ตอนที่ 1 : ทะลุมิติมาเป็นติ่ง ทว่าดันถูกเพ่งเล็งเสียได้
ตอนที่
[1]
ทะลุมิติมาเป็นติ่ง ทว่าดันถูกเพ่งเล็งเสียได้
‘และแล้ว...องค์ชายหกเซี่ยหลงเจี่ยก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้เคียงข้างช่ายฮองเฮา ทั้งสองพระองค์ปกครองแผ่นดินด้วยความผาสุก นำพาความสงบสุขมาสู่แคว้นซินโจวตราบนานเท่านาน จบบริบูรณ์’
หยวนหมิ่นฮุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานจนสุด ดวงตาจ้องมองคำว่า ‘จบบริบูรณ์’ บนหน้าจอแท็บเล็ตค้างเติ่ง ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา ทั้งอิ่มเอมใจที่ตัวละครสุดที่รักฝ่าฟันอุปสรรคจนได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข และความรู้สึกว่างโหวงในอกเหมือนโดนทิ้งไว้กลางทาง
“จบแบบนี้เหรอ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง พลางใช้ช้อนคนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยอย่างหงุดหงิด “แล้วตอนสวีตหวานแหววล่ะ? ตอนบริหารบ้านเมืองแบบเจ๋ง ๆ ล่ะ? แล้ว...แล้วท่านอ๋องตัวประกอบคนนั้นที่โผล่มาช่วยตอนท้ายล่ะ เขาหายไปไหนต่อ? นักเขียนใจร้ายเกินไปแล้ว แต่เอาเถอะ เดี๋ยวก็มีตอนพิเศษอีก”
ในฐานะสาวโสดวัยยี่สิบแปดที่ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงนิยายเป็นเพื่อนตายคู่ใจ ‘วังวนรักบัลลังก์มังกร’ คือที่สุดของนิยายที่เธอเคยอ่านในรอบปี เธอเฝ้ารอทุกวันหลังเลิกงานเพื่อจะกลับมาดำดิ่งสู่โลกแห่งการแก่งแย่งชิงบัลลังก์ แต่สิ่งที่เธอรอคอยยิ่งกว่า นั่นก็คือตอนพิเศษที่นักเขียนคนโปรดได้ประกาศเอาไว้ว่าจะมาอัปเดตให้แฟน ๆ ได้ฟินจิกหมอนกันต่อแน่นอน
ทว่าต่อมาหยวนหมิ่นฮุ่ยก็พบว่านี่ก็ผ่านมาสามสัปดาห์แล้ว หน้าเพจของนักเขียนยังคงเงียบกริบราวกับป่าช้า…
“ไหนบอกจะมาไงเล่า! หลอกให้รอแล้วก็เทกันแบบนี้ได้เหรอ!” หยวนหมิ่นฮุ่ยบ่นอุบอิบพลางซดน้ำซุปบะหมี่รสใหม่เสียงดังซู้ด
“ให้ตายสิ ถ้ามันจะอยากรู้ขนาดนี้นะ... ถ้าได้เข้าไปดูตอนพิเศษต่อด้วยตาตัวเองก็คงจะดี!”
สิ้นความคิดนั้นเอง...
วูบ!
แสงสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นรอบตัวจนหยวนหมิ่นฮุ่ยต้องหยีตาหลับ แสงนั้นเจิดจ้าและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์แห่งแสงเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง
“นับตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ พวกโจรป่าก็ลดน้อยลงไปเยอะเลยนะ...”
