ตอนที่ 2 : เจอตัวประกอบคนสำคัญแล้ว!
ตอนที่
[2]
เจอตัวประกอบคนสำคัญแล้ว!
“ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ๆ นะ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยตะโกนสวนกลับไปอีกครั้ง เสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุม ลืมแม้กระทั่งว่าตนเองช่างพูดจาไม่เข้ากับที่นี่เสียเลย เพราะความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
หรือว่าการขายปิ่นหยกนั่นทำเรื่อง! หรือมันเป็นของโจร! หรือว่าตอนต่อราคาซาลาเปาเธอเผลอไปพูดคำหยาบของโลกนี้เข้า!?
องครักษ์ทั้งสองนายไม่สนใจคำประท้วงของหญิงสาวแม้แต่น้อย พวกเขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้น มือใหญ่หยาบกร้านเอื้อมมาหมายจะจับแขนของหยวนหมิ่นฮุ่ยไว้
ทำให้หยวนหมิ่นฮุ่ยหลับตาปี๋ เตรียมใจรับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
“พอแล้ว”
จู่ ๆ เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและความขบขันเล็กน้อยก็ดังขึ้น มันไม่ดังมากแต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงักลง
ทหารองครักษ์ที่กำลังจะคว้าตัวของหยวนหมิ่นฮุ่ยชะงักมือค้างกลางอากาศ ก่อนจะรีบหันไปค้อมกายทำความเคารพทิศทางของต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
หยวนหมิ่นฮุ่ยลืมตาขึ้นช้า ๆ หัวใจที่เต้นรัวเมื่อครู่กลับหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นเจ้าของเสียง
บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากมุมร้านน้ำชาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเชื่องช้า เขาสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้ลวดลายใด ๆ ปล่อยชายแขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวตามสายลม ผมสีดำขลับถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ยามต้องแสงแดดยามบ่าย ร่างทั้งร่างของเขาดูราวกับเทพเซียนที่หลงทางลงมาเยือนโลกมนุษย์
แต่ทว่า... รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากกับแววตาพราวระยับคู่นั้นกลับดูเจ้าเล่ห์เกินกว่าจะเป็นเทพเซียนองค์ใด
เธอไม่เคยเห็นเขามาก่อนในเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาไม่ใช่ตัวละครหลักอย่างแน่นอน แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นไม่ธรรมดาเลย
“ท่านเป็นใคร? หรือว่าเป็นหัวหน้าของพวกเขา?” หยวนหมิ่นฮุ่ยถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางชี้ไปที่เหล่าทหารที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น
“บังอาจ!” ทหารนายหนึ่งตวาดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“นี่คือซ่งอ๋อง พระอนุชาในอดีตฮ่องเต้ เป็นพระปิตุลาของฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้!”
ซ่งอ๋อง!?
หยวนหมิ่นฮุ่ยตาโตเท่าไข่ห่าน หรือว่านี่คือตัวประกอบลับสุดยอดคนนั้นจริง ๆ คนที่ในนิยายบรรยายไว้แค่ไม่กี่บรรทัดว่าเป็นท่านอ๋องผู้รักสันโดษที่มาช่วยหลานชายในยามคับขัน แต่ทำไมตัวจริงถึงได้ดู…ราวกับเทพเซียนแต่แววตากลับเหมือนปีศาจเจ้าเล่ห์แบบนี้
เซี่ยหลงอิ่นยกมือขึ้นห้ามทหารของเขาเบา ๆ สายตายังคงจับจ้องที่หญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา
“ไม่ต้องถือสา นางยังไม่รู้ความ” ก่อนที่เขาจะมาพูดกับนางด้วยรอยยิ้มเดิม “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ทีนี้ก็ตามข้ามาดี ๆ เถอะ”
“ไปไหน? ข้าไม่ไป! พวกท่านไม่มีเหตุผลที่จะมาจับตัวข้าไปนะ!”
