3
"เจ้า... เจ้ากล่าวหาข้า" ใบหน้าของอนุเตียวเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดในทันที
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าของพวกนั้นมาอยู่ในชามได้อย่างไร อาจเป็นเพราะคนครัวทำงานสะเพร่าก็ได้"
"สะเพร่าหรือ"
ปัง!
เจียงสวินตบฝ่ามือลงบนโต๊ะจนถ้วยชากระเด้ง บ่าวรับใช้รอบข้างสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน
"เนื้อบูดหนึ่งอย่าง กรวดทรายอีกหนึ่งอย่าง ทั้งหมดบังเอิญมาอยู่ในชามเดียวกัน แถมยังเป็นชามที่ส่งไปให้เด็กอายุสี่ขวบโดยเฉพาะ ท่านคิดว่าข้าโง่หรือคิดว่าคนทั้งจวนโง่กันแน่"
"เจ้า!"
"ซุ่ยเซียงบอกเองว่าเป็นคำสั่งของท่าน" เจียงสวินชี้ไปยังชามตรงหน้า
"หากท่านบริสุทธิ์ใจจริง เช่นนั้นก็ง่ายมาก" นางเลื่อนชามไปตรงหน้าอนุเตียว
"กินสิเจ้าคะ"
"อะไรนะ"
"ข้าบอกให้ท่านกิน" เจียงสวินยิ้มเย็น
"ในเมื่อท่านบอกว่านี่คือของบำรุงที่ตั้งใจให้คุณชายน้อย เหตุใดท่านจึงไม่ลองกินให้พวกเราดูสักคำเล่า"
"เจ้าเป็นเพียงแม่นม กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า"
"ถ้าไม่กล้ากิน ก็เลิกพูดเสียทีว่าของพวกนี้กินได้"
เจียงสวินสวนกลับทันควัน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
"วันนี้หากเรื่องนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าจะถือชามแกงใบนี้พร้อมลากซุ่ยเซียงไปพบท่านโหว ให้ท่านโหวตัดสินด้วยตัวเองว่าใครผิดใครถูก และหากยังไม่มีใครจัดการ ข้าก็จะไปร้องทุกข์ต่อที่ว่าการเมือง ให้คนทั้งเมืองรู้กันไปเลยว่าคุณชายสายหลักวัยสี่ขวบของตระกูลหลินต้องกินข้าวปนทรายและเนื้อบูดอยู่ทุกวัน!"
คำว่าที่ว่าการเมืองทำให้สีหน้าของอนุเตียวซีดเผือด
“เจ้า! เจ้ากล้าดียังไง” นางชี้หน้าแม่นมต่ำต้อยที่เคยเหยียบย่ำด้วยมือสั่นเทา ไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายจะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดนี้
ตระกูลหลินเป็นตระกูลขุนนางที่มีหน้ามีตา หากเรื่องรังแกเด็กในสายหลักแพร่ออกไปถึงภายนอก ไม่เพียงนางจะถูกลงโทษ ท่านโหวย่อมไม่มีวันยอมให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหายเพราะอนุภรรยาอย่างนางแน่นอน
"เจ้า! เจ้ามันมารร้าย" อนุเตียวตัวสั่นด้วยทั้งความโกรธและความหวาดหวั่น
เจียงสวินยิ้มตอบกลับไป ก่อนตอบเสียงยียวน
"ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ"
อนุเตียวแทบสำลักลมหายใจ
"ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ" เจียงสวินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"ส่งข้าวสวยร้อน ๆ เนื้อดี ๆ ผักสะอาด และอาหารที่มนุษย์กินได้ไปให้คุณชายน้อย หากข้าพบกรวด ทราย ของบูด หรือสิ่งสกปรกแม้แต่นิดเดียว" นางโน้มตัวลงเล็กน้อย สบตาอนุเตียวตรง ๆ
"ข้าจะถือชามนั้นกลับมาถึงเรือนนี้ แล้วสาดใส่หน้าท่านถึงบนเตียง"
"เจียงสวิน!"