“ใช่ ๆ ข้าเองก็รู้สึกว่าค้าขายคล่องขึ้น บ้านเมืองสงบสุขกว่าแต่ก่อนมาก สมแล้วที่เป็นฮ่องเต้ที่สวรรค์ประทานมา”
เสียงพูดคุยจอแจปลุกหยวนหมิ่นฮุ่ยให้ตื่นจากภวังค์ หญิงสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่เห็นคือท้องฟ้าสีครามสดใส กลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นดินโชยมาแตะจมูก เธอค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงง พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
ตรอกแคบ ๆ ที่มีแผงขายของเก่า ๆ ตั้งเรียงราย ผู้คนเดินขวักไขว่แต่ก็ไม่มากนักในชุดผ้าฝ้ายและผ้าไหมสีสันสดใส ทุกอย่างดูแปลกตา...แต่ก็คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ก่อนจะฟังทุกอย่างให้แน่ใจว่าพวกเขาพูดคุยถึงใครกันแน่
“ฝ่าบาท? เซี่ยหลงเจี่ย?” ชื่อที่คุ้นหูทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ
เป็นไปไม่ได้น่า...
เธอรีบก้มลงมองตัวเองแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง จากชุดนอนลายการ์ตูนย้วย ๆ บัดนี้กลับกลายเป็นอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมยงดงาม มันดูหรูหราและเหมือนชุดในละครย้อนยุคไม่มีผิด!
“บ้าน่า!”
หยวนหมิ่นฮุ่ยลุกพรวดพราด มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน
“กระจก! กระจกอยู่ไหน!”
เธอวิ่งเตาะแตะออกจากตรอกอย่างไร้ทิศทาง ชนแผงขายผักจนคนขายมองค้อน แต่เธอก็ไม่สนใจ ในหัวมีแต่ความคิดที่ว่าต้องหาอะไรมาส่องดูหน้าตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุด แล้วสายตาก็พลันไปเห็นบ่อน้ำเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของลานกว้าง
หญิงสาวรีบวิ่งไปที่ขอบบ่อ ก้มหน้าลงไปมองเงาสะท้อนบนผิวน้ำนิ่งสงบ...
แล้วก็ต้องตะลึงจนพูดไม่ออก
ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ใบหน้าของสาวออฟฟิศวัยยี่สิบแปดที่เริ่มมีริ้วรอยจาง ๆ ใต้ตา แต่เป็นใบหน้าของเด็กสาวแรกรุ่นอายุราวสิบแปดปี ผิวพรรณเปล่งปลั่งเนียนละเอียด ดวงตากลมโตสดใส จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ งดงามจนตัวเธอเองยังต้องทึ่ง
“นี่มัน... นี่มันหน้าฉันตอนอายุสิบแปดนี่นา!”
‘ใช่แล้ว’
ทันใดนั้นเองเสียงปริศนาที่ไร้ที่มาก็ดังก้องขึ้นในหัวของเธอ มันเป็นเสียงที่ฟังดูสูงวัยและทรงอำนาจ คล้ายจะเยาว์วัยและขี้เล่นในคราเดียวกันก่อนจะตามมาอีกว่า
‘ในเมื่อปรารถนานัก ข้าก็จัดให้’
เสียงนั้นทำให้หยวนหมิ่นฮุ่ยสะดุ้งเฮือก เธอมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก “ใคร! ใครพูดน่ะ!”
ไม่มีใครตอบกลับ มีเพียงเสียงจอแจของตลาดที่ดังอยู่รอบกาย
‘สามเดือน...’ เสียงปริศนานั้นดังขึ้นในหัวเธออีกครั้ง ชัดเจนและเยือกเย็นกว่าเดิม
‘เจ้ามีเวลาสามเดือนในโลกใบนี้เพื่อเป็น ‘ผู้ชม’ ตามที่ปรารถนา เมื่อครบกำหนดจงกลับมายังจุดที่เจ้าปรากฏกายครั้งแรก มิเช่นนั้นแล้ว ตัวของเจ้าจะถูกผนึกไว้ที่นี่ตลอดกาล’
สิ้นเสียงนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบงัน เหลือเพียงหยวนหมิ่นฮุ่ยที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ริมบ่อน้ำ
“สามเดือน...” เธอยกมือขึ้นกุมขมับ “นี่คำขอของฉันเป็นจริงเหรอเนี่ย!”