แม้ตอนนี้จะตกใจแต่หยวนหมิ่นฮุ่ยก็รับรู้แล้วว่าก่อนหน้าตนเองเผลอพูดในแบบยุคปัจจุบันจึงรีบปรับคำพูดตนเองให้เข้ากับคนที่นี่
“ไม่มีเหตุผลรึ?” เขายิ้มกว้างขึ้น
“เหตุผลก็คือ ข้าอยากรู้...ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้เฝ้าติดตามหลานชายและหลานสะใภ้ของข้าทุกฝีก้าวมาตลอดเจ็ดวันเต็ม”
“ข้า...ข้าก็แค่ชื่นชม”
“งั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ไป ‘ชื่นชม’ พวกเขาต่อหน้าเลยเป็นอย่างไรเล่า” ซ่งอ๋องกล่าวพลางผายมือไปทางพระราชวัง
“ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทกับข้า ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะอธิบายเรื่องนี้กับพวกเขาว่าอย่างไร”
!!!
คำพูดของเขาทำเอาหยวนหมิ่นฮุ่ยหน้าซีดเผือด เข้าเฝ้าฮ่องเต้กับฮองเฮาในตอนนี้!? นี่มันยิ่งกว่าฝันร้าย! ถ้าความแตกขึ้นมาว่านางเป็นคนจากอีกโลกหนึ่ง มีหวังได้โดนจับเผาทั้งเป็นข้อหาปีศาจจำแลงกายแน่!
แต่ดูเหมือนนางจะไม่มีทางเลือก เพราะซ่งอ๋องสั่งให้ทหารคุมตัวนางเดินทางเข้าสู่วังหลวงทันที
ตำหนักเฉียนคุน
ฮ่องเต้เซี่ยหลงเจี่ยกับช่ายฮองเฮามองหน้ากันอย่างงุนงง เมื่อเห็นเสด็จอาในชุดขาวราวเทพเซียนผู้ไม่เคยยุ่งเรื่องทางโลก พาหญิงสาวท่าทางแปลก ๆ ผู้หนึ่งเข้ามาด้วย
“ถวายบังคมฝ่าบาท ฮองเฮา” ซ่งอ๋องทำความเคารพอย่างเรียบง่ายตามแบบฉบับของตนเอง
“เสด็จอา ไม่ต้องมากพิธี” เซี่ยหลงเจี่ยรีบกล่าว ก่อนจะเหลือบมองหยวนหมิ่นฮุ่ยที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ข้าง ๆ “เอ่อ เสด็จอา สตรีนางนี้คือ?”
“กระหม่อมพบว่านางมีพฤติกรรมน่าสงสัย แอบติดตามฝ่าบาทกับฮองเฮามาหลายวันแล้ว กระหม่อมจึงพาตัวนางมาให้ฝ่าบาททรงพิจารณา” ซ่งอ๋องตอบหน้าตาย
!!!
หยวนหมิ่นฮุ่ยแทบจะล้มทั้งยืน นี่เขากล้าพูดออกมาได้ยังไง!
ทว่าช่ายซงเหยา ฮองเฮาผู้ใจดีกลับมองมาที่สตรีมาใหม่ด้วยแววตาเห็นใจ “แม่นาง เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอันใดหรือไม่ ถึงได้ติดตามพวกเราเช่นนั้น หากมีเรื่องใดให้ช่วยก็บอกได้นะ”
“มะ...ไม่มีเพคะ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยรีบปฏิเสธเสียงหลง
“หม่อมฉันก็แค่...แค่ชื่นชมในพระบารมีของทั้งสองพระองค์จริง ๆ ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงเลยเพคะ!”
เซี่ยหลงอิ่นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ฝ่าบาท พระองค์จะทรงเชื่อคำพูดของสตรีที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้หรือ?”