"ข้าพูดจริง และทำจริง" สิ้นคำ เจียงสวินก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนกลางโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ทิ้งให้อนุเตียวยืนตัวสั่นด้วยความแค้น ขณะที่บ่าวรับใช้รอบเรือนต่างหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนคงต้องมองแม่นมแห่งเรือนหลังเสียใหม่แล้ว เพราะแม่นมเจียงคนนี้ ไม่เพียงไม่กลัวอนุเตียว แต่นางยังกล้าบุกถึงเรือนเพื่อเอาเรื่องซึ่ง ๆ หน้าอีกด้วย
ท่ามกลางสายฝนพรำด้านนอก ตรงมุมมืดใต้ต้นหลิวใหญ่ มีบุรุษผู้หนึ่งยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบงัน
หลินเฟิงเจี๋ยทอดสายตามองสตรีในชุดแม่นมเรียบง่ายที่เพิ่งบุกอาละวาดเรือนกลางจนคนทั้งเรือนแตกตื่น ก่อนเดินกลับไปยังเรือนหลังด้วยท่วงท่าองอาจราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เพิ่งประกาศสงครามกับอนุภรรยาของตระกูล
ดวงตาคมของท่านอาเล็กยังคงเย็นเยียบดังเดิม ทว่าลึกลงไปกลับมีประกายสนใจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"ไปจัดการคนครัว และสืบเรื่องอนุเตียวมาให้ละเอียด" หลินเฟิงเจี๋ยออกคำสั่งแก่องครักษ์เงาข้างกายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ส่วนแม่นมเจียง คืนนี้ส่งคนไปเฝ้าเรือนหลังไว้ หากมีใครกล้าไปก่อกวนพวกนาง" เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
"จัดการเสีย"
"รับทราบขอรับ นายท่านสาม" องครักษ์เงารับคำ ก่อนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดถามไม่ได้
"นายท่านจะไม่เข้าไปช่วยคุณชายน้อยหรือขอรับ"
หลินเฟิงเจี๋ยเหลือบมองไปยังทิศทางที่เจียงสวินเพิ่งเดินจากไป ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
"ดูจากเมื่อครู่แล้ว" นัยน์ตาคมทอประกายลึกล้ำ
"นางจัดการได้ดีกว่าข้าเสียอีก" เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตาไปยังเรือนหลังที่หลานชายของตนอาศัยอยู่
"เด็กคนนั้นได้เจอแม่นมที่ดีแล้ว" อีกอย่างเขาก็คิดว่าหากหลานชายโดนรังแก หรือแม่นมของเขาโดนรังแก เขาก็จะรีบเข้าไปช่วยในทันที
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านม่านเมฆ ฉาบเรือนหลังหลังเก่าจนสว่างขึ้น บรรยากาศเงียบสงบแตกต่างจากเมื่อคืนราวกับเป็นคนละโลก
หลังจากเจียงสวินบุกไปอาละวาดถึงเรือนกลาง อนุเตียวก็ยอมส่งอาหารอย่างดีมาให้แต่โดยดี ทั้งข้าวสวยร้อน ๆ เนื้อปลาและผักสด คราวนี้ไม่มีก้อนกรวด เม็ดทราย หรือกลิ่นบูดปะปนมาแม้แต่น้อย
เสี่ยวอวี๋ได้กินอาหารจนอิ่มท้องและหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เช้านี้ใบหน้าเล็กจึงดูสดใสขึ้น แก้มซูบตอบเริ่มมีเลือดฝาด และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เด็กน้อยเริ่มยิ้มให้แม่นมเจียงมากขึ้นกว่าเดิม
ทว่าความสงบสุขกลับดำรงอยู่ได้ไม่นาน
ตึง!
เสียงถีบประตูเรือนหลังดังสนั่น
สตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองหรูหราก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง เครื่องประดับเต็มศีรษะสั่นไหวตามแรงก้าวเดิน ริมฝีปากแต้มสีชาดเหยียดยิ้มอย่างถือดี
นางคือฮูหยินใหญ่หลิน ป้าสะใภ้ใหญ่ของเสี่ยวอวี๋ ผู้กุมอำนาจฝ่ายในของตระกูลหลินในช่วงที่ผู้อาวุโสและผู้มีอำนาจตัวจริงไม่อยู่ในจวน
ด้านหลังยังมีบ่าวชายหญิงติดตามมาอีกเกือบสิบคน ท่าทางแต่ละคนดูเอาเรื่อง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาเยี่ยมเยียนด้วยเจตนาดี
"แม่นมเจียง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไปอาละวาดเรือนกลาง แล้วยังบีบบังคับขู่เข็ญอนุเตียว" ฮูหยินใหญ่หลินตวาดเสียงแหลมทันทีที่ก้าวเข้ามา
"วันนี้หากข้าไม่สั่งตบปากเจ้าห้าสิบทีแล้วไล่ออกจากจวน ต่อไปตระกูลหลินยังจะมีกฎระเบียบเหลืออยู่อีกหรือ" เสี่ยวอวี๋ที่กำลังนั่งร้อยลูกปัดเล่นอยู่ข้างเตียงสะดุ้งเฮือก
ใบหน้าเล็กซีดเผือดทันที เด็กน้อยรีบลุกขึ้นวิ่งมากอดเอวเจียงสวินแน่น ร่างเล็กสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
เจียงสวินก้มมองเด็กน้อย ก่อนดึงผ้าคลุมไหล่มาห่มให้ แล้วขยับตัวบังเสี่ยวอวี๋ไว้ด้านหลัง
จากนั้นจึงก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ตายเป็นตายวะ ยังไงก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง!
"ลงโทษข้าหรือเจ้าคะ" เจียงสวินเลิกคิ้ว พลางเหยียดยิ้ม
"ฮูหยินใหญ่ ท่านมาถึงก็เอะอะโวยวาย จะตบปาก จะไล่ข้าออกจากจวน แต่กลับไม่คิดถามสักคำว่าเหตุใดข้าจึงต้องไปถึงเรือนกลาง"
"เจ้ายังกล้าเถียง"
"เหตุใดข้าจะไม่กล้า ในเมื่อข้าไม่ได้ทำอันใดผิด"
เจียงสวินสวนกลับทันควัน
"อนุเตียวส่งเศษข้าวปนกรวดปนทรายมาให้คุณชายน้อยกิน ครั้งที่สองยังส่งเนื้อบูดมาอีก หากข้าไม่ไปทวงความเป็นธรรม ป่านนี้คุณชายสายหลักวัยเพียงสี่ขวบอาจเจ็บป่วยเพราะอาหารสกปรกไปแล้วก็เป็นได้ แล้วคนที่ควรถูกลงโทษคือข้าหรือเจ้าคะ"
"สามหาว!" ฮูหยินใหญ่หลินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เมื่อคนตรงหน้ากล้าต่อปากต่อคำกับนางแบบไม่ลดราวาศอก