หลังจากยืนช็อกอยู่พักใหญ่ สติของหญิงสาวก็เริ่มกลับคืนมา เมื่อความตื่นตระหนกจางหายไป ความตื่นเต้นแบบสุดขีดก็เข้ามาแทนที่
ทะลุมิติ! เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องโปรดจริง ๆ!
แถมยังได้ย้อนวัยกลับไปเป็นสาวสิบแปดอีกครั้ง นี่มันแจ็กพอตชัด ๆ
“แค่สามเดือน… แต่แค่นี้ก็คุ้มแล้ว” หยวนหมิ่นฮุ่ยยิ้มกริ่มกับเงาสะท้อนในน้ำ พลางลูบแก้มเนียนใสของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“ได้เห็นพระนางที่รักมีชีวิตดี ๆ ก็พอใจแล้ว”
ว่าแต่แล้วจะใช้ชีวิตยังไงต่อล่ะ? หยวนหมิ่นฮุ่ยล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ หวังว่าจะเจอโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
“แย่แล้ว! ไม่มีเงินติดตัวมาเลยสักอีแปะ”
เธอเริ่มหน้าซีด นี่มันสถานการณ์ของนางเอกนิยายทะลุมิติที่ต้องเริ่มจากศูนย์ชัด ๆ แต่แล้วปลายนิ้วของเธอก็สัมผัสได้ถึงวัตถุแข็ง ๆ ที่ประดับอยู่บนมวยผม เธอลองคลำดูอย่างระมัดระวัง...
ปิ่นปักผม! แถมเมื่อสังเกตร่างกายตนเองดี ๆ ยังมีต่างหูหยกกับกำไลข้อมืออีกด้วย! ดูจากวัสดุแล้วน่าจะพอมีราคาอยู่บ้าง
“สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งกันเกินไป” หยวนหมิ่นฮุ่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอตัดสินใจเลือกปิ่นหยกขาวที่ดูเรียบง่ายที่สุดแต่ก็น่าจะขายได้ราคาดีอันหนึ่งออกมาจากมวยผม แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำที่เห็นอยู่ไม่ไกล
ด้วยเงินที่ได้มาจากการขายปิ่น ซึ่งมากกว่าที่เธอคาดไว้เยอะ หยวนหมิ่นฮุ่ยจึงสามารถเช่าห้องพักเล็ก ๆ ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม พร้อมกับซื้อเสื้อผ้าชาวบ้านธรรมดา ๆ มาเปลี่ยนอีกสองสามชุดเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาจนเกินไป
และแล้วปฏิบัติการ ‘ติ่งสัญจร ณ แคว้นซินโจว’ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น!
ชีวิตในเมืองหลวงยุคโบราณช่างน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเธอ ทุกเช้าเธอจะตื่นขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า ออกไปเดินเล่นในตลาด หาของกินอร่อย ๆ ที่ไม่เคยเห็นในโลกปัจจุบัน ทั้งเป็ดย่างหนังกรอบ บัวลอยน้ำขิง หรือซาลาเปาลูกยักษ์ไส้ทะลัก ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่และน่าลิ้มลองไปหมด
แต่ไฮไลต์สำคัญของวันคือการไปดักรอ ‘ส่อง’ คู่รักข้าวใหม่ปลามันแห่งวังหลวง
โชคดีที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฮ่องเต้และฮองเฮาเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ทั้งสองพระองค์จึงมักจะปลอมตัวออกมาตรวจดูความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพวกเขาปลอมตัวแล้วถามว่าเธอจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นพวกเขา
แน่นอนเพราะออราพระเอกนางเอกยังไงล่ะ
ดูไม่ยากเลย
นั่นจึงทำให้เธอมีโอกาสได้เห็นพวกเขาในระยะใกล้ แต่ไม่ใกล้จนเกินไป
ภาพของฮ่องเต้เซี่ยหลงเจี่ยในชุดสามัญชนที่กำลังสอบถามราคาสินค้าจากพ่อค้าด้วยสีหน้าจริงจัง หรือภาพของช่ายฮองเฮาหรือช่ายซงเหยาที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะมอบถุงเงินให้เด็กน้อยยากไร้ มันช่างเป็นภาพที่ทำให้หัวใจของติ่งตัวน้อย ๆ อย่างเธอพองฟู
“สมกันจริง ๆ เทพเซียนบนดินชัด ๆ” หยวนหมิ่นฮุ่ยพึมพำขณะแอบมองจากมุมร้านน้ำชา ปากก็เคี้ยวขนมไปพลาง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก หยวนหมิ่นฮุ่ยเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตในยุคนี้มากขึ้น เธอเรียนรู้ที่จะใช้เงินอีแปะ เรียนรู้ที่จะต่อราคากับพ่อค้าและเรียนรู้ที่จะหลบหลีกเวลาเห็นทหารยามเดินตรวจตรา แต่สิ่งที่เธอไม่เคยรู้เลยนั่นก็คือ...
การกระทำของเธอทั้งหมดได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนเข้าแล้ว
วันนี้ก็เช่นเคยหลังจากปฏิบัติภารกิจส่องพระนางเสร็จสิ้น หญิงสาวก็เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีกลับไปยังโรงเตี๊ยม แต่ระหว่างทางเธอกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ
เหมือนมีคนมองอยู่
เป็นความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เหมือนถูกสายตาของสัตว์นักล่าจับจ้อง หยวนหมิ่นฮุ่ยหันขวับไปมองด้านหลัง แต่ก็เห็นเพียงฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมาตามปกติ
“คิดมากไปเองมั้ง” เธอบอกกับตัวเองแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่หายไป มันเกาะกุมเธอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอเลี้ยวเข้าซอยที่จะตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่พักอยู่
ทันใดนั้นเอง...
พรึ่บ!
เงาร่างในชุดเกราะเต็มยศหลายสิบนายก็ปรากฏกายขึ้นจากทุกทิศทาง ปิดล้อมทางเข้าออกของซอยจนหมดสิ้น พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเงียบกริบราวกับภูตผี ทำเอาชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
หัวใจของหยวนหมิ่นฮุ่ยดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอรู้ได้ในทันทีว่าเป้าหมายของคนเหล่านี้คือเธอ!
ทหารองครักษ์ร่างกำยำสองนายก้าวออกมาข้างหน้า หนึ่งในนั้นประสานมือคารวะเธออย่างนอบน้อม แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับน่าตกใจยิ่งกว่า
“แม่นาง เชิญท่านตามพวกเรามา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
“ไปไหน? พวกท่านเป็นใคร?” หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความสับสนและความกลัวถาโถมเข้าใส่จนทำอะไรไม่ถูก
“พวกเราเป็นองครักษ์หลวง ได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาท ให้มาควบคุมตัวท่าน”
“ควบคุมตัวฉัน!?” หยวนหมิ่นฮุ่ยแทบจะกรีดร้องออกมา เธอก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกับกำแพงเย็นเฉียบ “ข้อหาอะไร! ฉันไปทำอะไรผิด! ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ๆ นะ”
ในหัวของเธอขาวโพลนไปหมด เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมฮ่องเต้ที่เธอเฝ้าชื่นชมถึงได้มีรับสั่งให้มาจับกุมตัวเธอ? หรือว่าการทะลุมิติของเธอจะส่งผลกระทบอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้? หรือว่า...
คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว แต่หยวนหมิ่นฮุ่ยก็ไม่มีเวลาได้หาคำตอบ เพราะองครักษ์ทั้งสองนายได้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากพวกเขาจนเธอแทบหายใจไม่ออก
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! แค่จะมาเป็นติ่งดูตอนพิเศษอย่างสงบ ๆ ทำไมต้องมาเจอเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ด้วย!