เซี่ยหลงเจี่ยมีสีหน้าลำบากใจ ดูก็รู้ว่าสถานการณ์นี้ไม่ปกติ ทว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณเสด็จอาผู้นี้อย่างใหญ่หลวง ทั้งยังเคารพในสติปัญญาและความสามารถของอีกฝ่ายเสมอมา ดังนั้นจึงพยายามคิดอย่างรอบคอบ
“เอาอย่างนี้แล้วกัน” ซ่งอ๋องตัดบทขึ้นเองอย่างรวดเร็ว
“เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนฝ่าบาทและเพื่อความปลอดภัย กระหม่อมจะนำตัวสตรีนางนี้ไปสอบสวนด้วยตนเอง”
“เอ๋?” ฮ่องเต้หนุ่มถึงกับงง “เสด็จอาจะสอบสวนเองเลยหรือ?”
“ใช่ กระหม่อมกำลังจะเดินทางกลับหุบเขาอยู่พอดี ถือโอกาสพานางไปสงบสติอารมณ์และเค้นความจริงที่นั่นเลยแล้วกัน ฝ่าบาทจะได้ไม่ต้องทรงเป็นกังวล” เขากล่าวสรุปเองเสร็จสรรพ ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้คัดค้านทั้งนั้น
เมื่อตกลงทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย (โดยที่เขาตกลงเองคนเดียว) เขาก็พาหยวนหมิ่นฮุ่ยออกจากตำหนักของฮ่องเต้ไปยังรถม้าคันหรูหราที่จอดรออยู่หน้าประตูวังหลวง
“ไปกันได้แล้ว” ซ่งอ๋องหันมาบอกหยวนหมิ่นฮุ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังชวนไปเดินเล่น ทว่าประโยคต่อมานั้น…
“อย่าให้ข้าต้องใช้กำลัง”
หยวนหมิ่นฮุ่ยได้แต่กัดฟันกรอด นางรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ โดยเชื้อพระวงศ์ระดับสูงขนาดนี้ การขัดขืนมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นางจึงจำใจเดินตามเขาไปขึ้นรถม้าอย่างเสียไม่ได้
ภายในรถม้ากว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราผิดกับภาพลักษณ์ของคนที่ปลีกวิเวก มีเบาะรองนั่งนุ่ม ๆ โต๊ะเล็ก ๆ สำหรับวางชุดน้ำชา และยังมีกลิ่นหอมของกำยานชั้นดีอบอวลอยู่จาง ๆ
แต่ความหรูหราเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่นั่งลง เซี่ยหลงอิ่นก็รินชาส่งให้หยวนหมิ่นฮุ่ยถ้วยหนึ่ง หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างไม่ไว้ใจจึงไม่ยอมรับถ้วยชานั้นมา
ทว่าเขาไม่ถือสากลับวางถ้วยชาลงบนโต๊ะตรงหน้านาง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้นางแทบสำลักอากาศที่หายใจเข้าไป
“สตรีเช่นเจ้า ดูไม่เหมือนผู้ใดดี ข้าชอบ”
หยวนหมิ่นฮุ่ยตาโต “ท่าน... ท่านพูดอะไรของท่าน! ไหนบอกว่าจะเอาตัวข้าไปสอบสวนไง!”
“สอบสวนแน่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ เอนหลังพิงเบาะอย่างสบายอารมณ์
“เริ่มจาก…เจ้ามีนามว่าอะไร”
แม้ว่าไม่อยากจะตอบแต่หยวนหมิ่นฮุ่ยก็ตอบต้องอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หยวนหมิ่นฮุ่ยเพคะ” เขาเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตูวังอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง หยวนหมิ่นฮุ่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดอยู่ในกับดักที่สวยงามแต่หนีไปไหนไม่ได้ หญิงสาวจ้องหน้าซ่งอ๋องเขม็ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามกลับไป
“แล้วท่านอ๋องกำลังจะพาหม่อมฉันไปที่ไหน”
เซี่ยหลงอิ่นยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับอย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม
“หุบเขาของข้าน่ะสิ ที่นั่นมีชื่อว่า…หุบเขาคนดี”
