “โอ๊ย ท่านอ๋อง หม่อมฉัน... หม่อมฉันปวดท้องเหลือเกินเพคะ สงสัยซาลาเปาเมื่อเช้าจะเป็นพิษ ขอหม่อมฉันลงไปข้างทางสักครู่ได้หรือไม่เพคะ”

เซี่ยหลงอิ่นเหลือบมองหญิงสาวด้วยหางตา มุมปากยังคงมีรอยยิ้มเจ้าเก่าประดับอยู่ “ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอก”

ว่าแล้วเขาก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวเล็ก ๆ อีกขวดหนึ่งออกมาอีก ก่อนจะเปิดจุกออกแล้วยื่นมาตรงหน้านาง “นี่ยาถอนพิษชั้นเลิศ ไม่ว่าจะพิษจากซาลาเปาหรือพิษมารยา กินเข้าไปเม็ดเดียวรับรองหายเป็นปลิดทิ้ง”

หยวนหมิ่นฮุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ‘ตาแก่นี่รู้ทันอีกแล้ว!’

สุดท้ายนางจึงปั้นหน้าบึ้งจำใจรับยาหอมมาสูดดมพร้อมกับยาถอนพิษที่ว่ามาอย่างเสียไม่ได้ กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของสมุนไพรนานาชนิดทำให้รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย... อย่างน้อยก็ดีกว่าแผนแตกละนะ

แผนแรกพังไม่เป็นท่า ไม่เป็นไร หนทางยังอีกยาวไกล

ตกเย็นของวันนั้นขบวนรถหยุดพักที่โรงเตี๊ยมกลางทางที่ดูดีกว่าเมื่อคืนก่อนเล็กน้อย หลังจากแยกย้ายเข้าห้องพัก ซึ่งแน่นอนว่าห้องของนางยังคงมีองครักษ์คนสนิทของซ่งอ๋องอย่างเหรินจิงกับเหรินจ้านที่ทำตัวราวกับภูตผียืนเฝ้าหน้าประตูอยู่เช่นเคย แต่หยวนหมิ่นฮุ่ยก็ไม่ล้มเลิกในแผนการของตนในตอนนั้นเองที่แผนการที่สองก็เริ่มต้นขึ้น

แผนสอง…ใช้เสน่ห์ (ที่พอจะมี) ของสาวน้อยวัยสิบแปดให้เป็นประโยชน์

ตีสนิทให้เขาตายใจ!

เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ซึ่งถูกยกมาบริการให้ถึงในห้องของซ่งอ๋องเพื่อความปลอดภัย (ของใครก็ไม่รู้) นางและเขาต้องกินอาหารด้วยกันที่นี่ หยวนหมิ่นฮุ่ยก็เปลี่ยนท่าทางจากสตรีมากเล่ห์มาเป็นลูกแกะน้อยผู้อ่อนต่อโลก

นางนั่งเรียบร้อยอยู่ตรงข้ามเขา ค่อย ๆ ใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากอย่างช้า ๆ กิริยามารยาทงดงามราวกับคุณหนูในห้องหับ

“ท่านอ๋องเพคะ” หยวนหมิ่นฮุ่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานหยด

“การเดินทางครั้งนี้... อีกไกลหรือไม่เพคะกว่าจะถึงหุบเขาของพระองค์?”

เซี่ยหลงอิ่นเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบ ๆ

“อีกราวสิบเจ็ดวัน”

“นานถึงเพียงนั้นเชียวหรือเพคะ” หยวนหมิ่นฮุ่ยทำตาโตอย่างน่าสงสาร “แล้ว... ที่หุบเขาของท่านอ๋อง มีผู้คนอาศัยอยู่มากหรือไม่เพคะ หม่อมฉันกลัวความเงียบเหงาเหลือเกิน”

“คนที่นั่นมีไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย” เขาตอบอย่างกำกวม

“แล้ว... ท่านอ๋องอาศัยอยู่ที่นั่นเพียงลำพังหรือเพคะ?” นางรุกคืบ ถามคำถามที่ดูเป็นส่วนตัวมากขึ้น หวังจะทำให้เขาตายใจ

คราวนี้เขาวางตะเกียบลง แล้วจ้องมองนางตรง ๆ แววตาคมกริบคู่นั้นอ่านไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “เจ้าอยากรู้อะไรกันแน่ แม่นางหยวน?”

“เอ่อ หม่อมฉันก็แค่... อยากทำความรู้จักท่านอ๋องให้มากขึ้น ในเมื่อหม่อมฉันต้องไปอาศัยอยู่กับพระองค์ที่นั่นนี่เพคะ” นางยิ้มหวานหยดที่สุดในชีวิต

“หึ” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ

“เปลี่ยนแผนมาใช้ไม้นี้แล้วรึ? น่าสนใจดี”

หยวนหมิ่นฮุ่ยหน้าเหวอไปทันที

รู้ทันอีกแล้วเหรอ! นี่ในหัวของเขามีเครื่องอ่านความคิดติดอยู่หรือไง!

“เอาเถอะในเมื่อเจ้าอุตส่าห์ลงทุนแสดงละคร ข้าก็จะเล่นด้วยสักหน่อย” เขากล่าวพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

“ที่หุบเขาของข้า มีแต่คนที่ข้าไว้ใจ และข้า... ก็ไม่ได้อยู่ลำพัง”

คำตอบของเขาทำให้นางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด

หรือว่าจะมีหวางเฟยอยู่แล้ว? ก็คงไม่แปลก อายุขนาดนี้แล้วนี่นา

“เช่นนั้นหรือเพคะ...” หยวนหมิ่นฮุ่ยแสร้งทำเสียงยินดี

“หวางเฟยของท่านอ๋องคงจะงดงามและจิตใจดีมากเป็นแน่”

เซี่ยหลงอิ่นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง “ข้ายังไม่มีหวางเฟย”

“เอ๋?”

“แต่ข้ากำลังคิดอยู่ว่า... บางทีข้าอาจจะเจอคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นแล้วก็ได้”

“…..”

สายตาของซ่งอ๋องที่มองมายังนางมันช่าง... ชัดเจนเสียจนนางต้องรีบก้มหน้างุดหลบสายตา เพราะหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

แผนสองไม่เพียงแต่ล้มเหลว แต่ยังทำให้โดนรุกกลับจนแทบตั้งตัวไม่ติดอีก!

คืนนั้นหยวนหมิ่นฮุ่ยนอนไม่หลับ คำพูดของเขายังคงวนเวียนอยู่ในหัว

คนบ้า! ใครเขามาพูดจาเกี้ยวพากับผู้ต้องสงสัยกัน!

ยิ่งเขาเป็นเช่นนี้แล้วนางจะหนียังไง

เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่หน้าห้องของเหรินจิงกับเหรินจ้านเป็นเครื่องยืนยันว่าแผนหนีตอนกลางคืนนั้นเป็นไปไม่ได้เลย หยวนหมิ่นฮุ่ยได้แต่นอนพลิกตัวไปมาบนเตียง ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมา

ในเมื่อหนีซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้ ก็ต้องใช้สมอง!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel